ขนาดตัวอักษร

บทที่ 9 หญิงเลว

 108 Views

บทที่ 9 หญิงเลว

ขณะที่เธออุ้มโจวซานหวา โจวต้าหวากับโจวเอ้อร์หวาที่อยากจะกินโจ๊กหมูนั้น ไม่มีใครอยากไป ทว่าหลินชิงเหอได้มอบหน้าที่ให้พวกเขาสองคน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่มีทางเลือก “ไปเรียกย่ามากันเถอะ”

 

“เรียกย่ามากินโจ๊กเหรอ? ” โจวเอ้อร์หวาถาม

 

“ปกติย่าของพวกลูกก็ปฏิบัติกับลูกด้วยดีมาตลอด เรียกเธอมาทานโจ๊กด้วยกันก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว อันบุญกุศลทั้งหลาย กตัญญูต้องมาก่อน ดังนั้นเราควรแสดงความกตัญญูต่อผู้อาวุโสรู้ไหม? ” หลินชิงเหอกล่าว

 

“แต่ว่าปกติผมก็ไม่เคยเห็นแม่แสดงความกตัญญูต่อย่าเลยนะ” โจวเอ้อร์หวากะพริบตาปริบๆ

 

หลินชิงเหอนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเสียงเข้มว่า “จะไปหรือไม่ไป? ถ้าไม่ไปเรียกย่า ก็ไม่ต้องกินมันหรอก! ”

 

“ผมจะไปเรียกย่าเดี๋ยวนี้เลย! ” โจวต้าหวาตะโกนออกมา

 

เมื่อพูดจบเขาก็เปิดประตูแล้ววิ่งออกไปทันที หลินชิงเหอมองโจวเอ้อร์หวา โจวเอ้อร์หวายิ้มอ้อนๆ แล้วก็พูดว่า “พี่ใหญ่ไปตามมาแล้ว”

 

ความหมายก็คือ ไปตามแค่คนเดียวก็พอ ไม่ต้องให้เขาไปด้วยหรอก

 

เมื่อเห็นว่าหลินชิงเหอไม่สนใจเขา โจวเอ้อร์หวาก็ทำใจกล้าพูดขึ้นมาว่า “แม่ ผมกินโจ๊กก่อนได้ไหม ท้องผมร้องไปหมดแล้ว”

 

“เอาสิ ถ้าลูกไม่กลัวว่าพี่ใหญ่ของลูกจะกลับมาตีลูก ลูกก็กินได้เลยไม่ต้องรอพี่หรอก และถ้าเขาจะตีลูกจริงๆ แม่ก็จะไม่ห้ามเลย” หลินชิงเหอกล่าวยิ้มๆ

 

โจวเอ้อร์หวารู้ดีว่าหมัดของพี่ชายหนักแค่ไหน ดังนั้นเขาจึงไม่พูดอะไรอีก และยอมรออย่างเงียบๆ

 

ถึงจะบอกว่าแยกบ้านกัน แต่ระยะห่างระหว่างบ้านเดิมกับบ้านใหม่ก็ไม่ได้ไกลกันนัก ด้วยเท้าเล็กๆ ของต้าหวา ใช้เวลาไม่ถึงสองนาทีก็วิ่งไปถึงบ้านเดิมแล้ว

 

แม้จะห่างกันแค่นิดเดียว แต่เจ้าของร่างเดิมก็ไม่คิดจะกลับไป เหมือนไม่คิดว่าตัวเองเป็นลูกสะใภ้ของบ้านตระกูลโจว

 

ดังนั้นตอนที่โจวต้าหวาวิ่งมาบอกย่าว่าแม่ให้มาเรียก แม่โจวถึงได้แสดงท่าทางแปลกๆ ออกมา

 

เพราะนางรู้นิสัยของสะใภ้สี่ดีว่าเป็นยังไง ปกติแล้วแทบจะไม่อยากให้พวกเขาเข้าไปใกล้เลย แต่ทำไมวันนี้ถึงเป็นฝ่ายเรียกหานาง?

