ขนาดตัวอักษร

บทที่ 14 แม่ที่ไร้ความรับผิดชอบ

 152 Views

บทที่ 14 แม่ที่ไร้ความรับผิดชอบ

เนื่องจากพ่อของตัวร้ายได้รับบาดเจ็บ เขาจึงต้องพักฟื้นอยู่ที่นั่นเดือนหนึ่งแล้วค่อยกลับมา

 

 

ซึ่งน่าจะเป็นช่วงปลายเดือนสิบเกือบขึ้นเดือนสิบเอ็ด พ่อของตัวร้ายถึงจะกลับมาพอดี

 

 

หลินชิงเหอคิดว่า หลังจากที่พ่อของตัวร้ายกลับมา เธอคงไม่มีอิสระเหมือนอย่างตอนนี้แน่ เมื่อมีผู้ใหญ่มาอยู่บ้าน เธอคงไม่สามารถใช้วิธีไร้ยางอายกับลูกชายทั้งสามคนได้

 

 

ดังนั้นก่อนที่พ่อของตัวร้ายจะกลับมา เธอจะต้องซื้อข้าวของที่จำเป็นเข้ามาในบ้านให้หมด

 

 

ในยุคนี้ไม่มีสิ่งบันเทิงใจอะไร ยิ่งช่วงฤดูเก็บเกี่ยวแบบนี้ก็ยิ่งงานยุ่งมาก แถมแดดก็แรงจนแทบจะเผาไข่สุก แต่เจ้าของร่างก็ดูแลผิวพรรณของตัวเองดีอยู่แล้ว ฉะนั้นหลินชิงเหอก็ไม่อยากทำให้มันต้องเสียเปล่า

 

 

อันที่จริงแล้วเจ้าของร่างเดิมไม่ได้ขาวอะไรนัก เพียงแค่ไม่ได้ดำ แต่เมื่อเทียบกับคนในหมู่บ้านแล้ว เธอก็นับว่ามีผิวที่ขาวราวกับเปล่งแสงได้จริงๆ

 

 

วันถัดมา หลินชิงเหอก็ทำอาหารอยู่ในบ้าน

 

 

เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใคร ดังนั้นเธอก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสังคม สิ่งเดียวที่เธอทำได้ก็คืออยู่บ้านทำอาหารให้ลูกๆ

 

 

แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้โจวต้าหวา โจวเอ้อร์หวาและโจวซานหวารู้สึกมีความสุขมาก

 

 

ภายใต้การชี้แนะของหลินชิงเหอ โจวซานหวาก็เริ่มพูดได้บ้างแล้ว แต่เขาสามารถพูดได้แค่พยางเดียวสั้นๆ เช่น เนื้อ ฉี่ กิน น้ำ และแน่นอนว่าคำที่เขาพูดบ่อยที่สุดก็คือ แม่

 

 

เด็กทั้งสามคนเป็นจอมเขมือบตัวน้อย ถึงแม้ว่าเจ้าของร่างเดิมจะขี้เกียจ แต่เธอก็รู้ว่าการที่ตัวเองไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับใครนั้น เธอจะต้องพึ่งตัวเองให้มากขึ้น

 

 

ดังนั้นตรงลานหลังบ้านจึงปลูกผักบางชนิดขึ้นมาเอาไว้ มีทั้งมะเขือเทศ แตงกวา กุยช่าย ผักกาดและหัวไชเท้า

 

 

เธอนั้นได้ปลูกคละๆกัน เจ้าของร่างเดิมไม่ได้ปลูกเยอะเท่าไหร่นัก เนื่องจากพื้นที่มีอยู่ค่อนข้างน้อย

 

 

แต่หลังจากนี้ก็คงต้องขึ้นอยู่กับหลินชิงเหอแล้วว่าจะทำอะไรออกมา

 

 

ผักกุยช่ายผัดไข่ ต้มกระดูกหมูหัวไชเท้า หรือว่าแตงกวาผัดหมู ทุกอย่างนี้ก็ขึ้นอยู่กับเธอ ในบ้านมีแต่เด็กไม่รู้ความถึงสามคน ฉะนั้นพวกเขาย่อมไม่เข้าใจความคิดของเธอ

