ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 20 ต่อให้นายทำตัวไม่แยแสต่อคนทั้งโลก แต่นายเคยปล่อยให้เธอทนรับความเจ็บปวดใจแม้แต่นิดเดียวได้ที่ไหน (1/2)

 19 Views

ตอนที่ 20 ต่อให้นายทำตัวไม่แยแสต่อคนทั้งโลก แต่นายเคยปล่อยให้เธอทนรับความเจ็บปวดใจแม้แต่นิดเดียวได้ที่ไหน (1/2)

 

เพราะการพ่นของที่มีเต็มปากออกของซูเจี๋ยนครั้งนี้กินเนื้อที่เป็นวงกว้างเกินไป มื้อเที่ยงอันหรูหราจึงถูกทำลายล้างไปโดยสิ้นเชิง สุดท้ายซูเจี๋ยนก็ได้แต่ทำบะหมี่ไข่ใส่มะเขือเทศออกมาอีกชามหนึ่ง

วันหยุดสุดสัปดาห์ก็จบสิ้นไปอย่างยุ่งเหยิงวุ่นวายคล้ายกับไก่บินสุนัขกระโดดเช่นนี้เอง เช้าตรู่วันจันทร์ ยามที่ซูเจี๋ยนตื่นขึ้นมา อันอี่เจ๋อก็ออกไปทำงานเรียบร้อยแล้ว

หลังจากกระโดดโหยงๆ วนทั่วห้องอยู่เพียงลำพังรอบหนึ่ง ซูเจี๋ยนก็จบลงด้วยการกลับเข้าไปในห้องตัวเองอย่างเซื่องซึมซังกะตาย

ยังไม่ต้องพูดถึงว่า ในที่แห่งนี้ เมื่อปราศจากอันอี่เจ๋อให้กลั่นแกล้งแล้ว ก็ชวนให้เบื่อหน่ายอย่างมาก

อีกทั้ง ยังไม่มีคนคอยเตรียมอาหารเช้ามาให้อีกต่างหาก…..

เมื่อคืนวาน อันอี่เจ๋อยังได้มอบเงินสดไว้ให้เขาจำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังให้เบอร์โทรศัพท์สำหรับสั่งอาหารอร่อยๆ จากร้านข้างนอกเข้ามาทาน ทั้งยังบอกว่า จะทำอาหารเองหรือจะสั่งเข้ามาจากข้างนอกก็ได้ ในขณะเดียวกันก็ส่งบัตรเครดิตใบหนึ่งมาให้ จำกัดวงเงินที่หนึ่งล้านหยวน (~4.3 ล้านบาท) บอกว่าอยากซื้ออะไรก็จัดการตามใจชอบได้เลย

ปู่คนนี้ได้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืน! ซูเจี๋ยนหยิบบัตรเครดิตออกมาลูบๆ คลำๆ ทว่ากลับไม่มีกะจิตกะใจจะใช้เงินในตอนนี้

ดังนั้น วันทั้งวันของซูเจี๋ยนก็ผ่านไปเช่นนี้เอง : อาหารเช้า–ไม่ได้ทาน; ช่วงเช้า–เล่นเกมส์ออนไลน์, อาหารกลางวัน–เกี๊ยวนึ่งแช่แข็งซองหนึ่ง; ช่วงบ่าย–งีบหลับ

เมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมา ก็เลยเวลาบ่ายสามโมงไปแล้ว ซูเจี๋ยนได้แต่กระสับกระส่ายไปมาอยู่ในบ้าน นึกอยากจะออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อย จากนั้นจึงเพิ่งนึกถึงปัญหาสำคัญข้อหนึ่งขึ้นมาได้ : อันอี่เจ๋อเตรียมทั้งเงินสดทั้งบัตรเครดิตให้เสียดิบดี แต่กลับลืมให้กุญแจบ้าน!

ควานหาไปทั่วห้องแล้ว ก็ยังหากุญแจของสาวน้อยซูไม่เจอ ซูเจี๋ยนได้แต่ขยับไปนั่งเหม่ออยู่นอกระเบียง เหมือนเจ้านกกระจอกน้อยที่ถูกขังไว้ในกรง ได้แต่มองออกไปข้างนอกด้วยแววตาละห้อยหดหู่จนน่าสงสาร ต้องบอกว่าละแวกที่ดินระดับไฮคลาสก็ช่างสมเป็นที่ดินระดับไฮคลาสจริงๆ ทัศนียภาพโดยรอบนั้นงดงามสบายตาอย่างมาก…..