 

การที่หลินชิงเหอให้โจวต้าหวามาเรียกเธอ แทนที่จะมาหาเธอด้วยตัวเอง จุดนี้แม่โจวไม่ได้สนใจนัก เพราะว่าเรื่องที่ยิ่งกว่านี้สะใภ้สี่ก็ทำมาแล้ว อย่างเช่นการแยกบ้าน ในตอนนั้นสะใภ้สี่ทุ่มสุดตัวเพื่อที่จะได้แยกบ้าน นางถึงขั้นขู่ว่าจะพาลูกของลูกสี่ตายไปกับนาง ถ้าหากไม่ให้แยกบ้าน

 

“แม่ คุณไปดูสักหน่อยเถอะ อาจจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นก็ได้” สะใภ้สามกล่าวขณะเอามือกุมท้อง

 

“ป้าสะใภ้สาม เมื่อไหร่น้องชายจะออกมา?” เมื่อเห็นท้องขนาดใหญ่ของเธอ โจวต้าหวาก็เอ่ยถามออกมา

 

คำพูดนี้ทำให้สะใภ้สามซึ่งมีเพียงลูกสาวจนถึงตอนนี้ ยิ้มด้วยความจริงใจมากขึ้นและตอบกลับไปว่า “น่าจะอีกสองเดือน เมื่อถึงตอนนั้นอย่าลืมพาน้องชายเป็นเล่นด้วยล่ะรู้ไหม?”

 

เมื่อพูดถึงลูก ตาของสะใภ้สามก็เป็นประกายขึ้นมา ตั้งแต่ครั้งแรกที่โจวต้าหวาเห็นท้องของเธอเขามักจะพูดว่า ‘น้องชาย’ สิ่งนี้ทำให้สะใภ้สามซึ่งไม่ค่อยชอบแม่ของเขาหรือที่เรียกกันว่าสะใภ้สี่ เริ่มเอ็นดูเขา

 

“ตกลง รอจนน้องชายออกมา ข้าจะพาเขาไปเล่นให้ทั่วเลย” โจวต้าหวาตอบกลับเสียงใส

จากนั้นก็รีบจูงย่าให้ออกมา

 

ความจริงแล้วแม่โจวไม่ได้ใจดี เธอแค่รักลูกชายคนเล็กมาก ดังนั้นจึงเอ็นดูโจวต้าหวาและน้องชายของเขามากกว่าหลานคนอื่นๆ ดั่งสุภาษิตที่ว่า “รักบ้านเผื่อแผ่ไปถึงนกกา” ซึ่งโจวต้าหวาก็รู้เช่นกัน ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าลากย่าแบบนี้หรอก

 

“ทำไมต้องรีบร้อนขนาดนี้ด้วยล่ะ?” แม่โจวอดถามไม่ได้

 

ทันใดนั้นในใจของเธอก็เริ่มคิดไปต่างๆ นานา ว่า สะใภ้สี่ต้องการอะไร คงไม่ใช่ว่าขาดแคลนอาหารหรอกนะ ดังนั้นจึงคิดจะมาขอซื้อผลผลิตที่บ้านเธอเก็บเกี่ยวในช่วงฤดูใบไม้ร่วง?

 

แต่ก็ไม่น่าจะใช่ แต่ไหนแต่ไรมา สะใภ้สี่ก็เป็นพวกเห็นขี้ดีกว่าไส้ ทุกครั้งเธอจะไปซื้อของที่ตลาดอำเภอ และรังเกียจที่ซื้อขายโดยตรงที่ตลาดในหมู่บ้าน

 

พวกเขามีตลาดในหมู่บ้าน ซึ่งการซื้อขายกันเองในชนบทนั้นไม่จำเป็นต้องใช้คูปอง แต่ใช้เงินก็ได้

 

เนื่องจากทุกเดือนลูกสี่จะส่งเงินกลับบ้าน ดังนั้นเธอจึงไม่ขาดแคลนอาหาร แค่ดูจากภายนอกคนอื่นก็รู้แล้วว่าสะใภ้สี่นั้นอยู่ดีกินดีแค่ไหน

 

ถ้าไม่ใช่เพราะลูกสี่ของเธอ มีเหรอที่สะใภ้สี่จอมขี้เกียจจะสามารถนั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านได้ ป่านนี้คงถูกลากไปทำนาแล้ว

 

แน่นอนว่าเรื่องนี้แม่โจวไม่ได้พูดเล่น ในยุคที่ทุกอย่างล้วนเข้มงวด ถ้าไม่ใช่เพราะว่าโจวชิงป๋ายเป็นเข็มเทพใต้ทะเลล่ะก็ เวลาบ้านโจวออกไปข้างนอกจะกล้ายืดอกเชิดหน้าได้อย่างไร?

