ขนาดตัวอักษร

2.มาตามราวีถึงบ้าน

 66 Views

     เสียงแหลมบาดหูดังมาจากหน้าประตู  จั่วเหมยอดเงี่ยหูฟังไม่ได้…

           ใบหน้าเด็กหนุ่มบึ้งตึงขึ้นหลายส่วน   พลันหันหน้าไปรอบๆและเอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะไปจัดการหญิงผู้นั้นเอง”

          “รอก่อน!”  จั่วเหมยดึงตัวเขากลับ พลางเงี่ยหูฟังต่อไป

            ยิ่งเธอฟังนานขึ้นเพียงใด   คิ้วเธอก็ขมวดมากขึ้นเท่านั้น

            ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหญิงสาวนางนั้นตายเพราะความคับแค้นใจ   ถ้อยคำเหล่านั้นที่หลิวซื่อพรั่งพรูออกมาช่างขยะแขยงน่ารังเกียจเกินจะทนฟังจริงๆ   วาจาชุ่มไปด้วย ความชิงชังมุ่งร้าย ชั่วช้า ต่ำทราม  ทั้งเสียงด่าทอหยาบคายอย่างร้ายกาจ

              ถึงคนที่ประสบเหตุการณ์นี้จะไม่ใช่หญิงสาวคนนั้น  ทว่า..แม้แต่ตัวจั่วเหมยเองได้ฟังแล้วยังอดไม่ได้ที่จะมีโทสะพลุ่งพล่าน  และเริ่มเบื่อหน่ายรำคาญ

                เธอยืนขึ้นทันใด หยิบอ่างน้ำที่อยู่บนโต๊ะ  พรวดพราดออกไปพร้อมกับเสียง “โครม..ซู่” พลางเขวี้ยงอ่างน้ำใส่หลิวซื่อจนเปียกโชกด้วยความสะใจ

                 หญิงสาวยืนเท้าสะเอวหน้าบ้านสกุลเหลียน  เพื่อเผชิญเสียงตะโกนด่า และการถ่มน้ำลายไปทั่วบริเวณ   อ่างใส่น้ำเย็นตกลงบนตัวหญิงวัยกลางคนโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า  ทันใดนั้น…นางเริ่มส่งเสียงกรีดร้อง “ว๊ายยย….”   เป็นผลให้น้ำทั้งหมดไหลเข้าตา ปาก และจมูก ทำให้แสบตาและสำลักอย่างรุนแรง

                 อีกทั้งอากาศยามนี้อยู่ในช่วงปลายเดือนเก้าที่หนาวเย็น  ทำให้เสี่ยงเป็นหวัดได้ง่ายดาย

                 “ใคร ใคร มันบังอาจทำเรื่องชั่วร้ายกับข้า…ฮัดเช้ย! ฮัดเช้ย!”  หลิวซื่อตกใจและโกรธเกรี้ยว   นางลูบน้ำที่เหลือบนใบหน้าออก

                  “ป้าแกไง!”  จั่วเหมยโยนอ่างน้ำบนพื้น  เธอชึ้หน้าหลิวซื่อ  พลางตวาดกลับ  “นางสุนัขเดนตาย กล้ามาอาละวาดถึงธรณีประตูบ้านข้ารึ!  คราวหน้าไม่ใช่แค่น้ำเย็น  แต่ได้เจอขี้วัวแน่!   แม้ว่ามันจะยังไม่เหม็นเน่าเท่าปากท่าน!”

                  “เจ้า เจ้า เจ้า…” หลิวซื่อประหลาดใจจนตาค้าง  ไม่อยากเชื่อเลยว่าหญิงสาวตัวน้อยท่าทางยโสโอหังตรงหน้าเธอยังมีชีวิตอยู่

                  นั่นใช่ธิดาคนโตของสกุลเหลียนที่ขี้อายหรือ?   หรือสายตาเธอมองผิดไปใช่ไหม?

                   เสียงเฮลั่นดังขึ้นคราหนึ่งจากกลุ่มชาวบ้านที่เฝ้ามุงดูเหตุการณ์อยู่ห่างๆ  ซึ่งมามุงดูการเผชิญหน้าอันหน้าตื่นเต้นโดยมิได้นัดหมาย   เสียงหัวเราะและถ้อยคำล้อเลียนมากมายต่างพุ่งเป้าไปที่หลิวซื่อผู้ซึ่งพบว่าตัวเองกำลังตกที่นั่งลำบาก   ชาวบ้านบางคนลอบมองจั่วเหมย  พลางกระซิบกระซาบกันด้วย   พวกเขาชมชอบที่เห็นฮูหยินหลิวตกใจกลัวยิ่งนัก

                 แม่นางเหลียน วันนี้   นิสัยใจคอช่างเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง!

