ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 10 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (2/3)

 16 Views

ตอนที่ 10 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (2/3)

 

ซูเจี๋ยนสะบัดหน้าหนีอย่างหงุดหงิดเดือดดาลสุดขีด พูดไปแล้วทุกวันนี้ก็เป็นแบบนี้เอง ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยคนจนนั้นช่างห่างชั้นกันอย่างที่สุด นี่ก็คือฉากละครชีวิตจริงอันโชกเลือดระหว่างคุณชายเพอร์เฟค VS ไอ้หนุ่มยาจกขี้แพ้ที่ถูกจัดแสดงให้เห็นกันสดๆ! ช่องว่างระหว่างคนด้วยกันมันจำเป็นต้องเจ็บปวดโหดร้ายถึงขนาดนี้เลยรึไงห๊ะ! เหอะ อันอี่เจ๋อ นายมันเทพทรูนักใช่ไหม? ยังไงก็อย่าลืมซะล่ะว่าความแตกต่างระหว่างคนรวยแบบผู้ดีกับคนรวยแบบเศรษฐีใหม่มาเฟียน่ะมันห่างชั้นกันแค่ไหน! [1]

“คราวนี้เป็นอะไรไปอีกล่ะ”

ซูเจี๋ยนสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับสติ แสยะมุมปากเหยียดยิ้ม : “ก็ไม่มีอะไรหรอก แค่ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าว่าคู่สมรสคนดีของฉันจะดูใช้การได้ซะขนาดนี้ คิดๆ ดูแล้ว หลังจากนี้ถ้าคุณประสบอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา ฉันก็คงได้รับมรดกกับสินสมรสจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว รู้สึกเกินคาดอยู่บ้าง แค่นั้นแหละ”

“……”

……………………………….

 

หลังจากเข้าไปในละแวกชุมชนนั้นแล้ว เขาก็ได้เห็นรถหรูแบรนด์ดังจอดเรียงกันอยู่ในโรงจอดรถ ช่างเป็นภาพที่ชวนให้ผู้คนใฝ่ฝันถึงอย่างแท้จริง แม้ว่าซูเจี๋ยนจะยังรู้สึกเจ็บขาที่สามในจินตนาการอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็เยือกเย็นลงมากแล้ว

อย่างไรก็ตาม อึดใจต่อมาซูเจี๋ยนก็ต้องสูญเสียความเยือกเย็นไปเล็กน้อย—— นี่มันต้องบังเอิญขนาดไหน จู่ๆ ลิฟต์ก็เสียกะทันหัน อยู่ระหว่างการซ่อมแซมซะอย่างนั้น

ซูเจี๋ยนถามขึ้น : “ห้องของคุณ อะแฮ่ม ห้องของเราอยู่ชั้นไหนเหรอ”

อันอี่เจ๋อกล่าวตอบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก : “ชั้น 21”

ซูเจี๋ยนหุบปากฉับโดยอัตโนมัติ

ผู้จัดการฝ่ายนิติบุคคลรีบเข้ามาขอโทษขอโพยอย่างนอบน้อม ขอร้องให้พวกเขารอคอยอีกสักครู่ ได้ยินเช่นนี้อันอี่เจ๋อก็พลันถามขึ้น : “ต้องใช้เวลาซ่อมนานแค่ไหน”

ผู้จัดการฝ่ายนิติบุคคลกล่าวตอบอย่างลังเล : “น่าจะสิบ…สิบนาทีครับ”

ซูเจี๋ยนพูดกับเขาเชิงถามไถ่ : “งั้นเราก็รออีกซักพักเป็นไง”

อันอี่เจ๋อไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติมอีก ดังนั้นซูเจี๋ยนจึงตีความเอาเองว่าเขาเห็นด้วย

อย่างไรก็ตาม อีกสิบนาทีให้หลัง ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ก็ปาดเหงื่อมาก้มหัวขอโทษขอโพยอีกครั้ง : “ผมต้องขออภัยจริงๆ ครับ เพราะระบบภายในเสียหายค่อนข้างหนัก วันนี้ลิฟต์คงใช้งานไม่ได้แล้ว”

ซูเจี๋ยนเกาหัวแกรกๆ : “งั้นก็หมายความว่า พวกเราต้องเดินขึ้นไปให้ถึงชั้น 21 กันเองเหรอ”

มองไปยังอันอี่เจ๋อที่เงียบงันไม่พูดไม่จาอยู่ข้างๆ ตอนนี้ก็เหมือนจะมีสีหน้าคล้ำเครียดขึ้นมาบ้างแล้ว : “ปกติ 21 ชั้นก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงหรอก แต่ตอนนี้….”

