ขนาดตัวอักษร

YC บทที่ 6 หากชายใดไร้ซึ่งศักดิ์ศรี มันผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัข! 2

 57 Views

YC บทที่ 6 หากชายใดไร้ซึ่งศักดิ์ศรี มันผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัข! 2

 

อีกสองวันผ่านไป

 

บัดนี้ เย่ฉวนสามารถตอบโต้ได้ทีละน้อยแล้ว เมื่อเริ่มต่อสู้ เขากลับพบว่าความสามารถในการป้องกันของเงาลวงตรงหน้าเขานั้น ไม่เพียงแต่อยู่ในระดับดี แต่ดีเสียยิ่งกว่าความสามารถในการป้องกันของเขาก่อนหน้านี้มากนัก

 

สำหรับเย่ฉวนแล้ว การป้องกันนี้เป็นเพียงการฟาดฟันลงไปบนอากาศ ไม่ว่าเขาจะโจมตีเช่นไรก็ไม่มีความหมายเลยแม้แต่น้อย ฝ่ายตรงข้ามสามารถแก้ทางได้อย่างสมบูรณ์แบบ แน่นอน นี่เป็นการดีสำหรับเขาเพราะเท่ากับว่าเงาลวงนี้กำลังสั่งสอนว่าการป้องกันที่ดีควรทำอย่างไร

 

ข้างในหอคอยเวลาค่อย ๆ ผ่านไปอย่างเชื่องช้า ไม่ว่าจะเป็นการกินหรือการนอนหลับพักผ่อน เย่ฉวนลืมจนหมดสิ้น ในเวลานี้เขาสนใจแต่เพียงฝึกฝนวิชากระบี่กับเงาลวงตาเท่านั้น ในระหว่างนี้ ความแข็งแกร่งและความรวดเร็ว รวมถึงความสามารถในการตอบโต้ของเขานั้นดีขึ้นกว่าเดิมมาก

 

การค้นพบในข้อนี้ทำให้เย่ฉวนรู้สึกสุขใจยิ่งนัก และยิ่งมานะฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ภายนอกหอคอย ฝั่งตระกูลเย่

 

เย่กูเดินกระหยิ่มยิ้มย่องอย่างได้ใจเข้าไปในห้องของผู้เฒ่าตระกูลเย่ “ท่านผู้เฒ่า จากการสืบเสาะเหตุการณ์ที่หนานชานคราวนี้ทำให้ข้ารู้อะไรดี ๆ มา ถึงแม้นักฆ่าที่ข้าส่งไปจะลงมือกำจัดเจ้าเย่ฉวนนั่นไม่สำเร็จ แต่ผู้รอดชีวิตตระกูลหลีเห็นเต็มสองตาเลยว่าจุดตันเถียนของมันได้ถูกทำลายไปแล้วแน่ ๆ หึ!”

 

เมื่อได้ยินดังนั้นผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็ลืมตาขึ้นในทันที “เจ้าแน่ใจ?”

 

เย่กูพยักหน้า “จริงแท้แน่นอนขอรับ ข้าไปถามมาจากของผู้รอดชีวิตตระกูลหลีนั่นมาด้วยตัวเอง พวกมันบอกว่าจุดตันเถียนของเย่ฉวนถูกทำลายแล้วจริง ๆ”

 

“คงเป็นพระเจ้าที่ต้องการทำลายมัน เจ้าเย่ฉวน ฮ่าฮ่า…” ผู้เฒ่าตระกูลเย่หัวเราะเยาะหยันไม่หยุดอยู่ภายในห้อง

 

“จุดตันเถียนแตก!”

