ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 11 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (3/3)

 21 Views

ตอนที่ 11 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (3/3)

 

ซูเจี๋ยนรู้สึกกราดเกรี้ยวเดือดดาลสุดๆ แต่ก็กลัวว่าถ้าขยับตัวมากเกินไปจะทำให้อันอี่เจ๋อลงมือซ้ำอีกที ดังนั้นจึงได้แต่ฝืนทนกล้ำกลืนไว้ด้วยความยากลำบาก เพียงแต่วงแขนที่โอบรอบคออันอี่เจ๋อไว้นั้นเริ่มรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่าผ่านไปเพียงครู่เดียว อันอี่เจ๋อก็ต้องไอแค่กๆ ออกมาพร้อมกับตวาดเสียงดุอีกครั้ง : “รัดแขนแน่นไปแล้ว!”

ซูเจี๋ยนถลึงตาใส่เบื้องหลังศีรษะของคนตรงหน้าอย่างแค้นเคือง ทว่าเสียงที่เขาพูดออกมากลับยังคงใสซื่อบริสุทธิ์อยู่เช่นเดิม : “แต่ว่า ฉันกลัวตกนี่นา”

อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงยกร่างบางบนหลังสูงขึ้นไปอีกนิด

แม้เรือนร่างของสาวงามซูเจี๋ยนจะโปร่งบางสักแค่ไหน แต่จะอย่างไรก็เป็นน้ำหนักของผู้ใหญ่คนหนึ่ง หลังจากแบกเขาขึ้นหลังเดินไปได้หลายชั้น ลมหายใจของอันอี่เจ๋อก็เริ่มทวีความหนักหน่วงขึ้นอย่างช้าๆ

ซูเจี๋ยนได้ยินเสียงนี้ดังอยู่ข้างหูพอดี พลันฮึกเหิมขึ้นมาทันใด รีบเอ่ยปากขึ้นอย่างกระตือรือร้น : “สัมมี~ เงียบๆ แบบนี้น่าเบื่อนะว่ามั้ย? เรามาลองเล่นเกมลับสมองกันหน่อยดีกว่า!”

หลังพูดจบแล้วก็ไม่รอให้อันอี่เจ๋อได้ส่งเสียงตอบ เขารีบพูดต่อเสียงเจื้อยแจ้วทันที

“สเต็กแบบสุกหนึ่งในสามส่วนเดินมาเจอกับสเต็กแบบสุกครึ่งส่วนเข้าอย่างจัง แต่พวกมันกลับไม่ยอมทักทายกันเลย คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร”

อันอี่เจ๋อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ซูเจี๋ยนก็ไม่ได้ขุ่นเคืองแต่อย่างใด จัดการถามเองตอบเองให้เสร็จสรรพ : “เพราะพวกมันยังมีความสุข (สุก) ไม่มากพอไงล่ะ! ฮ่าๆๆ! คำถามแบบนี้คลาสสิกสุดๆ เลยนะคุณว่ามั้ย”[1]

อันอี่เจ๋อ : “……”

“เอาล่ะ ลองดูอีกซักคำถามนะ! มีคนอยู่สองคน พวกเขาร่วงลงไปในหลุมเดียวกัน คนหนึ่งตาย อีกคนหนึ่งรอด คนที่ตายไปนั้นเรียก ‘หัวเหริน’ (คนเป็น) อยากถามว่า แล้วอีกคนที่รอดนั้นจะเรียกอะไร”

อันอี่เจ๋อ : “……”

ซูเจี๋ยนยื่นมือไปตบๆ ศีรษะของอันอี่เจ๋อเบาๆ : “เล่นหน่อยสิ! ตอบคำถามเร็วเข้าเด็กโง่!”

อันอี่เจ๋อใช้น้ำเสียงเข้มลึกเอ่ยออกมา คล้ายจะแฝงด้วยอาการกัดฟันทนอยู่บ้าง : “ถามอีกรอบ ฉันจะโยนเธอลงไป”

ซูเจี๋ยนถอนฝ่ามือกลับไปอย่างเคอะเขิน : “คุณนึกคำตอบไม่ออกก็ไม่เป็นไรหรอก! ฉันเฉลยให้ก็ได้ คนที่รอดคนนั้นน่ะ ก็ต้องเรียกให้ ‘ช่วยฉันด้วย!’ น่ะสิ!”

สายลมหวิวๆ พัดผ่านขั้นบันไดอันเปลี่ยวร้างวังเวง……

อันอี่เจ๋อก้าวขาเดินขึ้นบันไดต่อไปอย่างเงียบงัน ซูเจี๋ยนเอนกายอยู่บนแผ่นหลังชายหนุ่มอย่างเกียจคร้าน เขาเบื่อมากจริงๆ หลังจากเงียบกริบกันต่อไปอีกครู่หนึ่ง เขาก็เปิดปากเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

“งั้นเรามาฟังเรื่องตลกกันเถอะ! กาลครั้งหนึ่ง เจ้าถั่วเขียวต้องเลิกกับแฟนสาวของเขา เขาก็เลยร้องไห้ ร้องไห้แล้วก็ร้องไห้ ร้องไห้เพราะอกหักหนักมาก ร้องจนน้ำตาไหลเป็นลิตรๆ แล้วเขาก็…… งอกออกมา”

“……..”