                 อย่างไรก็ตาม  แม้แต่พระพุทธรูปปั้นก็ยังประกอบด้วยดินถึง3ส่วน!   หากใครที่สมควรโดนตำหนิ   เช่นนั้น..ควรเป็นหลิวซื่อผู้ซึ่งมีวาจาต่ำช้าเลวทรามมากกว่า

                   “เจ้า กล้าสาดน้ำใส่ข้ารึ!”  เพื่อชิงความได้เปรียบหญิงวัยกลางคน  ส่งเสียงร้องกรี๊ดและกล่าวหาจั่วเหมย

                   ทว่า…หญิงสาวตั้งท่าเตรียมพร้อม  พลางลอบยิ้มเย็น

                  ใครจะคิดว่า  ในขณะเดียวกัน  น้องชายคนโต กลัวว่าพี่สาวจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ  จึงลากคอน้องเล็กทั้งสองไปหาท่อนไม้และถือไม้กวาดวิ่งพรวดพราดออกมาจากบ้าน  พลางร้องตะโกนว่า “อย่ารังแกพี่สาวข้านะ!”   พวกเขาวิ่งเข้าไปหาหลิวซื่อพร้อมกันทั้งสามคน

                   หลิวซื่ออยู่ในอาการตื่นตระหนก  ถอยหลังไป1ก้าว เพื่อป้องกันตัว  โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว    นางลื่นไถลส่งเรียงร้อง “โอ๊ย” ล้มก้นกระแทกลงไปในแอ่งน้ำขังซึ่งเกิดจากน้ำที่เคยสาดใส่เธอ  โคลนเประเปื้อนทั่วร่าง

                  “ว๊า ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”  ความขายหน้าปรากฏอีกครั้งทำให้ผู้คนในเหตุการณ์ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอีกคำรบหนึ่ง

                    จั่วเหมยและน้องๆอดหัวเราะออกมาไม่ได้ด้วย   โดยเฉพาะฟางฉิง ซึ่งหัวเราะได้ครื้นเครงที่สุด   เสียงหัวเราะของนางกังวานใสนัก

                    หลิวซื่อรู้สึกอับอายและเจ็บแค้นนัก   ใบหน้าแบนๆราวกับขนมเปี๊ยะของเธอเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ  เมื่อนางเตรียมจะลุกขึ้น  นางเห็นจั่วเหมยยืนอยู่เบื้องหน้า  เด็กสาวท่าทางแช่มช้อยกล่าวเสียงเยียบเย็นว่า “หยุดทำให้ประตูบ้านบ้านข้าเลอะเทอะได้แล้ว และก็ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”   ยกเลิกการหมั้นหมายไม่ใช่เรื่องใหญ่ เข้าใจหรือไม่?  นำสินสอดกลับไป แล้วรีบไสหัวไปอย่างเร็วเลย!”

                      หน้าฮูหยินผู้นั้นเปลี่ยนสีสลับไปมาระหว่างแดงและม่วง  นางสำลัก หายใจแทบไม่ออก ในขณะเดียวกันนางนึกอยากเป็นตัวเองดังครั้งก่อน  ด่าทออย่างชั่วร้าย  ทารุณนังเหลียนฟางโจวน่ารำคาญคนนั้น  ทว่า..ลิ้นเธอกลับแข็งค้าง  นางไม่อาจเปล่งเสียงด่าว่าออกมาแม้สักครึ่งคำเลย

                    ในที่สุด ด้วยพยายามอย่างยากลำบาก เธอพยุงตัวเองขึ้นมาและเปล่งเสียงรอดไรฟันออกมา “เจ้า..คอยดูเถอะ!” และวิ่งหนีจากไป

                    เหลียนฟางโจวเผชิญหน้ากับสายตาชาวบ้านที่ดูแตกตื่นไม่สร่าง  พลางโค้งคำนับไปรอบๆ “ลุง ป้า พี่ น้องชายหญิงทั้งหลาย  เป็นหลิวซื่อผู้นั้นที่รังแกผู้อื่นอย่างต่ำช้า  เราพี่น้องไม่มีทางเลือกใดนอกจากโต้ตอบกลับ   หากสกุลฮวามาก่อความเดือดร้อนให้อีก  ได้โปรดช่วยเป็นพยานให้พวกเราด้วย”

