ขนาดตัวอักษร

บทที่ 11 ความสัมพันธ์ของครอบครัวโจว

 140 Views

บทที่ 11 ความสัมพันธ์ของครอบครัวโจว

“สะใภ้สี่ว่าอย่างนั้น แต่เธอต้องเผื่อผ้าให้พวกเด็กๆ ยาวหน่อย พวกต้าหวาโตเร็วมาก” แม่โจวรักพวกต้าหวามาก ดังนั้นจึงพูดแบบนี้ออกมา

 

“เรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว” สะใภ้สามกล่าว

 

แม่โจวพยักหน้าและไม่พูดอะไรออกมาอีก ความจริงแล้วนอกจากสะใภ้สี่คนนั้น ลูกสะใภ้อีกสามคนที่เหลือก็ไม่เคยสร้างความลำบากใจให้กับเธอ

 

สะใภ้สามกะปริมาณผ้าที่ต้องใช้ไว้ในใจ หลังจากตัดชุดให้พวกต้าหวาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ยังเหลือผ้าอีกไม่น้อย ซึ่งพอให้เธอเย็บแจ็คเก็ตกันหนาวให้กับลูกสาวได้หนึ่งตัว

 

บวกกับน้ำตาลทรายแดง 1 กก.ที่สะใภ้สี่ให้มา จุดนี้เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายใจกว้างมากแค่ไหน

 

แม้สะใภ้สามจะรู้สึกพอใจมาก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เธอจะมาทำเช่นนี้ สิ่งแรกที่ควรจะทำก็คือนำผ้าฝ้ายไปวางไว้ที่ห้องของตัวเอง และรีบไปช่วยแม่โจวทำอาหารที่ห้องครัว

 

ความจริงแล้วเรื่องที่เจ้าของร่างเดิมต้องการจะแยกบ้าน แม้ว่าทุกคนในบ้านจะรู้สึกไม่พอใจ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทุกคนต่างก็คิดว่าโชคดีแล้วที่เธอออกไป

 

เพราะเจ้าของร่างเดิมนั้นเป็นพวกไม่เอาการเอางาน ตอนที่แต่งเข้ามาก็รู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ เพราะอีกฝ่ายให้ตายยังไงก็ไม่ยอมไปทำงาน

 

เมื่อไม่ไปทำงานแล้วจะมีคะแนนงานได้ยังไง? นี่ไม่เท่ากับว่ากินข้าวฟรีหรอกเหรอ มือเท้าก็มี แต่กลับให้ทั้งครอบครัวคอยเลี้ยงดู แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหน!

 

แน่นอนทุกคนต่างก็คิดแบบนั้น

 

แต่เนื่องจากแม่โจวรู้สึกว่าตัวเองติดหนี้เจ้าของร่างเดิม เพราะในวันเข้าห้องหอ ลูกชายของตัวเองอยู่ในหอไม่ถึงวันก็รีบร้อนจากไปแล้ว ดังนั้นเธอจึงยกเบี้ยเลี้ยงของโจวชิงป๋ายให้กับเจ้าของร่างเดิม

 

จากนั้นก็ขอให้เธอจ่ายค่าครองชีพให้กับครอบครัว แม้ว่าเธอจะไม่ได้ไปทำงาน ในเมื่อโจวชิงป๋ายเป็นคนเลี้ยงดูเธอ คนอื่นๆ จึงไม่พูดอะไรมาก

 

อย่างไรก็ตามแม่โจวคงคาดไม่ถึงว่า เพราะเหตุนี้จะทำให้เจ้าของร่างเดิมใจกล้ามากขึ้น มิฉะนั้นเธอคงไม่กล้าขู่ฆ่าตัวตายหลังจากที่รู้ว่าตัวเองตั้งครรภ์หรอก

 

ในตอนนั้นเธอทำเหมือนกับว่าไม่ได้ตั้งครรภ์เลยด้วยซ้ำ

 

พ่อโจวแม่โจวได้แต่จำนนต่อมุกนี้ของเธอ

 

เหตุผลสำคัญที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า เขารักลูกชายคนเล็กคนนี้มาก

 

ตอนที่เจ้าของร่างเดิมอยู่ด้วย บ้านของพวกเขาก็ดูแออัดมาก พ่อโจวแม่โจวเห็นว่าลูกชายคนเล็กกำลังจะแต่งงาน ดังนั้นจึงต้องจัดห้องเป็นเรือนหอสำหรับโจวชิงป๋าย

 

ส่วนคนอื่นๆ ก็ซวยไป พวกเขาต้องมานอนอัดกันอยู่ในห้องห้องเดียว แต่ตอนนั้นพวกเด็กๆ ยังอายุไม่มาก ทุกอย่างจึงพอถูไถไปได้ มีแค่กิจกรรมยามค่ำคืนของผัวเมียเท่านั้นที่ค่อนข้างน่าอึดอัด

 

แน่นอนตอนที่เจ้าของร่างเดิมแยกบ้านได้ อีกสามครอบครัวที่เหลือก็ใช่ว่าไม่เคยคิดจะแยกบ้าน เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าพูดออกมา ช่วยไม่ได้ใครใช้ให้โจวชิงป๋ายเป็นลูกรักของผู้เฒ่าทั้งสองล่ะ?

