ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 9 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (1/3)

 16 Views

ตอนที่ 9 สามีคนนี้ก็แรงดีไม่เบา! (1/3)

 

เพราะความทุกข์ทรมานครั้งนี้ช่างน่าอนาถเกินจะทนรับได้ ซูเจี๋ยนจึงไม่ได้คุยกับอันอี่เจ๋ออีกเลยตลอดทาง

ตรงกันข้าม อันอี่เจ๋อกลับสงบนิ่งเยือกเย็นไม่รู้สึกรู้สาไปตลอดทาง หลังจากมาถึงโรงพยาบาลแล้ว อีกฝ่ายก็โอบเอวยกเขาอุ้มลงจากรถอีกครั้ง จากนั้นก็เข็นรถเข็นพามาส่งที่ห้องผู้ป่วย ทั้งยังเรียกคุณหมอมาสอบถามเป็นพิเศษถึงเรื่องเวลาที่ซูเจี๋ยนจะได้ออกจากโรงพยาบาล

ผลการวินิจฉัยของคุณหมอก็คือ การผ่าตัดของซูเจี๋ยนสำเร็จไปด้วยดี การฟื้นตัวก็เป็นไปได้ดี อีกไม่กี่วันก็ออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านได้เลย

ซูเจี๋ยนเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย

พูดตามตรง แม้เขาจะไม่ชอบอยู่โรงพยาบาลเลยสักนิด แต่จะอย่างไรเขาก็เต็มใจจะอยู่ที่นี่มากกว่ากลับไปอยู่ในเรือนหอกับอันอี่เจ๋อสองต่อสองเป็นไหนๆ หากเขาอยู่ในโรงพยาบาล อย่างน้อยก็ยังมีคุณพยาบาลหน้าตาดีผู้มีจิตใจอ่อนโยนคอยเฝ้าอยู่ด้วย! นี่เขาขอไม่กลับไปได้ไหม?

ดังนั้นซูเจี๋ยนจึงขบคิดอย่างหนัก หาวิธีที่จะทำให้อยู่โรงพยาบาลต่อไปได้ แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีความกล้าจะหักขาตัวเองข้างที่ใส่เฝือกอยู่นั้นซ้ำอีกจริงๆ จึงได้แต่รอวันที่หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลมาถึงอย่างกระวนกระวาย

อันอี่เจ๋อนับว่าเป็นคนที่เอาใจใส่ในทุกรายละเอียดจริงๆ เขาส่งชุดเสื้อผ้าและรองเท้าที่เหมาะสมมาให้ซูเจี๋ยนเป็นพิเศษ ทว่ายามที่ซูเจี๋ยนได้มองเห็นชุดเสื้อผ้าผู้หญิงที่พับไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยเหล่านั้น ก็แทบอยากจะให้ตัวเองแข็งตายไปเสียเดี๋ยวนั้นเลย

แม่-เถอะ เขาขอใส่ชุดผู้ป่วยชุดนี้กลับบ้านเลยได้ไหม? เขาไม่อยากใส่เสื้อผ้าผู้หญิง!

อย่างไรก็ตาม ซูเจี๋ยนรู้แก่ใจดีว่าเรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ ร่างกายนี้ของเขาไม่เพียงแต่เป็นหญิงสาวเต็มตัวคนหนึ่ง แต่ยังเป็นถึงเรือนร่างสาวงามชั้นเลิศ หากใส่เสื้อผ้าสตรีตรงหน้านี้แล้ว ก็รังแต่จะดึงดูดสายตาผู้คนเสียจนแทบลืมหายใจ คนที่รู้สึกผิดปกติก็มีแต่เขาเองคนเดียวเท่านั้น

ดังนั้น ซูเจี๋ยนจึงได้แต่เริ่มสวมเสื้อผ้าด้วยอารมณ์อึดอัดขัดข้องอันแสนซับซ้อน ทว่าไม่ช้า ปัญหาก็มาเยือนอีกครั้ง กางเกงชั้นในลายลูกไม้นี่เขายังพอกล้ำกลืนฝืนใส่ลงไปได้ แต่เจ้ายกทรงในตำนานนี่เขาจะจัดการกับมันอย่างไรดี? ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเห็นแต่พวกท่านชายผู้ห้าวหาญที่เอามือปลดตะขอยกทรงของสาวงามในคลิป 18+ เท่านั้น ไม่เคยคิดเรื่องสวมใส่มาก่อน! แล้วนี่….เขาจะใส่มันเข้าไปได้ยังไง?

ซูเจี๋ยนรู้สึกคล้ายต้องฝืนกลืนเลือดที่กระอักออกมาเต็มปากกลับลงไป ขณะที่ทำการศึกษาชิ้นผ้าในมืออยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็สวมยกทรงเข้าไปจนได้ หลังจากนั้นก็เป็นชุดกระโปรงยาวของผู้หญิง ซูเจี๋ยนสวมมันลงไปอย่างราบรื่นด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก : เฮอะ! ป๊ะป๋าคนนี้แม้แต่ยกทรงก็ยังใส่ไปแล้ว กะอีแค่ชุดกระโปรงยังจะนับเป็นอะไรได้!

