ขนาดตัวอักษร

[SC] บทที่ 12 ผมคิดถึงคุณปู่ครับ

 15 Views

ความสัมพันธ์ระหว่างพวกผู้ชายทั้งเรียบง่ายและตรงไปตรงมา พวกเขาสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในสถานการณ์ส่วนใหญ่ตราบใดที่พวกเขาแบ่งปันความคิดและความรู้สึกกับผู้อื่น ในขณะที่ผู้หญิงต่างกัน เพื่อนสนิทอาจแอบทำสิ่งไม่ดีต่อกันและเปลี่ยนชีวิตให้เป็นละครน้ำเน่า

 

ในตอนแรกหยูเค่อเฟิยยังคงโกรธซิงเฉิง ยิ่งเขาดื่มมากไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งดูตึงเครียดน้อยลงเท่านั้น หยูเค่อเฟิยเริ่มที่จะบ่นประมาณว่า เขาไปตามหาซิงเฉิงถึงซีอานแต่ว่าไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย

 

เหลาเอ้อมีชื่อจริงว่าเฉาหยูเฟิง เขาเป็นคนปักกิ่งโดยกำเนิด ชายผู้นี้มีสำเนียงปักกิ่งที่น่าหลงใหล เขามีหัวข้อทั่วไปมากมายให้คุยกับซิงเฉิง อาจจะเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมของพวกเขาแตกต่างกัน ดังนั้นชายคนนี้จึงเป็นคนที่ใจเย็นมาก แต่ถ้าของขึ้น นั่นก็จะเลวร้ายยิ่งกว่าเซียติงซะอีก เฉาหยูเฟิงเป็นคนประเภทคิดว่าใต้ฟ้าข้าเจ๋งสุด คงจะมีแต่ซิงเฉิงเท่านั้นที่พอจะปรามเขาได้

 

อย่างไรก็ตามหลังจากสำเร็จการศึกษาและกลายเป็นข้าราชการ เฉาหยูเฟิงก็เข้าไปในสำนักงานของรัฐและค่อย ๆ ฝึกฝนการควบคุมอารมณ์ของเขา เมื่อพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมของชายผู้นี้แล้ว ไม่แปลกใจที่เซียติงบอกว่าเขาดูเป็นข้าราชการมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ตอนนี้ทุกคนเริ่มที่จะเมากันนิด ๆ แล้ว

 

เฉาหยูเฟิงไม่ได้ถามถึงว่าซิงเฉิงหายไปไหนมากกว่า 2 ปีนี้ และกลับมาเมื่อไหร่ หรือไปทำอะไรมา

 

“เหลาซื่อยังโกรธฉันอยู่อีกเหรอ?” ซิงเฉิงถึงจะดื่มไปมาก แต่ว่าเขาก็ไม่ได้ไม่เมา ตอนนี้ชายหนุ่มเพียงแค่เมาเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากที่ทั้งสี่คนดื่มกันไปสองสามรอบแล้ว ซิงเฉิงก็พลันหันไปมองหยูเค่อเฟิยแล้วถามออกมา

 

เมื่อก่อนหยูเค่อเฟิยกินเหล้าแทบไม่ได้เลย แต่ 4 ปีในมหาวิทยาลัยทำให้เขาพัฒนาไปมาก ตอนนี้เขาต้องเข้าไปดูแลกิจการของครอบครัว ดังนั้นหยูเค่อเฟิยจึงต้องเข้ากิจกรรมทางสังคมมากมาย มันจึงทำให้เขาคอแข็งไม่แพ้ซิงเฉิงเลยทีเดียว ตั้งแต่ที่เขาอยู่ที่การประชุม อันที่จริงแล้วเขาเองก็ดื่มมาก่อนหน้าด้วยซ้ำไป

 