                    ชาวบ้านทั้งหลายต่างพยักหน้าตอบรับ   แล้วก็มีเสียงซุบซิบไปทั่วว่าพี่น้องเหล่านั้นไม่ใช่ฝ่ายที่ถูกรังแกง่ายๆอีกแล้ว

                 “ฟางโจว ไม่ต้องวิตกไป  รังแกเด็กกำพร้าบิดามารดา  ผู้ทรงความยุติธรรมไม่ยอมปล่อยไว้แน่  หากข่าวลือเช่นนั้นแพร่สะพัดออกไป   ชื่อเสียงหมู่บ้านต้าฝางของเราย่อมถูกทำลายย่อยยับ!  หากพวกเขากล้ากลับมา และสร้างปัญหาอีก  ทุกคนจะช่วยกันเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเจ้าเอง!”

                  หญิงวัยกลางคนสวมชุดสีแดงเข้มสีซีดกล่าวออกมา  ชาวบ้านคนอื่นๆพลันเห็นพ้องต้องกันว่า  นางกล่าวได้ถูกต้องแล้ว  จากนั้นจึงได้ยินเสียงสุภาพสตรีท่านหนึ่งสลายฝูงชนที่มามุงดูกัน  “อ้าว จบแล้ว เรียบร้อยแล้ว  ทุกท่านกลับไปยุ่งกับธุระตนเองเถิด!”

                 “ป้าจาง ขอบคุณท่าน!”  เหลียนเจ๋อ  โค้มหัวคารวะหญิงผู้นั้นอย่างนอบน้อม

                  “อา,เด็กน้อย,นอบน้อมมากไปแล้ว!”  นางรีบหยุดยั้งเขาจากการคารวะและเปล่งเสียงอุทานว่า “เอาล่ะๆ,พวกเจ้าก็รีบกลับเข้าบ้านได้แล้ว! ,ไปทำธุระที่คั่งค้างของพวกเจ้าเถิด,หากต้องการให้ข้าช่วยเหลืออันใด,เพียงมาหาข้าที่บ้าน   พูดคุยกัน   อย่าได้ลังเลนะ”

                   “ป้าจาง,ท่านได้ช่วยเรามามากแล้ว  ในภายภาคหน้าเราจะตอบแทนท่านและลุงหลี่อย่างแน่นอน”  เหลียนเจ๋อเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
ป้าจางถอนใจพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “เด็กโง่เอ๋ย  พูดจาเหลวไหลใหญ่แล้ว! ตอนบิดามารดาเจ้ายังมีชีวิตอยู่  พวกเขาไม่ได้ช่วยพวกเราหลายครั้งหลายหนหรือ?  เราต่างเป็นคนบ้านเดียวกัน  อย่าได้คิดว่าตัวเองเป็นคนอื่นคนไกลเลย!”

                   ขณะพูดนางหันไปทางจั่วเหมย…คาดว่าเหลียงฟางโจวคงอยากกล่าวสิ่งใด  นางจับมือฟางโจว และเอ่ยต่อไปว่า “สาวน้อยคนดี  อย่าได้เศร้าเสียใจไปเลย!  ไม่ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร  ก็จงมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ!  เจ้าเป็นพี่สาวคนโต  เช่นนี้แล้ว พวกเราอย่าได้สนใจคำพูดของผู้อื่นเลย  ดูแลเอาใจใส่น้องๆของเจ้าให้ดี  เจ้าต้องเข้มแข็งไว้นะ!”

                  หัวใจของเหลียนฟางโจวพลันอบอุ่น  เธอพยักหน้าแย้มยิ้ม พลางเอ่ยว่า “ป้าจาง ขอบคุณท่าน  ข้าจะจดจำไว้  จากนี้ไป  คงไม่มีใครกล้าแม้แต่คิดรังแกพวกเราพี่น้องแล้ว!”

                   ป้าจางนึกถึงพฤติกรรมที่แข็งกร้าวของฟางโจวเมื่อครู่  พลันยิ้มและกล่าวว่า “เยี่ยมมากที่เจ้ารู้จักคิดคาดการณ์สิ่งต่างๆ!”  แต่นางก็ยังอดกล่าวไม่ได้ว่า “เจ้าแน่ใจหรือ  ที่ไปสัญญาว่าจะถอนหมั้น?”