 

 

จะว่าไปครั้งที่แล้วเธอได้ซื้อเกลือกลับมาด้วยนี่หน่า

 

 

หลินชิงเหอนำหมูสามชั้นพร้อมกับซี่โครงหมูออกมาอย่างละแผ่น ก่อนจะหมักด้วยเกลือ จากนั้นก็นำไปทอด รสชาติเค็มๆ พวกนี้ ถ้าทานคู่กับโจ๊กหรือว่าบะหมี่จะอร่อยมาก

 

 

ถูกหลินชิงเหอเลี้ยงดูแบบนี้ เพียงไม่กี่วัน โจวซานหวาตัวขาวๆ ก็เริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาแล้ว

 

 

หลินชิงเหอไม่เพียงแค่ดูแลพวกเขาแบบนี้ แต่ยังสอนให้พวกเขารักษาความสะอาดในทุกๆ วัน หลังจากที่ฤดูเก็บเกี่ยวสิ้นสุด แม่โจวก็ถือเสื้อหนาวที่สะใภ้สามทำให้ซานหวามาส่ง ตอนที่เห็นซานหวา เธอถึงกับตะลึงไปครู่หนึ่ง

 

 

“ฝีมือพี่สะใภ้สามไม่เลวเลย” หลินชิงเหอส่งตัวซานหวาไปให้แม่โจวอุ้ม ขณะเดียวกันก็ชื่นชมผลงานของสะใภ้สามไปด้วย จากนั้นก็หยิบเสื้อผ้าในตะกร้าขึ้นมาดู

 

 

ฝีมือของสะใภ้สามดีมาก และเนื่องจากมีเวลาว่างเกือบจะทั้งวัน ดังนั้นเพียงแค่ไม่กี่วัน เธอก็สามารถทำชุดของซานหวาเสร็จ

 

 

แน่นอนนั่นก็เพราะว่าซานหวาตัวเล็ก ดังนั้นการเย็บชุดจึงไม่ได้ยุ่งยากอะไรนัก

 

 

คาดว่าชุดของโจวต้าหวากับโจวเอ้อร์หวาคงจะเสร็จเร็วๆ นี้ ฤดูเก็บเกี่ยวก็เสร็จสิ้นแล้ว สะใภ้สามก็ไม่น่าจะยุ่งอะไรมาก งานในบ้านก็ไม่ต้องทำ เพียงเท่านี้นางก็สามารถตัดเย็บชุดได้อย่างเต็มที่

 

 

เนื่องจากเธอมีผ้าฝ้ายเพียงพอ ต่อให้สะใภ้สามจะประหยัดผ้าที่ใช้ แต่ชุดที่ทำออกมาก็ยังหนามากอยู่ดี

 

 

ยกตัวอย่างเช่นชุดนี้ มันเหมาะสำหรับให้เด็กน้อยสวมใส่ในหน้าหนาว

 

 

แต่เสียดายที่น้อยไปหน่อย มันมีแค่ชุดเดียวเท่านั้น

 

 

“จริงสิแม่ ในบ้านยังมีไข่ไก่เหลืออยู่ไหม ให้ฉันสักหน่อยเถอะ ฉันจะใช้เงินซื้อนะ” หลินชิงเหอกล่าว

 

 

บ้านของเธอไม่ได้เลี้ยงไก่ไว้ ดังนั้นเมื่อกินไปได้ไม่นานมันก็เริ่มหมดลงอย่างรวดเร็ว หลินชิงเหอคิดจะนำไข่ไก่ที่อยู่ในมิติออกมา แต่ทว่าเธอต้องคิดหาวิธีบอกคนอื่นถึงแหล่งที่มาของไข่

 

 

“ที่บ้านยังพอมีอยู่ แล้วจะเอากี่ฟองล่ะ?” แม่โจวมองเธอแล้วพูดออกมา

 

 