“ลูกพี่ ทุกคนมีธุรกิจของตนเองที่ต้องทำ ฉันไม่รู้ว่านายผ่านอะไรมาบ้างในสองปีนี้ แต่ฉันทำธุรกิจมานานกว่าสองปีแล้วนะ ถ้าเดาจากสายตาของนาย มันคงจะไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน ถ้าไม่เต็มใจฉันก็จะไม่ถาม แต่อย่าลืมนะว่านายยังมีพวกเราอยู่นะ” หยูเค่อเฟิยพูดด้วยความมึนเมาเล็กน้อย น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจริงใจ

 

เซียติงพูดเสริมขึ้นบ้าง “เหลาซื่อพูดถูกแล้ว ลูกพี่ ถ้านายมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ก็อย่าหลงอะไรซะล่ะ ถ้าว่าง ๆ ก็โทรมาหาซะบ้าง จะได้มานัดเจอกันอีกไง จำที่เราได้สัญญากันในวันจบการศึกษาได้ไหม? เราจะไม่ทิ้งกันไปไหน ไม่ว่าทุกข์หรือสุข”

 

“ให้ตายเถอะ พวกแกอยู่ที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีก็พูดง่ายซิ ฉันรู้สึกเหมือนโดนทิ้งเอาไว้ยังไงไม่รู้” เฉาหยูเฟิงพูดอย่างไม่พอใจ

 

หยูเค่อเฟิยหัวเราะออกมาแล้วก็พูด “เหลาเอ้อ งั้นก็ทำงานแล้วย้ายมาที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซีตอนที่เลื่อนขั้นสิ ”

 

ซิงเฉิงยิ้มแล้วก็ว่าต่อ “ถ้าอย่างนั้นก็เชื่อในตัวเองเข้าไว้อย่าทำให้ใครเขาผิดหวัง อย่าลืมในสิ่งที่นายเคยบอกฉัน”

 

“พูดเรื่องอะไรไร้สาระเล่า? อนาคตยังอีกยาวไกลน่า ตอนนี้ขอเมาก่อนแล้วกัน!” เฉาหยูเฟิงหยิบขวดเบียร์ขึ้นมาแล้วก็ดื่มต่อ

 

“งี่เง่า” ซิงเฉิงและคนอื่น ๆ พูดพร้อมกัน “เราเมากันมากแล้วนะ อย่าลืมกินกับแกล้มด้วย”

 

ดังนั้นพวกเขาทั้งสามหยิบแก้วขึ้นมาและส่งเสียงกริ๊งเบา ๆ จากนั้นก็จิบ

 

เฉาหยูเฟิงสบถออกมา “พวกแกนี่มันน่ากลัวชะมัดให้ตายเถอะ!”

 

คนสี่คนและเบียร์อีกสี่สิบขวด ไม่ว่าจะยังไงสั่งมาแล้วพวกเขาก็ต้องกินให้หมด นั่นคือสิ่งที่พวกเขาทำในตอนที่สำเร็จการศึกษา

 

สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า หัวเราะ และด่ากันไปมา

 

หลังจากออกจากมหาวิทยาลัย ทุกคนต่างสร้างหน้ากากเพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานได้ดีในสังคมที่ซับซ้อนนี้ จริง ๆ แล้วมันค่อนข้างง่ายที่จะเป็นคนดีเพียงอย่างเดียว แต่ถ้าผู้ชายคนหนึ่งต้องการที่จะไปไกลกว่านั้น เขาคนนั้นจะต้องร่วมมือกับผู้อื่น แม้ว่าจะต้องทำสิ่งที่ไม่ดีก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม ในเวลานี้พวกเขาทั้งสี่ได้วางทุกอย่างและเปิดเผยใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขา ทั้งสี่คนรู้จักกันเป็นอย่างดี พวกเขาไม่จำเป็นต้องทำเหมือนสิ่งที่พวกเขาทำในโลกภายนอก มิฉะนั้นพวกเขาคงจะมองหน้าไม่ติดอย่างแน่นอน