ถูกขังอยู่ในบ้านมาหนึ่งวันเต็มๆ ซูเจี๋ยนก็นึกอยากจะออกไปเดินเล่นบ้างแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ซูเจี๋ยนก็ตัดสินใจโทรหาอันอี่เจ๋อ

ทางฝั่งอันอี่เจ๋อนั้นกำลังติดประชุมอยู่ หลังจากเหลือบตามองเบอร์ที่โทรเข้ามาหา ก็อดขมวดคิ้วแน่นไม่ได้

“เจี๋ยนเจี่ยน?”

เพราะคำเรียกหาอันใกล้ชิดสนิทสนมเช่นนี้ แม้ว่าท่านประธานกรรมการของพวกเขาจะยังมีสีหน้าเรียบนิ่งอยู่เหมือนเดิม แต่น้ำเสียงกลับอ่อนโยนลงไม่น้อย ดังนั้น บรรดาผู้บริหารระดับสูงที่เข้าร่วมประชุมจึงได้แต่วางท่า ‘ฉันไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น’ ออกมาให้เห็น ทว่าอันที่จริงใบหูกลับตั้งผึงกันทุกคนแล้ว

ซูเจี๋ยนรู้สึกอึดอัดขัดเขินขึ้นมาเล็กน้อย : “คุณจะกลับมาตอนไหนเหรอ” ชะงักไปครู่หนึ่งก็รีบกล่าวเสริม : “ฉันจะได้เตรียมทำมื้อเย็นให้พอดีเวลา”

อันอี่เจ๋อนิ่งงันไป อันที่จริงคืนนี้เขามีนัดทานอาหารมื้อค่ำเพื่อพบปะพูดคุยทางธุรกิจอยู่แล้ว แม้จะไม่ได้สำคัญมากนัก แต่เขาก็ไม่ได้คิดจะกลับไปทานอาหารเย็นที่บ้านวันนี้ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด หลังจากได้ยินน้ำเสียงนุ่มนวลของสาวน้อยที่ปลายสายอีกฝั่งกล่าวคำพูดเหล่านั้นแล้ว จู่ๆ เขาก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่า การกลับบ้านไปทานมื้อเย็นก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

ตลอดช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มีบางโอกาสที่เขาได้กลับไปทานมื้อเย็นที่บ้านอยู่บ้าง แต่จำนวนครั้งก็น้อยนิดอย่างมาก ส่วนใหญ่แล้วเขามักจะทำงานล่วงเวลาหรือไม่ก็มีนัดทานอาหารมื้อเย็นอยู่เสมอ ส่วนเธอก็จะทำอาหารทานเองอยู่ที่บ้าน ถึงแม้เธอจะส่งข้อความมาถามทุกวันว่าเขาจะกลับบ้านไปทานอาหารมื้อเย็นหรือไม่ แต่ภาษาที่ใช้ก็เฉยชามาก เหมือนแค่ต้องการจะรู้ว่าต้องเตรียมอาหารเผื่ออีกที่หนึ่งหรือไม่เท่านั้น ถึงแม้พวกเขาได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะแสร้งทำตัวเป็นคู่แต่งงานที่รักใคร่กันอย่างสุดซึ้งต่อหน้าคนอื่น แต่ถึงอย่างไร กว่าหนึ่งเดือนก่อน พวกเขาก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกันแม้แต่น้อย อีกทั้งต่างฝ่ายต่างก็มีแผลใจของตัวเองอยู่เป็นทุนเดิม

