ขนาดตัวอักษร

YC บทที่ 9 กายาซ่อนเร้น1

 48 Views

YC บทที่ 9 กายาซ่อนเร้น1

 

บรรยากาศรอบข้างสงบเงียบจนได้ยินเสียงเข็มหล่น

 

“ท้าสู้!”

 

“เย่ฉวนขอท้าสู้กับผู้เฒ่าตระกูลเย่!”

 

ทุกคนในตระกูลเย่ต่างตกใจจนพูดไม่ออก

 

ในคฤหาสน์ตระกูลเย่นั้น บุคคลที่ทรงอำนาจมากที่สุดก็คือปรมาจารย์ผู้รักสันโดษ ซึ่งตอนนี้ท่านได้แยกตัวปลีกวิเวกไป ต่อมาผู้ที่มีอำนาจรองลงมาก็คือเย่ชิง หนึ่งในบรรดาผู้อาวุโสที่คอยปกปักรักษาตระกูลเย่มาแต่ช้านาน และตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในคฤหาสน์ตระกูลเย่ สุดท้ายนี้ลำดับที่สามก็คือผู้เฒ่าตระกูลเย่

 

มาบัดนี้ เย่ฉวนกล้าหาญชาญชัยถึงขั้นขอท้าสู้กับผู้เฒ่าตระกูลเย่แบบตัวต่อตัว!

 

“ดูท่าเขาจะมั่นใจมากเกินไปกระมัง?”

 

บางคนก็คิดเช่นนั้น ในขณะที่บางส่วนก็คิดว่าเย่ฉวนมีความสามารถในการต่อสู้มากพอที่จะเทียบชั้นกับผู้เฒ่าตระกูลเย่ได้

 

ครั้งหนึ่ง คฤหาสน์ตระกูลเย่เคยสนับสนุนการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ให้กับเย่ฉวน นั่นทำให้เขาแตกต่างจากผู้เฒ่าตระกูลเย่ผู้สุขสบายอยู่ในตำแหน่งสูงและไม่ได้พบกับความยากลำบากเลยเกือบตลอดทั้งปี เย่ฉวนใช้ชีวิตเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างน่าหวาดเสียวเกือบทุกวัน เขามีความแข็งแกร่ง กล้าหาญ และเที่ยงธรรมในขณะที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่ไม่มีสิ่งเหล่านี้

 

ในสายตาของคนตระกูลเย่ แม้ว่าเย่ฉวนจะสำเร็จอยู่ในขั้นที่ห้าขั้นเสาะแสวงหา แต่หากเขาต่อสู้ด้วยแบบยอมแลกชีวิตแล้วละก็ คงมีโอกาสอยู่บ้างที่จะได้ชัย!

 

ตรงหน้าเย่ฉวน ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยังคงมองแบบไม่เชื่อสายตาว่าเย่ฉวนจะกล้าท้าทายเขาจริง ๆ!

 

“ท่านตกลงหรือไม่เล่า?”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่กำลังครุ่นคิด ถ้าหากเขาไม่ตกลงและเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไป เขาจะต้องเสียหน้าเป็นอย่างมาก! ไม่เพียงเท่านั้น แต่ศักดิ์ศรีในฐานะคนตระกูลเย่ก็คงลดลงไปจนแทบไม่มีเหลือ ไม่แน่ว่าในอนาคตอาจไม่เหลือผู้ติดตามที่เชื่อฟังคำสั่งอีกแล้วก็เป็นได้

 

“ตกลงอย่างนั้นสินะ?”

 

เมื่อคิดถึงความสามารถในการต่อสู้ของเย่ฉวน เขาลังเลเล็กน้อย แม้ว่าระดับลมปราณของชายชราจะอยู่ในลำดับที่สูงกว่าเย่ฉวน แต่เขาเองก็ห่างหายจากการออกทัพปราบศัตรูมาแล้วนานนับปี ในบางโอกาส เขาเพียงแต่ใช้วิธีประนีประนอมกับคนในตระกูลเย่ด้วยกันเท่านั้น เพื่อหยุดไม่ให้เรื่องบาดหมางต้องลุกลามบานปลาย แต่เย่ฉวนนั้นไม่เหมือนกัน การต่อสู้ของเขาข้างนอกในแต่ละครั้งหมายถึงความเป็นและความตาย

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่เข้าใจความหมายในทันที!