 

“ถ้าเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีจุดตันเถียนแล้วละก็ คงไม่มีอะไรนอกจากคอไว้ให้บั่น ก็เพราะว่ามีจุดตันเถียนอยู่นั่นแหละพวกเราถึงได้มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าผู้ฝึกยุทธ์ได้ยังไงล่ะ”

 

“จุดตันเถียนของเย่ฉวนได้รับความเสียหาย เรียกได้ว่าป่านนี้มันคงกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะมีทักษะความสามารถการต่อสู้เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่อาจใช้ลมปราณได้แล้ว ไม่มีทางที่คนอย่างมันจะกลับมาแข็งแกร่งได้ดั่งเดิมเลย”

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ผู้เฒ่าตระกูลเย่ก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่รั้งรอ “เย่กู ข้าวานเจ้าไปเรียกทุกคนในตระกูลเรามารวมตัวกันทีสิ ถึงเวลาต้องกำจัดตัวปัญหาในอนาคตได้แล้ว!”

 

ผู้เฒ่านามเย่กูสั่นศีรษะ “ไม่!”

 

เย่กูมองไปที่มองไปที่ผู้เฒ่าตระกูลเย่ก่อนจะกล่าวว่า “ช้าก่อน ท่านผู้อาวุโส เย่ฉวนนับว่าทำความดีความชอบให้กับตระกูลเย่เอาไว้ไม่ใช่น้อย หากเราชิงสังหารมันเสียตั้งแต่ตอนนี้ มีแต่จะทำให้คนอื่น ๆ ลุกฮือขึ้นมาเสียเปล่า ๆ แล้วยังพาลจะถูกคนในตระกูลเย่ด้วยกันติฉินนินทาเอาได้ว่าเราไม่แยแสต่อผู้ที่มีสายเลือดเดียวกัน ซ้ำร้ายเย่หลางก็เพิ่งได้รับตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลคนใหม่ไป ความเป็นและความตายล้วนขึ้นอยู่กับเขา หากเจ้าลงมือกำจัดเย่ฉวน คนนอกจะคิดอย่างไร? พวกนั้นจะต้องคิดว่าเป็นฝีมือของพวกเราอย่างแน่นอน หากเรื่องนี้ถูกแพร่งพรายออกไปมิแย่เอาหรือ ข้าเกรงว่าตระกูลหลี่จะอาศัยจังหวะนี้ก่อความยุ่งยากเอาน่ะสิ!”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่ย่นคิ้วเล็กน้อย “ตามความเห็นของเจ้าแล้ว พวกเราควรทำอย่างไร?”

 

เย่กูคลี่ยิ้มเย็น “ไม่ใช่ว่าเย่หลางท้าประลองเดิมพันเอาชีวิตกับมันแล้วหรือ? ถ้าเย่หลางสังหารมันในเวลานั้น คงจะเป็นช่วงที่เหมาะสมเลยทีเดียวและจะไม่มีผู้คนครหาได้ นอกจากนี้เย่หลางยังมีโอกาสได้แสดงความเก่งกาจออกมาให้เป็นที่ประจักษ์ แล้วผู้คนในเมืองชิงก็จะยอมรับความต่างชั้นนี้ได้ ไม่เพียงเท่านั้น แต่เมื่อทั้งสองมาถึงที่ลานประลองเดิมพันเอาชีวิตอยู่ต่อหน้าผู้คนแล้ว แม้ว่าผู้อาวุโสซึ่งเพิ่งออกจากด่านกักตัวบำเพ็ญตนต่อให้สังเกตได้ถึงความผิดปกติ ก็ใช่ว่าจะสามารถพูดอะไรได้จริงหรือไม่?”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า “จริงตามเจ้าว่า อย่างไรซะ จุดตันเถียนของเย่ฉวนก็ถูกทำลายไปแล้ว นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่ใหญ่โตอะไร”

 

