ขนาดตัวอักษร

YC บทที่ 13 ใครกล้าว่าร้ายน้องสาวข้า! 1

 74 Views

YC บทที่ 13 ใครกล้าว่าร้ายน้องสาวข้า! 1

 

ภายนอกคฤหาสน์ตระกูลเย่

 

เย่หยูประคองมือชายชราและชายวัยกลางคนทั้งสองต่อหน้าเขา “ชาเต๋อเหลียนเจียง ท่านผู้นำตระกูลหลี ท่านผู้นำตระกูลจาง ข้าต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เวลานี้ท่านผู้อาวุโสกำลังพักผ่อนอยู่ จึงมิอาจมาพบแขกได้ อย่างไรรบกวนท่านทั้งสามช่วยรอสักหน่อยเถิด สักหนึ่งถึงสองชั่วยามจากนี้ท่านผู้อาวุโสคงจะตื่นแล้ว”

 

ผู้นำตระกูลหลีหรี่ตาลง “ให้พวกข้าคอยมากกว่าหนึ่งชั่วยามน่ะหรือ?”

 

เย่หยูพยักหน้าเล็กน้อยและยิ้มอ่อน “ใช่แล้ว หรือหากท่านทั้งสามไม่ต้องการอยู่คอย พวกท่านก็สามารถกลับไปได้ทุกเมื่อ!”

 

เมื่อกล่าวจบ เย่หยูก็หมุนตัวและเดินจากไป

 

ในปัจจุบัน ตระกูลเย่ไม่จำเป็นต้องทำตามความต้องการของผู้อื่นอีกต่อไป แม้ว่าโดยภาพรวมนั้น ความแข็งแกร่งของตระกูลเย่อาจไม่สู้เท่าอีกสามตระกูลรวมกัน แต่สมาชิกตระกูลเย่ก็มีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า อีกไม่นานพวกเขาจะต้องสูงส่งจนคนในตระกูลอื่นได้แต่แหงนหน้ามอง

 

เมื่อแผ่นหลังของเย่หยูลับสายตาไปแล้ว สีหน้าของหลีหยูและคนอื่น ๆ ก็ดูโกรธขึ้นมาทันที

 

หลีหยูพูดอย่างไม่เกรงใจ “ดูท่าผู้เฒ่าตระกูลเย่จะคิดว่าตัวเองลอยอยู่ในอากาศแล้วกระมัง!”

 

ชาเต๋อเหลียนแห่งเมืองชิงกล่าวอย่างแห้งแล้ง “นั่นก็เพราะว่าตอนนี้พวกเขามีเย่หลาง ดังนั้นแล้วเขาจะสามารถปฏิบัติต่อเราอย่างไรก็ได้”

 

คนที่ยืนอยู่อีกด้านหนึ่งคือผู้นำของตระกูลจาง จางเลี่ยพูดไปพลางยิ้ม “มีคำกล่าวไว้ว่า ‘เมื่อมนุษย์คนใดบรรลุเต๋า แม้แต่สัตว์เลี้ยงของเขาก็จะได้ขึ้นสวรรค์’ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่ทำช่างยโสโอหังนัก หากคิดให้รอบคอบ นี่ไม่ใช่สิ่งดีสำหรับตระกูลเย่”

 

เมื่อกล่าวดังนั้น เขาก็มองไปที่หลีหยูและเจียงเหนียน “หากเจ้าทั้งคู่ยังลังเลว่าควรร่วมมือกันหรือไม่ ตอนนี้พวกเราก็ดูเหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น!”

 

เจียงเหนียนมองหลีหยู ไม่ช้าทั้งสามคนก็พยักหน้า เห็นได้ชัดว่าทัศนคติของตระกูลเย่ทำให้พวกเขาต้องร่วมมือกัน

 

หลังผ่านไปได้หนึ่งชั่วยาม ทั้งสามคนก็ก้าวเข้าสู่โถงห้องประชุมแห่งคฤหาสน์ตระกูลเย่

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ออกมาพบ เขาประสานมือไว้ข้างหน้า “ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้ข้ารู้สึกอ่อนเพลียนักจึงได้นอนหลับนานเกินไป ขอท่านทั้งสามโปรดอภัยให้ด้วย!”

 

เจียงเหนียนกล่าวพลางคลี่ยิ้ม “โอ นั่นไม่เป็นไรเลย ช่วงนี้ท่านคงยุ่งมาก พวกเราเข้าใจ พวกเราเข้าใจ!”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่หัวเราะ “เข้ามาก่อนเถิด ท่านทั้งหลายเชิญนั่ง”

 

เจียงเหนียนและคนอื่น ๆ นั่งลง ผู้เฒ่าตระกูลเย่มองไปที่ทั้งสามคนและยิ้ม “ท่านทั้งสามมาที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ในวันนี้ มีสิ่งใดที่ข้าควรรู้หรือไม่?”