ช่วงที่ผ่านมา เธอไม่เคยโทรหาเขาแบบนี้มาก่อน ทั้งในน้ำเสียงอ่อนหวานนุ่มนวลนั้นยังแฝงเร้นมาด้วยความคาดหวังรอคอยที่ไม่อาจปกปิดไว้ได้สายหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตลอดหนึ่งเดือน เธอมักจะระมัดระวังจนเกินไป เพียงแสดงออกอย่างสุภาพเรียบร้อย ทั้งยังเงียบงันไม่ค่อยพูดจา ไม่เหมือนความร่าเริงเป็นธรรมชาติหลังสูญเสียความทรงจำไปเลยแม้แต่น้อย แม้จะมีหลายครั้งที่ตรงไปตรงมาเสียจนทำให้ผู้คนไม่รู้ว่าควรจะร้องไห้หรือหัวเราะดี หรือจะเป็นอย่างที่เธอบอกไว้จริงๆ ว่านี่ก็คือตัวตนที่แท้จริงของเธอ เพราะสูญเสียความทรงจำไป เธอก็เลยกลายเป็นเปิดเผยจริงใจ กล้าแสดงนิสัยที่แท้จริงออกมาต่อหน้าเขา?

และด้วยเหตุนี้เอง ยามอยู่ต่อหน้าเธอ เขาจึงได้ผ่อนคลายบุคลิกเคร่งขรึมเย็นชาของตนเองลงโดยไม่รู้ตัว

อันอี่เจ๋อเปิดปากกล่าวตอบ : “ฉันจะเลิกงานกลับบ้านตอนห้าโมงครึ่ง”

เขาครุ่นคิดในใจ เพราะฝีมือการทำอาหารของเธอยอดเยี่ยมมาก การกลับบ้านไปทานอาหารก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ชวนให้รู้สึกคาดหวังเฝ้าคอยขึ้นมา

ส่วนบรรดาผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายที่นั่งแอบฟังกันอย่างตั้งอกตั้งใจอยู่นั้น ก็ได้ยินท่านประธานกรรมการที่ปกติจะเคร่งเครียดเย็นชาอยู่เป็นนิจของพวกเขา ถึงกับยอมยกเลิกนัดเพื่อกลับไปทานมื้อเย็นที่บ้าน อีกทั้งพวกเขายังได้เห็นสีหน้าแววตาอ่อนโยนที่หาได้ยากยิ่งของท่านประธานอีกด้วย

มีความสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ คงจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ ที่ปลายสายอีกด้านย่อมต้องเป็นคุณผู้หญิงของท่านประธานของพวกเขาแน่นอน! ที่เคยได้ยินมาว่าความรักที่ท่านประธานกับคุณผู้หญิงมีต่อกันนั้นหนักแน่นมั่นคงเสียยิ่งกว่าทองคำ ตอนนี้เห็นทีจะไม่ผิดพลาดแล้ว

หลังเลิกประชุม ประธานฝ่ายบริหารนามว่า ‘จี้หมิงเฟย’ ก็เอื้อมมือมาตบบ่าอันอี่เจ๋อ แสยะยิ้มล้อเลียนอย่างมีเลศนัย : “อะไรกัน ได้ยินว่าคืนนี้นายมีนัดทานอาหารกับเฉินเหมียนจากเครือบริษัทตระกูลอิ๋งไม่ใช่เหรอ ไหงกลายเป็นจะเลิกงานกลับบ้านตรงเวลาไปซะได้”

จี้หมิงเฟยเป็นเพื่อนสนิทของอันอี่เจ๋อ อีกทั้งยังเป็นบุคคลนอกเพียงคนเดียว ที่รับรู้เรื่องการแต่งงานแบบมีเงื่อนไขแฝงเร้นในครั้งนี้ ชายหนุ่มทั้งสองกลายเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย หลังจากนั้น เมื่ออันอี่เจ๋อได้เข้ามากุมบังเหียนบริหารงานที่บริษัท CMI อย่างเต็มตัว เป็นธรรมดาที่จี้หมิงเฟยจะเข้ามาช่วยเพื่อนทำงานแบบไม่มีข้อบกพร่องอะไรให้ตำหนิได้

อันอี่เจ๋อไม่แยแสใส่ใจคำถามของเขาแม้แต่น้อย จี้หมิงเฟยก็ไม่ได้ขุ่นเคืองอะไร เพียงยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี เดินตามอีกฝ่ายเข้าไปในห้องทำงานประธานกรรมการ : “ดูเหมือนสาวน้อยซูเจี๋ยนนี่ก็ไม่เลวเลยนี่นา!”