 

ส่วนเจ้าของร่างเดิมเนื่องจากโจวซานหวายังเด็ก และโจวต้าหวาก็ยังรู้ความเทียบกับเด็กผู้หญิงไม่ได้ ชีวิตในแต่ละวันก็ยุ่งมากแล้ว จึงไม่ได้มีส่วนช่วยในการทำนา ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่เธอจะได้รับส่วนแบ่งผลผลิตตอนสิ้นปี

 

อีกครึ่งเดือนที่จะถึงนี้หน่วยการผลิตจะฆ่าหมูเพื่อนำมาเป็นของรางวัลให้กับทุกคน แต่เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมไม่ได้มีส่วนช่วยในการทำนา ดังนั้นจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะได้รับเนื้อหมู แต่ถ้าอยากกินก็ต้องนำเงินมาซื้อกับหน่วยการผลิตเอง และส่วนที่ซื้อก็เป็นของเหลือหลังจากที่แจกจ่ายให้กับคนอื่นๆ แล้ว

 

แต่ถึงจะเป็นของเหลือก็ยังนับว่าเป็นของดี ในยุคนี้อะไรที่มีน้ำมันล้วนเป็นของดี

 

เจ้าของร่างเดิมคิดจะใช้เงินซื้อ และไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะมองว่าเธอเป็นพวกสิ้นเปลืองหรือไม่ โจวชิงป๋ายเป็นผู้ชายดีๆ ที่ซวยแต่งผู้หญิงแบบนี้กลับบ้าน

 

แน่นอนว่า นี่คือความคิดของผู้หญิงทุกคน ส่วนพวกผู้ชายทุกครั้งที่ได้เห็นท่าทางอ่อนหวานของเจ้าของร่างเดิม รวมไปถึงใบหน้าและรูปร่างที่โดดเด่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะมองจนตาค้าง หลังจากนั้นก็บ่นพึมพำกับความโชคดีของโจวชิงป๋าย ได้แต่งผู้หญิงที่สวยขนาดนี้กลับมาได้ ปีปีหนึ่งต้องมีโต้รุ่งกันซะหน่อย

 

คนโสดในหมู่บ้านไม่ใช่ว่าไม่เคยคิดจะทำเรื่องไม่ดีไม่งาม แค่ว่าบรรยากาศทางสังคมในปัจจุบันนับว่าเข้มงวดมากที่สุด แล้วใครจะกล้าทำอะไร?

 

นอกจากนี้ผู้หญิงคนนั้นเป็นใคร? เธอคือผู้หญิงของโจวชิงป๋าย และยังเป็นลูกสะใภ้ของบ้านโจว

 

อย่ามองว่าบ้านโจวไม่พอใจมากที่ถูกเธอก่อกวนจนได้แยกบ้านกัน แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้น ตระกูลโจวนับ 10-20 ชีวิตก็พร้อมที่จะเข้ามาห้ำหั่นคนนอกที่คิดมาทำร้ายสะใภ้อย่างแน่นอน

 

ที่คนในยุคนี้อยากได้ลูกชายจำนวนมากก็เพราะเหตุนี้

 

พูดไม่น่าฟังหน่อยก็คือ หากในบ้านไม่มีลูกชาย เวลาทะเลาะกับคนอื่นก็จะไม่มีใครหนุน

 

แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือ เนื่องจากเจ้าของร่างเดิมใฝ่ฝันอยากจะเป็นคุณนายข้าราชการ ดังนั้นจึงไม่มีทางแลเหล่าชายโสดที่เป็นไม้หลักปักขี้เหลนแบบนั้น