 

หลี่หยูยิ้มตอบและกล่าวว่า “เราทั้งสามมาที่นี่เพื่อแสดงความยินดีที่ผู้ถูกเลือกของตระกูลเย่ได้เลื่อนขั้นสำเร็จแล้ว เป็นที่น่ายินดีของเมืองชิงจริง ๆ! น่ายินดีนัก!”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่หัวเราะ “เย่หลางได้ตื่นขึ้นและดึงดูดนิมิตแห่งสวรรค์และโลก ทวยเทพทรงอวยพรเราแล้ว”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ก้มลงจิบน้ำชาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “ข้าขอขอบคุณทุกท่านที่มาแสดงความยินดีกับเย่หลาง”

 

ในเวลานี้ หลีเหนียน ผู้นำอีกคนหนึ่งของตระกูลหลี่ลุกขึ้นยืน ประสานมือขึ้นกล่าวว่า “ที่ผ่านมา ระหว่างตระกูลหลีและตระกูลเย่มีเรื่องให้ต้องบาดหมางขุ่นเคืองกันมากมายนัก ขอท่านผู้อาวุโสโปรดอภัยให้ด้วย”

 

คราวนี้เป็นผู้นำตระกูลจาง จางเลี่ยลุกขึ้นยืน ประสานกำปั้นทั้งสองมือเพื่อแสดงความเคารพบ้าง “ท่านผู้อาวุโส หากก่อนหน้านี้พวกเราเคยมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันด้วยเหตุใด ก็ขอให้ท่านโปรดอภัยด้วย”

 

ตระกูลจางและตระกูลหลีอาจกล่าวได้ว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของตระกูลเย่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตระกูลจาง  ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทายาทคนก่อนของตระกูลเย่ต้องเสียชีวิตลง

 

อย่างไรก็ดี ตอนนี้ตระกูลจางและตระกูลหลีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้มหน้ายอมรับเท่านั้น เพราะผู้ถูกเลือกของตระกูลเย่ได้ดึงดูดและนำมาซึ่งนิมิตแห่งสวรรค์และโลก หากพวกเขาต่อต้านเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็จะส่งผลกระทบต่อไปในภายภาคหน้าอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่จิบชาและไม่ได้โต้ตอบคำขอโทษเหล่านั้น

 

ความเงียบทำให้บรรยากาศในห้องดูอึดอัดในทันใด

 

จางเลี่ยมองไปที่เจียงเหนียน ผู้นำของคฤหาสน์ชาเต๋อเหลียนผู้ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล เจียงเหนียนระบายยิ้มอ่อน “ผู้อาวุโส พวกเราทั้งหมดล้วนอาศัยอยู่ในเมืองชิงเล็ก ๆ แห่งนี้ ด้วยพื้นที่ที่ไม่กว้างขวาง ผู้คนพบปะกันเป็นประจำ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้หากจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้นสักเล็กน้อย แต่ตอนนี้ตระกูลเย่ถูกยกระดับขึ้นแล้ว แน่นอนว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่จะทำให้ตระกูลเย่ร่ำรวยมั่งคั่งและมากด้วยพลังอำนาจอย่างแน่นอน ท่านคิดเห็นประการใด?”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยกยิ้มเล็กน้อย “เมื่อพี่เจียงเริ่มหัวข้อสนทนาขึ้นมาเช่นนี้แล้ว จะให้ข้ากล่าวอย่างไรเล่า? จะว่าไปแล้ว ตระกูลของข้าก็ได้รับความยากลำบากมานานหลายปีโข หากว่าท่านต้องการที่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ มิสู้ยกกรรมสิทธิ์ในการขุดเหมืองทองให้แก่ตระกูลเย่เป็นเวลาสักสิบปี เช่นนี้ดีหรือไม่?”

 

เมื่อได้ยินประโยคคำขอนี้ทุกคนในที่นั้นต่างก้มหน้าลง หรือหากว่ากันตามตรงก็คือโกรธจัด

 

“เหมืองทองคำ!”