เมื่อกล่าวดังนั้น แววทั้งคู่ก็เปล่งประกายเย็นเยียบ “อย่างไรซะ ช่วงระหว่างนี้ก็อย่าปล่อยให้มันได้อยู่สุขสบายมากนัก ถ่ายทอดคำสั่งข้าออกไป นับต่อแต่นี้ให้หยุดส่งเงินส่งอาหารให้เย่ฉวนและน้องสาว ยกเลิกและริบอำนาจสิทธิพิเศษในฐานะผู้สืบทอดตระกูลเย่คนก่อนคืนกลับมาให้หมด เย่ฉวนจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการฝึกศิลปะการต่อสู้หรือออกจากคฤหาสน์ตระกูลเย่แม้แต่ก้าวเดียว นอกจากนี้ ยาและสมุนไพรของเย่หลิงก็ให้งดจนหมดสิ้น ฮืม… หลายปีมานี้ไม่รู้ว่าเราต้องหมดเงินรักษาไปกับอาการไอเย็นของนางตั้งเท่าไหร่ หากไม่ใช่เพราะที่จริงแล้วนางยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง ข้าคนนี้เป็นได้ขับไล่นางออกจากตระกูลเย่ไปเสียนานแล้ว!”

 

เย่กูอมยิ้ม “ตอนนี้จุดตันเถียนของเย่ฉวนได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่อาจฟื้นคืน หากแม้จะพูดว่ามันกลายเป็นคนไร้ประประโยชน์ ก็ถือว่าไม่ได้กล่าวเกินไปนัก”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่พยักหน้าเห็นพ้องด้วย “เย่หลางเพิ่งจะพลังตื่นขึ้นมา ถ้าเขาต้องการอะไร คนตระกูลเย่ก็ไปสรรหามาให้ซะ เราควรทำทุกอย่างเพื่อให้เย่หลางรู้สึกพึงพอใจ นอกจากนี้แล้ว เขาสามารถเข้าไปในโรงฝึกเพื่อดูหรือฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ได้ตลอดเวลา ข้าอนุญาต”

 

เย่กูพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้ว และก็จริงของเจ้า เย่หลิงไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว หรือเราควรให้นางแต่งงานกับบ่าวรับใช้ในตระกูลดี?”

 

ผู้เฒ่าตระกูลเย่หลับตาลงอย่างเฉื่อยชา “อันนั้นก็แล้วแต่เจ้าเลย!”

 

 

ข้างในหอคอยแห่งเรือนจำ

 

เย่ฉวนนอนราบอยู่กับพื้นและอ้าปากค้างอย่างดุเดือด ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล โชคไม่ดีนัก หลังจากที่เขาทะลวงขึ้นขั้นที่หกผสานลมปราณได้ที่จริงแล้วบาดแผลเหล่านี้ควรสมานและหายไปได้เอง ทว่าอย่างไรแล้วความเจ็บปวดก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แม้ว่าเขาจะรู้สึกเจ็บปวดบ้าง แต่นี่ก็ถือว่ามากเกินไปในช่วงสองถึงสามวันที่ผ่านมาอยู่ดี

 

ความสามารถในการต่อสู้ของเย่ฉวนแต่เดิมนั้นไม่ได้แย่ เขาถือเป็นหนึ่งในผู้ฝึกยุทธหัวกะทิรุ่นเยาว์ของเมืองชิง หลังจากผ่านการฝึกฝนมาได้สองสามวัน ความสามารถของเขาก็นับกว่ากล้าแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก!

 

“รู้สึกอย่างไรบ้าง?” เสียงหญิงลึกลับดังขึ้น

 

เย่ฉวนยิ้มกว้าง “ข้ารู้สึกดีทีเดียว”

 

หญิงลึกลับกล่าวว่า “นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เส้นทางของเจ้าในอนาคตย่อมต้องลำบากยิ่งกว่านี้ ข้าไม่จำเป็นต้องสาธยายว่าการเสาะแสวงหาเต๋าแห่งกระบี่นั้นยากยิ่งเช่นเดียวกับการดำดิ่งลงเหวอันมืดมิดเพียงไร ตัวเจ้าเองไม่เหลือจุดตันเถียนอีกแล้ว ดังนั้นหนทางของเจ้าจะยากยิ่งกว่าผู้อื่นเป็นร้อยเท่าพันทวี เจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้มากขึ้นในวันต่อ ๆ ไป”

 

ดวงตาของเย่ฉวนค่อย ๆ ปิดลง “อันความเจ็บปวดทุกข์ทรมานนั้นข้าไม่เคยเกรงกลัว”

 