 

ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้เขาสามารถเอาชนะเย่ฉวนได้ คนอื่น ๆ ก็ยังสามารถเอาไปนินทาเขาได้ว่าทำตัวเป็นผู้ใหญ่รังแกเด็ก แต่หากเขาเป็นฝ่ายแพ้ เขาก็จะต้องเสียหน้าอย่างมาก ถึงตอนนั้นแล้ว แม้แต่ตำแหน่งผู้อาวุโสก็ไม่มีใครกล้ารับประกันได้!

 

ใบหน้าของผู้เฒ่าตระกูลเย่พลันเปลี่ยนเป็นสีดำคล้ำ!

 

เดิมที มันควรเป็นแค่การเคลื่อนไหวที่สิ้นหวังของเย่ฉวน แต่ ณ ขณะนี้ เย่ฉวนกลับบีบบังคับให้เขาต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังนั้นแทน!

 

เมื่อมาถึงจุดนี้ ก็มีเสียงจากข้างนอกดังขึ้น “ไม่ใช่ว่าในหนึ่งเดือนข้างหน้านั้น เจ้ากับข้า เรามีนัดด้วยกันหรอกหรือ?”

 

ทุกคนมองไปทางต้นเสียง ใกล้เข้ามานั้น เย่หลางกำลังเดินตรงมาอย่างเชื่องช้า!

 

เย่หลาง ก็คือผู้สืบทอดทายาทสายตรงแห่งตระกูลเย่คนปัจจุบัน!

 

ในขณะที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่กำลังจะกล่าวอะไรบ้างอย่าง ฉับพลันสองตาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เย่หลาง นี่เจ้าสำเร็จวิชาขั้นที่หกผสานลมปราณแล้วหรอกหรือ?”

 

“ขั้นที่หกผสานลมปราณ!”

 

ทุกคนในที่นั้นล้วนตกใจไม่ต่างกัน

 

เย่หลางพยักหน้าเล็กน้อย “มันยังไม่สมบูรณ์เท่าใดนัก ข้าต้องใช้เวลาสิบกว่าวันถึงจะสำเร็จขั้นนี้ได้ นี่ถือว่ายังช้าเกินไป”

 

เมื่อทุกคนได้ยินเย่หลางกล่าวเช่นนั้น ต่างก็ระงับความตกใจไว้ไม่ไหว

 

“นี่น่ะหรือช้าเกินไป?”

 

เป็นที่รู้กันดีว่าก่อนที่เย่หลางจะตื่นขึ้น เขาเพิ่งจะสำเร็จวิชาอยู่ในขั้นที่สี่ ผสานหยินหยางเพียงเท่านั้น แต่ภายในระยะเวลากว่าสิบวัน เย่หลางกลับสามารถบรรลุได้ถึงขั้นที่หกคือผสานลมปราณ! หากพูดถึงความเร็วของทักษะในการเรียนรู้ นั่นก็เรียกได้ว่าเร็วที่สุดเกินกว่าที่ในประวัติศาสตร์ของตระกูลเย่จะมีบันทึกไว้!

 

สิ้นคำพูดของเย่หลาง ผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็ระเบิดหัวเราะ “เช่นนั้นพระเจ้าก็ทรงอวยพรตระกูลเย่แล้ว…”

 

ในคฤหาสน์เย่หลางทุกคนกำลังปลาบปลื้มใจกับผลสัมฤทธิ์ที่ได้นี้ เพียงเท่านี้ก็ถือว่าตระกูลเย่ก้าวนำตระกูลอื่น ๆ อย่างไรเทียมทานแล้ว!