อันอี่เจ๋อพลิกเปิดหน้าเอกสารด้วยจิตใจจดจ่อ เพิกเฉยต่อการล้อเลียนของเพื่อนสนิทไปโดยสิ้นเชิง

จี้หมิงเฟยจุปากส่ายหน้า : “ฉันว่านะนายน้อยอัน นายไม่จำเป็นต้องทำตัวเฉยชาตายด้านขนาดนี้ก็ได้มั้ง”

มือของอันอี่เจ๋อที่พลิกเปิดเอกสารค่อยๆ หยุดลงอย่างเชื่องช้า จู่ๆ ก็เอ่ยถามขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย : “อาเฟย นายว่า เป็นเพราะฉันเฉยชาตายด้านแบบนี้รึเปล่า เธอถึงได้….เลือกจากไป”

จี้หมิงเฟยขมวดคิ้ว : “แน่นอนว่าไม่ใช่! ต่อให้นายทำตัวไม่แยแสต่อคนทั้งโลก แต่นายเคยปล่อยให้เธอทนรับความเจ็บปวดใจแม้แต่นิดเดียวได้ที่ไหน?”

อันอี่เจ๋อยิ้มอย่างขมขื่น : “งั้นทำไมเธอถึงยัง….”

จี้หมิงเฟยเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าโต๊ะทำงาน : “อี่เจ๋อ เป็นเธอต่างหากที่ไม่ดีพอสำหรับนาย”

สีหน้าของอันอี่เจ๋อค่อยๆ กลับสู่ความเยือกเย็นดังเดิม : “งั้น ฉันก็จะไม่เปิดโอกาสให้เธอได้กลับมาอีก”

จี้หมิงเฟยฝืนเค้นรอยยิ้มแห้งแล้งออกมา : “ถ้านายปล่อยวางเรื่องทั้งหมดได้จริงๆ ก็เป็นการดีที่สุดแล้ว”

หลังหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวต่อ : “อันที่จริง ฉันลองไปตรวจสอบมาแล้วล่ะ สาวน้อยซูเจี๋ยนคนนี้ พื้นเพเบื้องหลังขาวสะอาดบริสุทธิ์ดีมาก ถึงเธอจะไม่ใช่แบบที่นายชอบ แต่ยังไงพวกนายก็แต่งงานแต่งการกันไปแล้ว ไม่สู้นายลองเปิดใจดูซักหน่อย”

“พวกเราก็แค่ตกลงแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น” อันอี่เจ๋อกล่าวตอบเสียงเรียบเรื่อย จากนั้นก็ชะงักค้างไปชั่วอึดใจ แล้วจึงเงยหน้าขึ้นมองจี้หมิงเฟย : “ฉันจำได้ว่าซูเจี๋ยนก็ไม่ใช่แบบที่นายชอบเหมือนกันนี่”

จี้หมิงเฟยตอบยิ้มๆ : “ถึงฉันจะไม่ค่อยชอบสไตล์สาวน้อยวัยใสแบบนั้นเท่าไหร่ แต่สำหรับสาวน้อยบ้านนายคนนั้น สัดส่วนเธอเด็ดสุดๆ ไปเลยจริงๆ…..”

“อาเฟย!” อันอี่เจ๋อใช้น้ำเสียงเข้มลึกหยุดวาจาของจี้หมิงเฟยทันที

“โอเค โอเค เมียเพื่อนจะเอามาล้อเล่นไม่ได้สินะ ฉันไม่พูดมากแล้ว” จี้หมิงเฟยยอมหยุดปากอย่างฉับพลัน เห็นสีหน้าหนักอึ้งขรึมเครียดของอันอี่เจ๋อแล้ว ในใจก็ลอบหัวเราะเสียงดัง : เป็นห่วงเป็นใยกันถึงขนาดนี้แล้วชัดๆ กลับยังไม่รู้ตัวเองอีก ส่วนเรื่องที่ว่าสุดท้ายทั้งสองคนจะจบลงแค่ ‘ข้อตกลงแลกเปลี่ยนกันเท่านั้น’ จริงหรือไม่ เห็นทีจะขึ้นอยู่กับเธอแล้วนะ สาวน้อยซูเจี๋ยน!

……………………………….

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top