เย่ฉวนและน้องสาวเติบโตขึ้นมาในตระกูลเย่ มีความยากลำบากอะไรที่ยังไม่เคยเจออีกบ้าง? เขาไม่มีหัวนอนปลายเท้า ไม่รู้ต้นกำเนิดของตัวเองแต่กระนั้นก็ยังเคยสามารถไต่เต้าไปจนถึงตำแหน่งผู้สืบทอดตระกูลเย่ได้ และถึงแม้ตัวเขาจะสิ้นหวังในการต่อสู้ แต่บัดนี้เขาได้ก้าวมาถึงขั้นผสานลมปราณได้แล้ว ดังนั้นถึงน้องสาวจะเจ็บป่วย แต่ก็ยังมีความหวัง ต่อให้ตัวเขาต้องแบกรับความทุกข์ใด ๆ ทั้งหมดบนโลกใบนี้ เขาก็เต็มใจที่จะทำ!

 

หลังจากได้พักช่วงสั้น ๆ เย่ฉวนจึงค่อยกลับออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำนั้น

 

เขาไม่ได้สำเร็จกายทิพย์ ดังนั้นการกินอาหารจึงยังจำเป็นอยู่

 

หลังจากเย่ฉวนเข้าห้องมาได้ไม่นานนักเย่หลิงก็เดินตามเข้ามา นางเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเย่ฉวนและก้มศีรษะลง จากนั้นก็ยื่นขนมปังสีขาวให้สองก้อนพลางกระซิบเสียงเบา “พี่ชายกินสักหน่อยเถิด…”

 

เย่ฉวนพลันขมวดคิ้ว “ทำไม เกิดอะไรขึ้น? ไหนเจ้าเงยหน้าขึ้นซิ”

 

เย่หลิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ฉับพลันสีหน้าของเย่ฉวนก็เปลี่ยนไป มีใครบางคนประทับรอยฝ่ามือสีแดงไว้บนแก้มข้างขวาของน้องสาวเขา!

 

“มันเกิดอะไรขึ้น!” แววตาของเย่ฉวนมีไอเย็นแผ่ออกมา

 

เย่หลิงส่ายหัวน้อย ๆ ของนาง “ไม่ ไม่มีอะไร ข้าได้รอยช้ำนี้มาโดยบังเอิญ!”

 

เย่ฉวนดึงตัวเย่หลิงเข้ามาหา “พี่ชายจะบอกอะไรความจริงเจ้าอย่างนึงนะ ข้ายังไม่ตาย ข้าสามารถช่วยเจ้าได้”

 

น้ำตาของเย่หลิงพลันร่วงริน นางเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม “พี่ชาย ห้องครัวไม่ได้ส่งอาหารมาให้เราวันนี้ ดังนั้นข้าจึงไปที่นั่นด้วยตัวเอง หัวหน้าครัวหวังให้ข้ามาเพียงเท่านี้ แล้วข้าจะกินอาหารเหลือเดนพวกนี้ได้อย่างไร? มันเน่าเสียหมดแล้ว ทั้งยังมีหนอนอยู่ข้างในนั้น ข้ารู้สึกไม่พอใจก็เลยต่อว่าออกไป หัวหน้าครัวหวังบอกว่าพี่ชายไม่ใช่ผู้สืบทอดตระกูลเย่แล้ว ดังนั้นเราจึงไม่มีสิทธิ์ได้กินอาหารดี ๆ อีก แล้วเขายังบอกอีกว่า ถ้าหากข้าอยากได้อาหารนัก ข้าก็ต้องไปนอนกับเขาหนึ่งคืน… พอข้าตวาดเขา เขาก็เลยตีข้า”

 

ใบหน้าของเย่ฉวนนิ่งเกร็งดุจน้ำแข็ง สองมือกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ “หากชายใดไร้ซึ่งศักดิ์ศรี มันผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัข!”

 

เย่ฉวนพลันคว้ามือเย่หลิงไว้อย่างสุดทน เขาพาน้องสาวเดินออกจากห้องและตรงไปที่ห้องครัวตระกูลเย่

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top