“งั้นเอามาให้ฉันหนึ่งกิโลก็ได้ อีกสองวันฉันจะไปตลาดที่อำเภอ จะไปซื้อของบางอย่างมาตุนไว้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยซื้อเพิ่มอีกที” หลินชิงเหอพูด

 

 

“เธอจะไปตลาดเรอะ?” แม่โจวถามอย่างตกใจ

 

 

“ไม่ไปตลาดแล้วจะเอาอะไรกินล่ะแม่ ในบ้านมีเด็กตั้งสามคนกระเพาะของพวกเขาใหญ่จะตายไป ยิ่งถ้าใกล้หน้าหนาวแล้วละก็ ฉันก็ไม่อยากจะออกไปไหน ของที่ควรซื้อก็ต้องซื้อ ยิ่งซื้อเร็วก็ยิ่งเสร็จธุระเร็ว ว่าแต่แม่จะเอาอะไรไหม ฝากฉันไปซื้อก็ได้” หลินชิงเหอถามอย่างหวังดี

 

 

“ฉันไม่ขาดเหลืออะไรหรอก” เดิมทีแม่โจวเห็นว่าสะใภ้สี่เริ่มดูแลหลานชายทั้งสามคนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะเสี่ยวซานหวา เขาอ้วนขึ้นมาไม่น้อยเลย ดังนั้นทัศนคติที่มีต่อเธอจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่พอได้ยินว่าสะใภ้สี่คิดจะใช้เงินมือเติบขึ้นมา แม่โจวก็พลันปวดใจอย่างบอกไม่ถูก

 

 

ในใจของแม่โจวคิดจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็รู้ดีว่าสะใภ้สี่คงไม่ฟัง ดังนั้นจึงทำได้เพียงอดกลั้นมันไว้

 

 

หลินชิงเหอบอกว่าอีกสองวัน แต่ความจริงแล้ว ในเช้าวันที่สองเธอก็นำโจวซานหวาไปฝากให้แม่โจวช่วยเลี้ยงตั้งแต่เช้า

 

 

ในตอนแรกโจวต้าหวากับโจวเอ้อร์หวาก็อยากจะไปตลาดกับแม่ แต่หลินชิงเหอเห็นว่าพวกเขายังเล็กเกินไป ถ้าหากต้องพาเจ้าก้อนแป้งน้อยถึงสองคนไปด้วย เกรงว่านั่นคงจะยุ่งยากและไม่ใช่ความคิดที่ดีแน่

 

 

ดังนั้นเธอจึงนำพวกเขาไปฝากไว้ที่บ้านโจว และยังนำน้ำตาลกรวดถุงเล็กๆ ไปให้แม่โจว เพื่อเป็นสินน้ำใจสำหรับการดูแลลูกชายของเธอ

 

 

เวลานี้ฟ้ายังไม่ทันสางเลยด้วยซ้ำ กระทั่งคนอื่นๆ ในบ้านโจวก็ยังไม่ลุกออกจากเตียง ที่เป็นแบบนี้เพราะพวกเขาอ่อนเพลียกันมาก มันไม่ง่ายเลยที่จะได้กลับสบายๆ ในวันหยุดเช่นนี้

 

 

หลินชิงเหอไม่สนใจ เธอนำลูกมาทิ้งไว้ที่นี่แล้วหิ้วตะกร้าจากไป

 

 

“วันๆ รู้จักแต่ใช้เงิน แต่ไม่รู้จักเก็บรู้จักประหยัด พวกเด็กๆ ยังเล็กนัก หากโตขึ้น แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปแต่งเมีย?” ลับหลังหลินชิงเหอ แม่โจวก็บ่นออกมา

 

 

สะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามได้ยินเสียงดังขึ้นมา จึงออกมาถามว่าเกิดอะไรขึ้น แม่โจวไม่คิดจะปิดบังความโมโหไว้เลยแม้แต่น้อย

 

 

เมื่อสะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามได้ยินเรื่องราวทั้งหมดก็พูดไม่ออก พวกเธอทั้งสองคนก็เห็นด้วยกับสิ่งที่แม่โจวพูด สะใภ้สี่คนนี้ใช้เงินเก่ง เงินในมือเธอเหมือนกับเม็ดทราย ที่ร่วงหายไปในพริบตา