 

ก่อนที่โจวชิงป๋ายจะแต่งงาน เบี้ยเลี้ยงทุกหยวนของเขาล้วนส่งให้คนที่บ้านใช้ อาจจะพูดได้ว่ารายได้ของพี่ชายทั้งสามคนรวมกันก็ยังสู้โจวชิงป๋ายคนเดียวไม่ได้

 

ดังนั้นแม้ว่าพวกเขาจะคิดเห็นอย่างไร ก็ได้แต่อดกลั้นมันไว้

 

แต่เดิมเจ้าของร่างเดิมก็ได้รับการดูแลที่พิเศษ ต่อมาก็ใช้ความเป็นความตายมาขู่แยกบ้าน

 

ในตอนนั้นทั้งสะใภ้ทั้งลูกหลานต่างก็มองเหมือนมองละคร แต่ไม่มีใครคิดว่าเพียงแค่อาศัยท้องเป็นเกราะกำบัง จะทำให้เธอสามารถแยกบ้านได้จริงๆ

 

หลังจากที่เธอแยกบ้านไปแล้ว เพื่อเป็นการปลอบใจลูกสะใภ้ทั้งสามอย่างอ้อมๆ พ่อโจวแม่โจวจึงให้พวกเขามีห้องเป็นของตัวเอง ซึ่งนี่ดีกว่านอนอัดกันอยู่ในห้องเดียวกันมาก

 

แน่นอนว่าห้องของเจ้าของเดิมถูกยกให้กับสะใภ้สาม

 

ส่วนสะใภ้ใหญ่และสะใภ้สองแบ่งห้องรวมออกเป็นคนละห้อง

 

ตอนนี้ทั้งสามครอบครัวโจวจึงสามารถอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข ตอนที่ให้เจ้าของร่างเดิมแยกบ้าน พ่อโจวควักเงินเบี้ยเลี้ยงของโจวชิงป๋ายที่เก็บมาตลอดสามปีออกมา

 

เงินเบี้ยเลี้ยงของโจวชิงป๋ายทุกเดือนเป็นเงินทั้งหมดยี่สิบกว่าหยวน หนึ่งปีเก็บได้สองร้อยกว่าหยวน สามปีก็เป็นเงินทั้งหมดหกร้อยกว่าหยวน

 

เจ้าของร่างเดิมเสนอให้สร้างบ้านสองห้องนอน หนึ่งห้องโถงเล็ก ถึงแม้ว่าข้าวของอื่นๆ จะไม่ได้เสียอะไรมาก แต่ไปๆ มาๆ ก็เสียค่าสร้างไปทั้งหมดสองร้อยกว่าหยวน

 

แม้ว่าจะเป็นจำนวนเงินไม่มาก เมื่อเทียบกับเงินเบี้ยเลี้ยงที่โจวชิงป๋ายส่งกลับมาให้ทุกเดือน

 

แม่โจวคิดว่าเงินเหล่านี้ก็คือเงินที่ลูกสี่หามาให้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่ และไม่ได้คิดที่จะมอบให้กับเจ้าของร่างเดิม ขณะเดียวกันเธอก็กังวลว่าเจ้าของร่างเดิมจะสร้างปัญญาอะไรอีก

 

อย่างไรก็ตามตอนที่เจ้าของร่างเดิมแยกบ้านก็ได้รับอาหารและน้ำมันจำนวนหนึ่งมาด้วย บวกกับเงินเบี้ยเลี้ยงของโจวชิงป๋ายที่ส่งมาให้ทุกเดือน

 

ดังนั้นเธอจึงไม่เคยกลับไปก่อกวนแม่โจวอีกเลย

 

ส่วนคนอื่นๆ เมื่อแบ่งห้องกันเรียบร้อยแล้ว บ้านเล็กๆ ของพวกเขาก็ดูเหมือนจะกว้างขวางขึ้นกว่าเดิม และเมื่อรู้ว่าโจวชิงป๋ายส่งเบี้ยเลี้ยงกลับมาให้ทุกเดือน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เข้าไปยุ่งกับค่าใช้จ่ายของเจ้าของร่างเดิม

 

เพราะว่าเมื่อ 5 ปีก่อน พ่อโจวแม่โจวยังมีกำลังวังชา ไม่จำเป็นต้องให้พวกเขาเลี้ยง แม้ว่าตอนนี้อายุจะใกล้ๆ 60 แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงดีอยู่!