หลังจากลำบากลำบนกับการใส่ชุดจนหยาดเหงื่อผุดซึมไปถึงขนคิ้วแล้ว ในที่สุดซูเจี๋ยนก็ยอมให้อันอี่เจ๋อที่รออยู่ด้านนอกเข้ามาหาได้ จากนั้นก็เอ่ยขึ้นอย่างยอมรับชะตากรรม : “ฉันพร้อมแล้ว ไปกันเถอะ!”

อันอี่เจ๋อปรายตามองเขา “ทรงผมเธอ”

“อ๋า?” ซูเจี๋ยนก้มลงมองตามสายตาอีกฝ่าย ถึงตอนนี้จึงเพิ่งตระหนักได้ว่าเส้นผมยาวเหยียดของตัวเองพันกันยุ่งเหยิงไปหมด พลันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง หันไปหยิบหวีที่อยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาหวีลงไปบนเส้นผมแบบรีบๆ ไม่คิดว่าจะรู้สึกเจ็บมากจนต้องสูดปากอุทานออกมา

เห็นอันอี่เจ๋อหันมามองเขาอีกครั้ง ซูเจี๋ยนก็รู้สึกอับอายขึ้นมาบ้าง อันที่จริงเส้นผมของร่างนี้สวยงามมาก ทั้งดำขลับทั้งนุ่มสลวยเงางาม คุณภาพผมก็ดีมากๆ อย่างไรก็ตาม ซูเจี๋ยนใช้ชีวิตในฐานะผู้ชายคนหนึ่งมาเกือบสามสิบปีเต็ม ไม่เคยต้องหวีผมยาวขนาดนี้มาก่อน ดังนั้นทุกครั้งที่เขาสางหวีลงไป เส้นผมก็รังแต่จะยิ่งยุ่งเหยิงติดพันกันมากขึ้น แถมตัวเขาเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องจัดการกับเส้นผมพวกนี้ยังไง ดังนั้นจึงได้แต่ออกแรงหวีให้หนักมือขึ้นจนเส้นผมกระจุกนั้นหลุดออกมาจากหนังศีรษะ เรื่องจะจัดทรงผมอะไรพวกนั้นยิ่งเลิกคิดฝันไปได้เลย

เดิมทีซูเจี๋ยนคิดไว้ว่าหลังพักฟื้นเสร็จก็จะไปตัดผมทันที ยิ่งตัดให้สั้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดี แต่หลังจากคุยกันคุณพยาบาล ถึงได้รู้ว่าทรงผมสั้นๆ ของผู้หญิงถึงกับดูแลจัดทรงได้ยากยิ่งขึ้นไปอีก ความคิดนี้จึงถูกล้มเลิกไปในพริบตา ถึงอย่างไร หากเปรียบเทียบกับทรงผมสั้นที่ต้องใส่ครีมนั่นนี่วุ่นวาย แถมต้องคอยไดร์ผมหรือไม่ก็ดัดเข้าให้เข้าทรง พอมานึกถึงว่าทรงผมยาวสลวยนี้เพียงต้องผ่านการแปรงผมอย่างนุ่มนวลหลายๆ ครั้งเท่านั้น วิธีการนี้ก็กลายเป็นเรียบง่ายอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งใบหน้าเรียวเล็กของซูเจี๋ยนคนงามยังเหมาะกับผมทรงนี้อย่างมาก เส้นผมยาวที่ทิ้งตัวลงมาปรกบ่า ดูแล้วทั้งอ่อนโยนนุ่มนวล ทั้งงดงามมีเสน่ห์

ผู้หญิงที่สะสวยไปทั้งตัวขนาดนี้กลับแต่งให้เจ้าอันอี่เจ๋อไปเสียแล้ว! ซูเจี๋ยนจ้องมองกระจก รู้สึกขมขื่นชิงชังขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

ได้ยินเสียงเขาทอดถอนใจอย่างปวดร้าว อันอี่เจ๋อก็จ้องมองเขา เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

ซูเจี๋ยนแอบค่อนแคะอยู่ในใจ : มองอะไรไม่ทราบ! ถ้าสักวันคุณชายใหญ่อันอย่างนายต้องมาอยู่ในร่างหญิงสาวแบบนี้บ้าง ฉันว่านายก็ไม่ได้ดีไปกว่าฉันหรอก!

……………………………….