 

 

พวกเธอคงทำแบบนั้นไม่ได้ การใช้เงินราวกับเบี้ยเช่นนี้คงทำให้พวกเธอปวดใจตาย ความจริงแล้วทั้งสามครอบครัวไม่เคยมีเงินติดกระเป๋าเลยสักหยวน เนื่องจากยังไม่ได้แยกบ้าน ฉะนั้นรายได้ของครอบครัวจึงถูกแม่โจวเก็บเอาไว้ มีบางครั้งที่แม่โจวก็ให้เงินพวกเธอติดกระเป๋าเล็กๆ น้อยๆ แค่หนึ่งหรือสองหยวนก็ทำให้พวกเธอดีใจแทบตายแล้ว

 

 

“แต่ฉันคิดว่าตอนนี้น้องสะใภ้สี่ดูใส่ใจพวกเด็กๆ มากขึ้นนะ” สะใภ้ใหญ่เหลือบมองพวกเด็กๆ แล้วกล่าวออกมา

 

 

ไปตลาดคราวนี้ก็ยังรู้จักนำพวกเด็กๆ มาฝาก ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะทำ สะใภ้สี่มักจะทิ้งเด็กๆ ไว้ที่บ้าน แล้วตัวเองก็ออกไป เด็กเล็กแค่นั้นจะดูแลอะไรได้

 

 

แม่โจวไม่พูดอะไรออกมา

 

 

สะใภ้สามจึงถามโจวต้าหวาว่า “ต้าหวา แม่พวกหนูทำอะไรให้ทานน่ะ? ป้าสามเห็นพวกหนูดูมีน้ำมีเนื้อขึ้นในเวลาไม่กี่วันเชียว”

 

 

“แม่ทำเนื้อหมูให้พวกเรากิน หมูเค็มแถมยิ่งกินยิ่งหอมอีกด้วย!” โจวต้าหวาตอบเสียงฉะฉาน

 

 

“เนื้อหมู?” สะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามตกตะลึงไปชั่วครู่ แล้วไปเอาเนื้อหมูมาจากไหนกันล่ะ

 

 

“พวกเธอสองคนจะถามให้มากความทำไม อีกไม่กี่วันหน่วยการผลิตก็จะนำเนื้อหมูมาแบ่งให้พวกเรา เมื่อถึงตอนนั้นพวกเธอก็ได้กินเหมือนกัน” แม่โจวคิดว่าตัวเองรู้คำตอบในใจของพวกสะใภ้ดี

 

 

สะใภ้ใหญ่และสะใภ้สามเห็นแม่ผัวเหมือนจะรู้อะไรบางอย่าง จึงอยากจะถามให้กระจ่าง แค่คิดไปคิดมาก็ไม่กล้าถาม

 

 

เมื่อเห็นว่าพวกป้าๆ ไม่คิดจะถามต่อ ทำให้โจวต้าหวาที่เตรียมจะสาธยายเรื่องอาหารการกินที่แม่ของพวกเขาทำให้กินช่วงนี้ ก็พลอยเงียบไปด้วย ทว่าสลดได้ไม่นาน ก็ได้ยินพวกเด็กๆ ที่อยู่ด้านนอกเรียกตัวเองให้ออกไปเล่น โจวต้าหวาก็ไม่พูดอะไรต่อและรีบร้อนวิ่งออกไปทันที

 

 

แน่นอนเขาไม่ลืมที่จะขอน้ำตาลกรวดจากย่าไปกินด้วย

 

 

ไม่นานครอบครัวโจวคนอื่นๆ ก็พากันทยอยตื่นขึ้นมา และได้เห็นเอ้อร์หวากับซานหวานั่งยิ้มหวานอยู่ในบ้าน เมื่อสอบถามเรื่องราวก็รู้ว่าสะใภ้สี่นำลูกมาฝากขณะที่ตัวเองไปตลาด

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top