ที่พักอาศัยระดับสูงแบบนี้ การบริการก็ย่อมพิเศษ ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ได้ยินเขากล่าวแบบนั้นก็รีบพูดขึ้นทันที : “ทางเราสามารถช่วยได้นะครับ!”

ในใจซูเจี๋ยนวูบไหวขึ้นมาคราหนึ่ง เหล่มองไปทางอันอี่เจ๋อที่อยู่ด้านข้าง แล้วจึงเอ่ยถามผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ขึ้นอย่างฮึกเหิม : “จากสภาพฉันตอนนี้ ก็ได้แต่ต้องหาคนพาขี่หลังขึ้นไปแล้ว พวกคุณจะช่วยแบกฉันขึ้นไปหรือไง”

ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ย่อมต้องหันไปมองสีหน้าอันอี่เจ๋อก่อน

ซูเจี๋ยนไม่รอให้อันอี่เจ๋อได้ตอบกลับ รีบกล่าวต่อทันควัน : “ก็ไม่มีทางอยู่แล้ว ใช่มั้ยล่ะ? สามีฉันก็อยู่ตรงนี้แล้ว ทำไมฉันต้องยอมให้คนอื่นมาแบกฉันไปอีก แถมคุณสามีที่รักของฉันก็แข็งแรงเต็มเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาซะขนาดนี้ กะอีแค่เดินขึ้นบันได 21 ชั้นจะนับเป็นอะไรได้! จริงมั้ยคะ คุณสัมมี~”

คำว่า ‘สามี’ ที่เดิมทีต้องฝืนเค้นออกมาอย่างยากลำบาก ชั่วอึดใจนั้นซูเจี๋ยนกลับรู้สึกว่าเรียกแบบนี้ช่างคล่องปากดีเหลือเกิน ตอนจบประโยคยังจงใจลากเสียงหวานทิ้งท้ายอย่างออดอ้อน ราวกับสาวน้อยวัยแรกรักที่เชื่อมั่นในตัวสามีจนหมดหัวใจ

แม้ภายนอกอันอี่เจ๋อจะยังคงมีสีหน้าไร้ความรู้สึก แต่เพราะซูเจี๋ยนเองได้รู้จักเขามาพักใหญ่แล้ว จึงสามารถมองเห็นถึงความไม่ยินยอมพร้อมใจของอีกฝ่ายได้ดี ในใจพลันแผดเสียงหัวเราะดังก้องยาวเหยียด

อันอี่เจ๋อ นายเริ่มก่อนเองนะ ขโมยสาวๆ ของฉันไป ทำเอาฉันหาเมียมาแต่งด้วยไม่ได้จนถึงวันที่ต้องตกตายไปอย่างน่าอนาถแบบนั้น วันนี้ก็อย่าได้โทษฉันที่แก้แค้นหนักมือไป!

เพื่อไม่ให้อันอี่เจ๋อปฏิเสธได้ ซูเจี๋ยนยังพยายามแสดงออกมาอย่างดีที่สุด เขายื่นมือออกไป ดึงแขนเสื้อของอันอี่เจ๋อเบาๆ พออันอี่เจ๋อก้มมามอง ซูเจี๋ยนก็ช้อนตามองเขาด้วยสีหน้าคาดหวังรอคอยอย่างใสซื่อบริสุทธิ์ : “สัมมี~ เร็วเข้าเถอะค่ะ กลับบ้านกันน้าาา~”

ใบหน้าของอันอี่เจ๋อเย็นยะเยือกและหมองคล้ำลงหนึ่งระดับ เงียบขรึมอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะยอมแค่นเสียง ‘อืม’ อย่างแผ่วเบาออกมาในที่สุด

ซูเจี๋ยนดีอกดีใจขึ้นมาทันที

ผู้จัดการฝ่ายนิติฯ ยิ่งรู้สึกอยากขออภัยต่อเหตุที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด : “คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงครับ มีอะไรที่ทางเราพอจะช่วยเหลือได้บ้างไหมครับ”

ซูเจี๋ยนแย้มยิ้มตอบกลับ : “เดี๋ยวอีกซักพัก คุณช่วยส่งรถเข็นขึ้นไปให้ด้วยก็แล้วกัน”

จากนั้นจึงหันไปหาอันอี่เจ๋อ กางแขนออกอย่างรอคอย : “สามีคะ?”