 

เขาได้ออกจากโรงพยาบาลไปพักฟื้น คนที่มารับเขาก็มีอันอี่เจ๋อเพียงคนเดียว

ซูเจี๋ยนไม่อาจห้ามความรู้สึกแปลกใจไว้ได้ นอกจากอันอี่เจ๋อและพวกนักเรียนกับเพื่อนร่วมงานของซูเจี๋ยนแล้ว ตลอดเวลาที่เขาอยู่ในโรงพยาบาลก็ไม่มีคนอื่นมาเยี่ยมอีกเลย สำหรับครอบครัวของซูเจี๋ยนคนนี้ก็ยังพอเข้าใจได้ว่าอาจจะเป็นเพราะอยู่ไกลกัน เนื่องจากบ้านเกิดของเจ้าของร่างไม่ได้อยู่ในเมือง S ก็คงเดินทางมาไม่สะดวก อย่างไรก็ตาม ซูเจี๋ยนจำได้ว่าครอบครัวของอันอี่เจ๋อนั้นเป็นถึงตระกูลดังที่มีสถานะใหญ่โตในเมือง S แต่ซูเจี๋ยนนอนอยู่ในโรงพยาบาลนานขนาดนี้ ทำไมคนจากทางบ้านสามีถึงไม่เคยมาเยี่ยมเลยแม้แต่คนเดียว นี่เป็นเพราะไม่รู้สถานการณ์ทางฝั่งนี้เลย หรือว่าเป็นเพราะซูเจี๋ยนคนนี้คือลูกสะใภ้ที่พวกเขาไม่ยอมรับกันแน่?

ซูเจี๋ยนแอบเหล่มองอันอี่เจ๋อที่ขับรถอยู่ด้านข้างอย่างเงียบเชียบ ในใจก็คิดซอกแซกไปเรื่อยเปื่อย หรือว่านี่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับบุญคุณความแค้นในตระกูลใหญ่อะไรจำพวกนั้น?

“อัน แค่ก อี่เจ๋อ”

“อืม”

“ขอฉันถามคุณอีกซักสองสามอย่างเถอะนะ! คือว่า ตอนนี้พวกเราพักอยู่ที่ไหนกันเหรอ”

“ที่ซื่อจี้หวนหยู” [ผืนแผ่นดินแห่งยุคสมัย]

ซูเจี๋ยนไร้ถ้อยคำไปในบัดดล ซื่อจี้หวนหยู …. ต่อให้เอาเงินเดือนของตัวเขาคนเดิมทั้งปีมากองรวมกันก็ซื้อไม่ได้แม้แต่ตารางนิ้วเดียวของย่านที่ดินระดับไฮคลาสแบบนั้นด้วยซ้ำ!

“แหะแหะ งั้น เอ่อ ถามเรื่องส่วนตัวซักหน่อยแล้วกันนะ ตอนนี้คุณ แค่กๆ ต่อปีทำเงินได้เท่าไหร่ล่ะ”

“……”

“งั้นเปลี่ยนคำถามเถอะ ตอนนี้คุณทำงานอยู่บริษัทไหนเหรอ”

“CMI”

“…..ใช่ CMI ที่เดียวกับที่ฉันคิดรึเปล่า”

“ใช่”

ซูเจี๋ยนอับจนคำพูดไปอีกครั้ง CMI …..ตอนนั้นหลังจากเขาจบการศึกษาก็มุ่งหวังว่าจะได้เข้าไปทำงานที่บริษัทนั้นเป็นแห่งแรก น่าเสียดายที่แม้แต่รอบสัมภาษณ์เขาก็ยังไม่อาจได้เข้าไปด้วยซ้ำ ถูกคัดออกเสียตั้งแต่รอบแรกแล้ว

“แล้ว…ทำงานในตำแหน่งอะไรเหรอ”

“ประธานกรรมการ”

ซูเจี๋ยนพลันเบิกตากลมกว้างด้วยความตกตะลึง

คล้ายจะรู้สึกได้ว่าสายตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ อันอี่เจ๋อจึงชำเลืองมองเขา : “เป็นอะไร?”

ซูเจี๋ยนถามขึ้นด้วยสีหน้าแข็งทื่อ : “ขอฉันถามอีกอย่าง ปีนี้คุณอายุเท่าไหร่”

“สามสิบ”

ความคิดในใจของซูเจี๋ยน : อ๋อ เป็นแบบนี้นี่เอง เจ้านี่แก่กว่าฉันตั้งปีนึงเต็มๆ ดังนั้นจะมีช่องว่างกว้างขวางใหญ่โตแบบนี้ก็เป็นเรื่องปกติแหละน่า……..ลั้ลลาลั้ลลาล๊า~ ใช่ก็บ้าแล้ว! มีแต่ผีแม่ย่าเท่านั้นแหละที่เชื่อว่าการที่เจ้านี่ได้เป็นประธานกรรมการบริษัท CMI ตั้งแต่อายุสามสิบมันเป็นเรื่องปกติ ป๊ะป๋าคนนี้อายุอานามได้ยี่สิบเก้าแล้ว ยังเป็นได้แค่พนักงานไอทีกระจอกๆ คนนึงเท่านั้นเอง! อ๊ากก! อยากคว่ำโต๊ะว้อยย! (╯°□°)╯︵ ┻━┻

 

 

——————

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top