 

ครอบครัวชนชั้นสูงในเมืองชิงเหล่านี้พึ่งพาสิ่งใดเพื่อความอยู่รอดน่ะหรือ? แน่นอน พวกเขาย่อมต้องอาศัยเหมืองทองคำดังนั้นจึงมีความขัดแย้งระหว่างตระกูลเกิดขึ้นมากมาย และแม้ว่าจะมีเหมืองทองคำกระจัดกระจายไปทั่วอยู่รอบ ๆ เมืองชิง แต่ทุกครั้งที่มันถูกค้นพบ หลายตระกูลถึงกับยอมต่อสู้แย่งชิงมาโดยต่างเดิมพันด้วยชีวิต! ไม่มีผู้ใดคิดยอมแพ้ เป็นเพราะเหมืองทองคำคือแหล่งทรัพยากรอันล้ำค่า หากครอบครัวใดขาดแคลน บนผืนดินมิอาจเพาะปลูก ผู้คนมิอาจได้ฝึกฝน หากการณ์เป็นเช่นนั้นแล้ว ตระกูลใดจะสูญสิ้นไปก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา!

 

มาบัดนี้ ตระกูลเย่กลับร้องขอเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ในการขุดเหมืองเป็นเวลาสิบปีตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นมิเท่ากับว่าตระกูลอื่น ๆ  ในเมืองชิงจะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยเป็นเวลาอีกสิบปีหรอกหรือ!

 

แม้ว่าพวกเขาคงไม่ไปไกลถึงขั้นตระกูลต้องสูญสิ้น แต่ช่วงเวลาที่ยากลำบากในสิบปีข้างหน้า พวกเขาจะผ่านมันไปได้อย่างไรเล่า

 

ไม่ไกลกันนัก เจียงเหนียนแห่งเมืองชิงเหลือบมองไปที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่ เขาไม่ได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงแต่ก้มหน้าดื่มชาเท่านั้น

 

ทว่าภายในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเย็นชา

 

ไม่เพียงแค่จางเหนียน แต่ใบหน้าอีกสองคนก็ดูไม่ได้เช่นกัน

 

แม้ว่าพวกเขาเตรียมใจที่จะถูกหยามไว้แล้วตั้งแต่ก่อนมา แต่พวกเขาก็นึกไม่ถึงว่าตระกูลเย่จะเป็นอันตรายเช่นนี้

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่มองไปรอบๆ และพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม “ท่านทั้งหลายมั่นใจได้ ในเวลาอีกสิบปีให้หลัง บางที เย่หลางคงยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้วกระมังพอถึงเวลานั้น ฮ่าๆ…”

 

เมื่อได้ยินดังนี้ สีหน้าของเจียงเหนียนและคนอื่น ๆ พลันเปลี่ยนไปในทันที!

 

“ยืนอยู่บนจุดสูงสุดอย่างนั้นหรือ!”

 

หากเป็นจริงดังนั้น นั่นหมายถึงเย่หลางคงได้เข้าร่วมกับกองกำลังที่แข็งแกร่งในโลกนี้ไปเสียแล้ว ผู้เฒ่าตระกูลเย่กำลังหมายความว่าพวกเขาจะกลายเป็นภัยคุกคาม! และนี่คือการเตือน!

 

“เมื่อใดที่เย่หลางได้เข้าร่วมกับกองกำลังอันแข็งแกร่ง เขาเพียงต้องใช้ความพยายามสักเล็กน้อยเท่านั้นหากคิดจะทำลายมัน”

 

เมื่อคิดไปถึงตอนนั้นแล้ว เจียงเหนียนและคนอื่นก็ผลัดกันมองหน้าไปมา ในที่สุดเจียงเหนียนก็ลุกขึ้นยืนและประสานมือแน่น “เป็นเพราะตระกูลเย่ได้เคยผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาก่อน ดังนั้นสิบปีต่อจากนี้ จะให้สิทธิ์ในการขุดเหมืองทองรอบ ๆ เมืองชิงจึงควรเป็นของตระกูลเย่”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยิ้มและประสานมือ “ขอบคุณมาก”

 

เจียงเหนียนพยักหน้ารับ “ได้เวลาพวกเราคงต้องไปแล้ว”

 

หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็หมุนตัวและเดินจากไป

 

ในเวลานี้เย่หยูเดินเข้าไปในห้องโถงประชุมและพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านผู้อาวุโส หนนี้เป็นท่านที่ทำให้พวกเขาขุ่นเคืองแล้ว!”

 

“ขุ่นเคืองงั้นหรือ?”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยิ้มเยาะ “ตอนนี้ฐานะของตระกูลเย่ควรเป็นกังวลว่าจะทำให้พวกเขาขุ่นเคืองด้วยหรือ? หากเย่หลางได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วเมื่อไหร่ การจะกำจัดเจ้าพวกนั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก การที่ข้าร้องขอสิทธิ์ในการขุดเหมืองทองเป็นเวลาสิบปีอย่างชอบธรรมนี่สิ นี่จึงจะถือว่าข้าปราณีที่สุดแล้ว”

 

จากนั้นผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็ลุกเดินออกไป

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top