อันอี่เจ๋อนิ่งขรึมมองเขาอยู่อีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงยอมย่อตัวลง รับร่างของซูเจี๋ยนขึ้นหลังไป

ซูเจี๋ยนปีนขึ้นไปบนหลังอันอี่เจ๋อได้สำเร็จด้วยความช่วยเหลือของคุณผู้จัดการฝ่ายนิติฯ แล้วก็เอ่ยออกมาอย่างร่าเริงยินดี : “สัมมี~ เราไปกันเถอะค่ะ!” คิดไปคิดมาแล้วก็แย้มยิ้มเต็มใบหน้า เอ่ยสำทับไปอีกประโยคหนึ่ง “ออกแรงเต็มที่เลยนะคะ!”

ซูเจี๋ยนกล้าพูดได้เลยว่าแผ่นหลังของอันอี่เจ๋อถึงกับแข็งค้างไป เขารู้สึกได้ชัดเจนทีเดียว

ดังนั้น เขาจึงยิ่งอารมณ์ดีขึ้นไปอีก แม้จะรู้สึกอิจฉาอยู่บ้างที่อันอี่เจ๋อมีแผ่นหลังกว้างใหญ่หนั่นแน่นดูหุ่นดีขนาดนี้ แต่พอนึกว่าเจ้าศัตรูหัวใจน่าชังนี่ต้องแบกเขาขึ้นบันไดตั้ง 21 ชั้นแล้วก็รู้สึกเริงร่าเปี่ยมสุขขึ้นมาฉับพลัน

แม้จะแบกคนทั้งคนอยู่บนหลัง ฝีเท้าของอันอี่เจ๋อก็ยังหนักแน่นมั่นคงอยู่เช่นเคย ไม่ได้แสดงออกว่ารู้สึกลำบากกินแรงเลยแม้แต่น้อย กลับเป็นซูเจี๋ยนซึ่งอยู่บนหลังเขาที่รู้สึกเจ็บหน้าอกขึ้นมา เพราะก้อนเนื้ออวบอิ่มทั้งสองที่ถูกกดทับจนปวดร้าวแทบทนไม่ไหว ทำให้เขาเริ่มดิ้นดุกดิกอย่างอึดอัด

ขณะที่เขากำลังขยับตัวจัดท่าทางที่สบายที่สุด จู่ๆ ก็รู้สึกถึงแรงจากฝ่ามือที่ฟาดเบาๆ ลงบนบั้นท้าย จากนั้นอันอี่เจ๋อก็แค่นเสียงดุออกมา : “อย่าขยับมั่วซั่ว!”

ในหัวของซูเจี๋ยนพลันมีเสียงระเบิดดังบึ้ม เมื่อกี้มันอะไร? วอทเดอะฟ…. นี่เขา ขะ ขะ เขาถูกไอ้เจ้าอันอี่เจ๋อตีก้น!?

 

———————-

เชิงอรรถ

[1] ตรงนี้ใช้คำบรรยายที่ค่อนข้างเจาะจงถึงเหตุการณ์เฉพาะ ประโยคจริงๆ คือ ‘ความจริงก็แสดงให้เห็นกันชัดๆ อยู่แล้ว ว่าความแตกต่างระหว่างเกิงเตี๋ยกับกานเตี๋ยน่ะมันสำคัญขนาดไหน!’

คำว่า ‘เกิงเตี๋ย’ ตรงนี้อ้างอิงถึงเหตุการณ์หนึ่ง มีผู้ชายชื่อ ‘หลีฉีหมิง’ ขับรถชนคน แถมยังตะโกนบอกว่า ‘อยากไปร้องเรียนที่ไหนก็ไปเลย พ่อฉันคือหลีเกิง (เกิงเตี๋ย) เชียวนะโว้ย!’ สุดท้ายเรื่องก็ลุกลามใหญ่โตจนคนก่นด่ากับความหน้าไม่อายของเขา แล้วก็จบลงด้วยการที่หลีฉีหมิงถูกศาลสั่งจำคุก ‘เกิงเตี๋ย’ จึงมีนัยยะหมายถึงคนรวยชั้นต่ำที่ระรานคนอื่น

ส่วน ‘กานเตี๋ย’ หมายถึงพ่อบุญธรรม นัยยะคือเศรษฐีใจบุญที่ชอบช่วยเหลือคนอื่น

 

———————-

แฟนเพจ ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T

ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top