 

เย่หลางลากสายตาไปที่เย่ฉวนก่อนจะพูดขึ้น “เจ้ามีคุณสมบัติอะไรจะมาท้าทายท่านผู้เฒ่าตระกูลเย่งั้นหรือ? อย่างน้อย ๆ ก็เอาชนะข้าให้ได้ก่อนเสียสิ แล้วเจ้าจึงค่อยมาท้าสู้กับผู้เฒ่าผู้ยิ่งใหญ่ได้ นัดหมายท้าประลองเป็นตายของเราก็ยังเหลือเวลาตั้งยี่สิบกว่าวันจริงหรือไม่?”

 

เย่ฉวนมองเย่หลาง ค่อย ๆ คลี่ยิ้มก่อนตอบ “จริงของเจ้า ข้าเกือบลืมไปเสียสนิท”

 

ดังนั้นเย่ฉวนจึงค่อยหันกลับมามองทางผู้เฒ่าตระกูลเย่ “ท่านผู้เฒ่า ข้าเผลอตัวทำให้ท่านขุ่นเคืองไปเสียแล้ว ฮืมมม หลังจากเอาชนะหลานชายของท่านได้ ข้าค่อยมาคิดบัญชีกับท่านเป็นรายถัดไป แต่ตอนนี้ข้าต้องไปแล้ว!”

 

หลังจากนั้นเขาหันกลับมาทางเย่หลิง

 

“ช้าก่อน!”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยังรู้สึกโกรธเคือง “เจ้าได้ลงมือสังหารหนึ่งในเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลลงไป…”

 

เย่ฉวนหันขวับพูดสวนไปในทันที “จู่ ๆ จะมากล่าวหาข้าได้อย่างไรกันท่านผู้เฒ่า? หลานชายของท่านมีนัดท้าประลองชี้เป็นชี้ตายกับข้าอยู่ ไม่รู้ว่าพวกท่านนึกกลัวข้าขึ้นมาจนตัวสั่นหรืออย่างไรจึงได้ส่งตาเฒ่าเย่กูเข้ามาสร้างความวุ่นวายเช่นนี้ หรือทั้งหมดนี่เป็นเหตุผลบังหน้าที่ต้องการจะฆ่าข้ากันแน่? หากเป็นเช่นนั้นท่านก็ไม่ต้องกังวลไป ต่อให้พวกท่านสองคนรุมเข้ามาพร้อมกัน อย่างไรเสียชัยชนะก็ตกเป็นของข้าคนนี้อยู่ดี!”

 

“เจ้า!” ใบหน้าของผู้เฒ่าตระกูลเย่กลายเป็นสีเขียวคล้ำ

 

เย่หลางมองที่เย่ฉวนอย่างเยือกเย็น “เจ้าไปได้แล้ว อีกยี่สิบวันให้หลัง ข้าจะตั้งตารอเจ้าอยู่ที่ลานประลองตัดสิน”

 

เย่ฉวนยักไหล่ “ขณะที่ท่านมัวแต่สับสนอยู่กับอายุ ดูเหมือนว่าหลานชายจะยังมีเหตุผลมากกว่าท่านเสียอีกนะ ท่านผู้เฒ่า!”

 

เมื่อทิ้งท้ายเสร็จ เย่ฉวนก็เดินจากไปพร้อมกับเย่หลิง

 

ใบหน้าของผู้เฒ่าตระกูลเย่เปลี่ยนเป็นสีม่วงด้วยความโกรธจัด เขาฉุกคิดแผนการบางอย่างขึ้นได้ในทันที เขามองไปที่หลี่มู่และคนอื่น ๆ “ดูเอาเถอะ ข้าชุบเลี้ยงพวกเจ้ามาเป็นอย่างดี แต่พวกเจ้ามันช่างอกตัญญูนัก ทนดูผู้เฒ่ากูถูกเจ้าคนชั่วทุบตีทำร้ายได้โดยไม่มีแม้แต่จะยื่นมือเข้าช่วยเหลือ ใครก็ได้มาที่นีเดี๋ยวนี้เลย ลากพวกมันออกไปให้หมดแล้วโบยไม่ยั้งจนกว่าจะตาย!”