                “ป้าจาง”  เหลียงฟางโจวหัวเราะพลางกล่าวว่า “ท่านอย่าได้ถามเลยว่าข้าแน่ใจหรือไม่  อีกฝ่ายได้แสดงเจตจำนงชัดถึงหน้าประตูบ้านแล้ว  แล้วเหตุใดข้าจะต้องทนทุกข์กับเรื่องกวนใจพวกนี้ด้วยเล่า

                 ใจของเหลียนฟางโจวพลันมืดครึ้มลง  ครุ่นคิด แต่งงานรึ? เธอคร้านที่จะอยากได้การแต่งงานที่น่าเบื่อหน่ายรำคาญ!  หากเธอสามารถยกเลิกการหมั้นหมายนั้นได้,เช่นนั้น…เธอถือว่าโชคดี!  หากทำไม่ได้มันคงเป็นโชคร้าย!

                  “พูดได้ดี!” ป้าจางอดยกนิ้วให้ไม่ได้ “ช่างมีความมุ่งมั่นแรงกล้าดี!  ในที่สุดเจ้าก็สามารถปลงตกแล้ว!  บิดามารดาของเจ้าที่อยู่บนสวรรค์ คงนอนตายตาหลับ!”

                 พอกล่าวถึงบิดามารดา  สีหน้าของเหล่าพี่น้องพลันสลดหดหู่

                ป้าจางกล่าวอ่อนโยนด้วยความจริงใจว่า “อย่าได้เศร้าเสียใจไปเลย  ไม่ช้าก็เร็วพวกเจ้าจักต้องเผชิญหน้ากับมัน!  มันคือความจริงของชีวิต  สำหรับพวกเราคนยากจน  สิ่งสำคัญที่สุดคืออยู่กับความจริง  อดทนอีกนิดแล้วมันจะผ่านไป!  เข้าใจหรือไม่  ป้าคนนี้คงต้องกลับแล้ว  เลยเวลามามากแล้ว  คงต้องรีบกลับบ้านไปเตรียมอาหารเย็นก่อน  ข้าได้บอกอาจวนให้เก็บถั่วไว้ และยังฟักเขียวอีก  อีกสักครู่ คงต้องกลับบ้านและไปเอาผักพวกนั้น”

               เหลียนฟางโจวและเหลียนเจ๋อรีบกล่าวขอบคุณ

               เมื่อเห็นป้าจางจากไปแล้ว  สี่พี่น้องจึงพากันกลับเข้าบ้าน

               บ้านของสี่พี่น้องมี3ห้อง เป็นห้องโถงใหญ่และห้องนอน2ห้อง  ข้างบนมีห้องใต้หลังคาซึ่งไว้ใช้เก็บเสบียงอาหาร   ส่วนครัว    สร้างไว้นอกบ้านซึ่งอยู่ ใต้ชายคาตรงหัวมุมบ้าน

              ภายนอกเรือนบางส่วนก่อสร้างด้วยหิน  ทว่าเนื่องจากผ่านกาลเวลามานาน   กระเบื้องหลังคาจำนวนครึ่งหนึ่งได้ถูกแทนที่ด้วยฟางหนา

               ในขณะที่ภายใน นอกจากจะมีเครื่องเรือนไม้หยาบเก่าๆ เพียงไม่กี่ชิ้น และชุดถ้วยชาที่ไม่ครบชุดแล้ว ก็ยังขาดแคลนสิ่งทั้งหลายอีกมาก

                 ดูเหมือนว่าเหลียนฟางโจวหาเป็นคนหนักเอาเบาสู้   ด้วยเหลียนเสอที่เป็นเพียงเด็กโต  เหลียนฟางฉิงและเหลียนเช่อที่เป็นเด็กเล็ก   ภายในบ้านจึงสกปรกรกรุงรัง  ช่างดูไร้ระเบียบจริงๆ

               “พี่ใหญ่  พักสักครู่เถิด  ข้าจะไปหุงข้าว จากนั้นอีกพัก จะไปเก็บผักในสวน  อาเสอ…เจ้าไปดูเตาไฟให้หน่อย   ฟางฉิงไปดูซิว่าแม่ไก่แก่2ตัวกลับมาหรือยัง   โปรยอาหารให้มันกินด้วย  แล้วรีบไปปิดเล้าไก่ซะ  แต่ประหยัดหน่อยนะ  อย่าให้อาหารมันมากไปนัก  เหลียนเจ๋อสั่งงานอย่างคล่องแคล่ว  น้องๆตัวน้อยพลันรับคำทันที

                  เหลียนฟางโจวลูบหน้าผากตนเองเบาๆ  เธอไม่ใช่พี่สาวคนโตหรอกหรือ?  เธอไม่ควรเป็นคนออกคำสั่งหรือ? และ…

                   “แล้วพี่เล่า?  พี่ควรทำสิ่งใดเล่า?”  เหลียนฟางโจวอดถามออกมาไม่ได้

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top