 

อาจจะพูดได้ว่าถึงแม้เจ้าของร่างเดิมจะแยกบ้านไป แต่เจ้าของร่างเดิมก็ยังให้เกียรติพ่อโจวกับแม่โจวด้วยการไม่แตะต้องเงินที่เหลือนั่น

 

แม้ว่าเงินเหล่านี้จะเป็นเงินที่โจวชิงป๋ายหามาก็ตาม

 

หลังจากที่แยกบ้านออกไปแล้ว ครอบครัวโจวก็ไม่ต้องทนเห็นเจ้าของร่างเดิมแสดงท่าทางเหมือนกับว่าทั้งครอบครัวล้วนติดหนี้เธออยู่ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมานี้ ครอบครัวโจวจึงรักใคร่กลมเกลียวกันดี

 

แม้ว่าในบางครั้ง จะแอบอิจฉาที่เจ้าของร่างเดิมไม่ต้องไปทำนางกๆ เพียงแค่รอเบี้ยเลี้ยงที่ผัวส่งกลับมาให้ทุกเดือนก็สามารถเลี้ยงตัวเองได้แล้ว แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างก็ปกติดี

 

เกือบจะหกโมงเย็น ในที่สุดครอบครัวโจวคนอื่นๆ ก็กลับมา

 

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ดังนั้นงานจึงยุ่งมาก วุ่นวายตอนต้นปีก็เพื่อที่จะรอเก็บเกี่ยวผลผลิตล็อตใหญ่ในตอนนี้แหละ ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าทำตัวเกียจคร้าน มิฉะนั้นหากมีฝนตกลงมาในฤดูใบไม้ร่วง ที่อุตส่าห์วุ่นวายเหนื่อยยากมาตั้งแต่ต้นปี ก็ถือว่าสูญเปล่า

 

ดังนั้นพวกเขาจึงต้องรีบเก็บเกี่ยวผลผลิตให้ได้มากที่สุด ไม่อย่างนั้นก็ไม่อาจสบายใจได้

 

“ในห้องมีน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงที่ชงขึ้นมาให้สองพ่อลูก รีบมาดื่มกันคนละแก้วเร็ว” สะใภ้สามมองไปที่ใบหน้าคร้ามแดดของสามีและลูกสาว ก่อนจะส่งเสียงเรียกออกมา

 

ลูกสาวของสะใภ้สามถือว่าเป็นเด็กคนที่ 5 ในบรรดาหลานสาวบ้านโจว ดังนั้นเธอจึงชื่อว่าโจวอู่นี

 

ตอนแรกโจวอู่นีรู้สึกเหนื่อยล้าเล็กน้อย แต่เมื่อได้ยินประโยคนั้นดวงตาของเธอก็เป็นประกายขึ้นมา

 

โจวชิงเซินไม่ถามอะไร แต่รีบพาลูกสาวกลับไปที่ห้อง หลังจากสองพ่อลูกได้ดื่มน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงเข้าไป ใบหน้าของพวกเขาก็แสดงความพอใจออกมา

 

ไม่นานพวกเขาก็พากันล้างหน้าล้างมือเพื่อเตรียมที่จะกินข้าว

 

อาหารที่ครอบครัวโจวทานกันนั้นถือว่าไม่เลวเลย มีแผ่นแป้งข้าวโพดให้ทานคู่กับน้ำซาวข้าว แล้วยังมีผัดไข่อีกจานหนึ่ง ถึงแม้ว่าไข่จะมีแค่ 5-6 ฟองก็ตาม นอกจากนี้ยังมีอาหารอื่น ๆ อีก 2-3 อย่าง แม้จะเป็นอาหารมังสวิรัติทั้งหมดก็ตาม แต่ถ้าเทียบกับบ้านอื่นแล้ว อาหารมื้อนี้นับว่าดีกว่ามาก

 

หากไม่ใช่เพราะว่าฤดูเก็บเกี่ยวทั้งยุ่งทั้งเหนื่อย ในยามปกติคงไม่ได้กินอาหารดีๆ แบบนี้แน่

 

เมื่อกินเสร็จ ต่างคนต่างก็พากันกลับไปพักผ่อน

 

สะใภ้สามประคองท้องของตัวเองกลับไปที่ห้อง ตอนนี้เธอก็ท้องแก่มากแล้ว ดังนั้นจึงทิ้งให้สะใภ้สองเป็นคนเก็บกวาดจานข้าว ส่วนตัวเองและสะใภ้ใหญ่ที่กำลังตั้งครรภ์ก็พากันกลับไปพักผ่อน

 

แม้ว่าสะใภ้สองจะแอบเบะปากอย่างไม่พอใจ แต่เมื่อก่อนตอนที่เธอตั้งครรภ์ เธอก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน นี่เป็นกฏของบ้านโจว และยังเป็นกฎที่ยุติธรรมอีกด้วย ดังนั้นจึงไม่อาจจะพูดอะไรมาก

 

สะใภ้ใหญ่และสะใภ้สองไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ต่างคนต่างก็จัดการธุระของตัวเอง

 

เมื่อสะใภ้สามกลับมาที่ห้องก็เผชิญหน้ากับคำถามของสองพ่อลูกที่รออยู่ก่อนแล้ว

 

โจวอู่นีอายุ 6 ขวบแล้ว สำหรับเด็กที่ยากจน พวกเขามักจะรู้ความเร็วนัก ทั้งยังเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ได้มากกว่าเด็กรุ่นเดียวกันที่เกิดมาบนกองเงินกองทองซะอีก โดยเฉพาะมูลค่าของน้ำตาลทรายแดงนั้น เธอสงสัยว่าแม่ไปเอามาจากไหน?

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top