 

เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่มู่และพรรคพวกก็หน้าซีด

 

ขณะนั้นเย่ฉวนซึ่งยังไปได้ไม่ไกลนัก เขาชะงักฝีเท้าลงทันทีและหันกลับมามองที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่ “ท่านผู้เฒ่า ขอให้ข้าได้เตือนท่านไว้สักอย่าง หลี่มู่และพวกพ้องนั้นเป็นผู้คุ้มกันของประมุขตระกูล แม้ว่าท่านจะเป็นถึงผู้อาวุโสแห่งตระกูลเย่ แต่ท่านผู้นำก็ยังมิได้สิ้นชีพ ท่านคงรู้ดีว่าหากลงมือกับคนเหล่านี้แล้วจะต้องเจอกับอะไร…”

 

เมื่อพูดมาถึงตรงนี้เย่ฉวนก็แสร้งทำเป็นตกใจใหญ่ “อ้อ หรือว่าเป็นไปได้ไหมที่ท่านผู้เฒ่าตระกูลเย่จะมีข้อตกลงกับท่านผู้น้ำตระกูลอยู่แล้ว… นี่ท่าน…”

 

“เจ้ากล้าดียังไง!”

 

ผู้เฒ่าตระกูเย่คำราม “เย่ฉวน หากเจ้ายังกล้าเปิดปากพูดอีกแม้แต่คำเดียว ต่อให้ต้องตายวันนี้ข้าก็จะฆ่าเจ้าซะ!”

 

เย่ฉวนคลี่ยิ้มก่อนจะพูด “ใจเย็นลงก่อนเถิดท่านผู้เฒ่า ข้าเพียงแต่บังอาจเตือนท่านก็เท่านั้น ขอท่านอย่าได้โมโหไปมันจะไม่ดีต่อร่างกาย ข้าล่ะรู้สึกดีใจ อ้อ  หมายถึงเสียใจด้วยจริง ๆ”

 

หลังจากนั้น เขาและเย่หลิงก็ได้เดินจากไป

 

หลี่มู่และพรรคพวกต่างมองตามหลังเย่ฉวนด้วยความขอบคุณอย่างซึ้งใจ หากไม่ใช่เพราะคำพูดเหล่านั้นของเย่ฉวนแล้ว ชีวิตของพวกเขาเกรงว่าคงจะต้องจบสิ้นลงวันนี้

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ยังคงโกรธจนตัวสั่นเสียจนทพำให้รอบ ๆ ตัวไม่มีใครกล้าหลุดปากออกมาแม้แต่คำเดียว

 

เมื่อนึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง ผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็หันมามองเย่หลาง “ที่จริงเจ้าจะปลิดชีพมันเสียตั้งแต่วันนี้ก็ย่อมได้? เหตุใดจึงรอเวลาอีกถึงยี่สิบวัน?”

 

เย่หลางมองผู้เฒ่าตระกูลเย่อย่างเย็นชา “เพราะข้าต้องการที่จะสำเร็จขั้นหลอมรวมลมปราณก่อนน่ะสิ!”

 

เมื่อได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็ตะลึงงันไป ต่อมาจึงได้รีบถามขึ้นอย่างกระตือรือร้น “นี่เจ้าพูดจริงรึ?”

 

เย่หลางพยักหน้าเล็กน้อย “ความสำเร็จกำลังใกล้เข้ามา มิเช่นนั้นแล้วข้าจะชิงฆ่ามันเสียตั้งแต่วันนี้เลย นี่ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะต่อสู้ เพื่อให้แน่ใจ ข้าจะไม่ให้สิ่งใดมากระทบกับการทะลวงเลื่อนขั้นเป็นอันขาด นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top