“ไม่ขำเหรอ? งั้นลองฟังอีกเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีแมว….”

“หุบปาก!”

ได้ยินน้ำเสียงเย็นยะเยือกของอันอี่เจ๋อ ในที่สุดซูเจี๋ยนก็ยอมหุบปากไปอย่างเชื่อฟัง ในช่วงเวลาอันเงียบงันนี้ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ ของอันอี่เจ๋อดังขึ้นอย่างเด่นชัด

เอเอ๊~ นี่เดินขึ้นมาถึงชั้นไหนแล้วน้าา~ ดูเหมือนจะผ่านชั้นที่สิบมาแล้วรึเปล่าน้อ~ ดูเหมือนว่าจะเป็นแบบนั้นนะ ‘สัมมี’ คนนี้นี่แรงดีจริงเชียว~ ซูเจี๋ยนลอบมองอันอี่เจ๋อจากทางเบื้องหลัง แสยะปากยิ้มชั่วร้ายยามที่อีกฝ่ายไม่ทันสังเกตเห็น ทว่าเบื้องหน้าก็ยังแสร้งทำเป็นเอาใจใส่ : “สัมมี~ เหนื่อยแล้วเหรอ ให้ฉันร้องเพลงให้ฟังเป็นไง? คุณจะได้มีแรง!”

อันอี่เจ๋อหยุดเขาไม่ทัน ซูเจี๋ยนเริ่มร้องเพลงทันที น้ำเสียงนั้นร่าเริงก้องกังวานอย่างมาก แสดงให้เห็นว่าตอนนี้เขาอารมณ์ดีขนาดไหน

 

“ยอดชายผู้ถือห่วงคล้องม้า เจ้าช่างแกร่งกร้าวห้าวหาญนัก

ควบอาชาโหมทะยาน ปานลมพายุหอบหนึ่ง

ถิ่นแดนไกลจนสุดสายตา ขอเร่ร่อนติดตามเจ้าไป

จิตใจอันผ่าเผยเสรีของเจ้ากว้างขวางดุจผืนแผ่นดิน

ยอดชายผู้ถือห่วงคล้องม้า เจ้าอยู่ในใจข้า

ข้าเพียงหวังจะได้หลอมละลายไปในแผงอกกว้างกำยำของเจ้าาา….โอ๊ะ? มีอะไรเหรอ?”

 

อันอี่เจ๋อวางร่างของซูเจี๋ยนลงบนพื้นอย่างเบามือ เมื่อชายหนุ่มหันหน้ากลับมา ซูเจี๋ยนจึงได้เห็นหยาดเหงื่อเม็ดโตๆ ไหลลงมาตามใบหน้าบูดบึ้งดำคล้ำของอันอี่เจ๋อ

ซูเจี๋ยนลอบแสยะยิ้ม อันอี่เจ๋ออ้าอันอี่เจ๋อ จุ๊ๆ หลังจากปีนบันไดมาสิบสองชั้น นายก็ทนต่อไปไม่ไหวแล้วสินะ?

ขณะที่กำลังปลอดโปร่งโล่งสบายไปทั้งจิตทั้งใจอยู่นั้นเอง จู่ๆ อันอี่เจ๋อก็ชำเลืองมองเขาด้วยแววตาเย็นเยียบ กล่าวออกมาเสียงเข้ม : “จากนี้ไป ไม่ต้องส่งเสียงอะไรออกมาอีก!”

ซูเจี๋ยน : “……”

หลังจากพักเหนื่อยอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ปีนขึ้นไปบนหลังของอันอี่เจ๋ออีกครั้ง คราวนี้ซูเจี๋ยนไม่ได้ส่งเสียงอะไรออกมาอีกแม้แต่แอะเดียว

ดังนั้น ท่ามกลางบันไดทางเดินอันว่างเปล่า จึงมีเพียงเสียงฝีเท้าของอันอี่เจ๋อที่ดังก้องไปทั่ว

ซูเจี๋ยนครุ่นคิด เสียงฝีเท้าที่อันอี่เจ๋อก้าวเดินนี่ช่างเป็นจังหวะดีจริงๆ ……

ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงรับฟังเสียงฝีเท้าอันหนักแน่นมั่นคงนี้จนสะลึมสะลือแล้วก็ค่อยๆ ผล็อยหลับไป

 

———————-

เชิงอรรถ

[1] ระดับความสุกของสเต็ก ใช้บ่งบอกด้วยตัว ‘熟’ โดยมีคำแสดงระดับความสุกอยู่ข้างหน้า (เช่น สุกหนึ่งในสามส่วน (一块三分熟) คือ medium rare) ซึ่งตัวอักษร ‘熟’ ยังมีอีกความหมายหนึ่งที่แปลว่าความสนิทสนมคุ้นเคยก็ได้ ดังนั้น คำว่า ‘ยังมีความสุกไม่มากพอ’ ก็คือแปลได้อีกอย่างว่า ‘ยังไม่สนิทสนมคุ้นเคยกันมากพอ’

 

———————-

แฟนเพจ ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T

ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top