 

อย่าว่าแต่เหล่าชายโสดพวกนั้นเลย กระทั่งพวกวัยรุ่นที่มีการศึกษาที่อยู่ในชนบท เธอก็ไม่เคยเหลียวแล

 

แต่หลังจากความฝันแตกสลาย ร่างเดิมถึงได้ยอมลดมาตรฐานลงมา

 

แม่โจวพึมพำไปตลอดทาง จนกระทั่งเข้ามาในบ้าน เมื่อเห็นว่าบนโต๊ะมีโจ๊กหมูใส่ไข่วางอยู่ เธอก็ถึงกับชะงักขึ้นมา “ไปเอาเนื้อหมูมาจากไหน?”

 

“ซื้อมาจากตลาด” หลินชิงเหอที่อุ้มโจวซานหวาอยู่ก็ตอบกลับมา

 

ตลาดที่ว่าคงเป็นตลาดมืด แต่เนื่องจากมีเด็กอยู่ตรงนี้จึงไม่สะดวกที่จะถาม

 

ตัวเมืองในอำเภอก็มีตลาดมืด มันเป็นสถานที่สำหรับซื้อขายส่วนตัว และเจ้าของร่างเดิมก็เคยไปมาแล้ว แต่ว่าเธอไม่ได้ไปซื้อเนื้อหรืออาหาร แต่เป็นผ้าฝ้าย

 

เธอซื้อผ้าฝ้ายที่หน่วยสหกรณ์ครึ่งกิโล ส่วนอีกครึ่งกิโลก็ไปหาซื้อที่ตลาดมืด

 

แม่โจวได้ยินแล้วเข้าใจ เธอรู้อยู่แล้วว่าสะใภ้สี่นั้นเป็นคนที่กล้าหาญ และมักจะกล้าทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน

 

“แม่ คุณไม่ต้องมาบ่นฉันหรอก ลูกฉันกำลังโตนะ เด็กวัยนี้จะไม่ให้กินเนื้อได้ยังไง?” หลินชิงเหอพูด

 

แม่โจวรู้สึกแปลกใจขึ้นมา เมื่อก่อนเธอไม่เคยเห็นสะใภ้คนนี้เป็นห่วงเป็นใยพวกเด็กๆ เลย ถ้าหากมีกลอุบายอะไรซ่อนอยู่ล่ะก็ ไม่ต้องแสดงมันออกมาเชียว

 

หลินชิงเหอกล่าวต่อไปว่า “โจ๊กหมูวันนี้ฉันทำเยอะไปหน่อย ได้ยินมาว่าช่วงนี้เป็นช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสินะ คงจะเหนื่อยกันน่าดู แม่ คุณก็กินมันเติมพลังหน่อยเถอะ”

 

หากเปลี่ยนเป็นลูกสะใภ้คนโตทั้งสาม แม่โจวจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไร แต่เมื่อได้ยินประโยคนี้ออกมาจากปากของสะใภ้สี่ เธอก็อดที่จะหวาดระแวงไม่ได้

 

“พูดมาเถอะ เธอเรียกฉันมาที่นี่มีเรื่องอะไร?” แม่โจวไม่อยากพูดอ้อมๆ กับสะใภ้สี่อีกต่อไป ดังนั้นจึงถามออกมาตรงๆ

 

“ตอนที่ฉันไปซื้อผ้าที่ตลาดมืดกลับมา ฉันก็คิดไว้แล้วว่าอยากจะทำชุดใหม่ให้ลูกๆ แต่ฝีมือของฉันไม่ค่อยดีนัก ฉันไม่สามารถตัดเย็บชุดด้วยตัวเองได้ แม่ แม่นำมันกลับไปให้พี่สะใภ้สามทำได้หรือไม่ ถ้าหากมีผ้าเหลือข้าก็ยินดีที่จะยกผ้าที่เหลือให้กับนางฟรีๆ” หลินชิงเหอะพูด

 

น้ำเสียงที่พูดออกมานั้นดูเย้ายวนมาก แต่หลินชิงเหอก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะว่านี่คือเสียงของเจ้าของเดิมอยู่แล้ว

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top