 

หลังจากเบียร์สี่สิบหมดลงไป พวกเขาทั้งหมดก็อาเจียนออกมา ซึ่งมันก็มีแต่เฉาหยูเฟิง กับหยูเค่อเฟิยที่อาเจียนออกมาครั้งนี้เป็นรอบที่สองแล้ว เมื่อกินกันเสร็จสี่สหายก็พากันเดินออกมาจากร้านด้วยท่าทางที่เมามายจนหมดสภาพ

 

“เหลาซานเซี่ยง ไอ้รถนี่เป็นของนาย นายวางแผนจะไปไหนต่อ?” คนขับรถของเซียติงรออยู่ที่ด้านนอกของภัตตาคาร หลังจากที่พวกเขาขึ้นรถมา เฉาหยูเฟิงที่ดูท่าทางยังปกติดีก็ถามขึ้น

 

“อยากจะทำอะไรกันอีกละ ลูกพี่ เหลาเอ้อ เหลาซื่อ อยากไปที่ไหนก็ว่ามาเลย!” เซียติงที่เมาได้ที่แล้วพูดออกมาตามใจตัวเอง

 

หยูเค่อเฟิยตะโกนออกมาเสียงดัง “ฉันยังดื่มไม่พอเลยเว้ยย ยังไม่พอ ฉันจะให้ลูกพี่เลี้ยงให้สมกับที่เขาหายไป 2 ปีเลย!”

 

“เหลาซานนายอยู่ที่หมู่ 1 ซงเหลียนโอเชี่ยนวิลล์ใช่ไหม งั้นไปซื้อเบียร์กับของกินอีกหน่อยแล้วไปต่อบ้านนายแล้วกัน” เฉาหยูเฟิงเสนอ

 

ในฐานะคนที่มีประสบการณ์สูง เซียติงจึงวางแผนที่จะนำพวกเขาออกมาเพื่อความสนุกสนาน แต่เขาก็ยอมแพ้ในที่สุด ท้ายที่สุดพวกเขาชอบดื่มและพูดคุยมากกว่าสนุกในสถานที่อย่างว่า

 

“ลูกพี่ มีไอเดียอื่นไหม?” เซียติงมองไปทางซิงเฉิงแล้วก็ถาม

 

ซิงเฉิงเห็นด้วย “ลองฟังที่เหลาเอ้อพูดดู!”

 

“งั้นไปที่บ้านของฉันก่อน แล้วค่อยว่ากัน” เซียติงพูด

 

ในตอนที่พวกเขามาถึงบ้านของเซียติงที่หมู่ 1 ซงเหลียนโอเชี่ยนวิลล์ มันก็เป็นตี 1 เข้าไปแล้ว หากแต่กลับไม่มีใครง่วงนอนเลย นอกจากนี้เซียติงเองก็ยังได้ขอให้คนไปซื้อเบียร์และอาหารสำหรับพวกเขาเอาไว้แล้ว

 

ทั้งสี่คนนั่งบนระเบียงและมองไปที่ทิวทัศน์กลางคืนทั้งสองด้านแม่น้ำหัวผูที่เต็มไปด้วยหมอกควัน หยูเค่อเฟิยรำพึงออกมา “เวลาผ่านไปไวจัง ตั้งแต่เรียนจบมามันก็ 2 ปีแล้ว”

 

“อย่าเสียใจไปเลยนะ เราทำมันได้คุ้มค่าแล้ว”เซียติงบ่นออกมา

 

เฉาหยูเฟิงพูดเสริมต่อในทันที “ตอนนี้พวกเราน่าจะแต่งงานและมีลูกได้แล้วนะ!”

 

“สำหรับเซียติงคงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก แล้วพวกนายสองคนล่ะ?” ซิงเฉิงแสดงความเห็น

 

เฉาหยูเฟิงสูบบุหรี่เข้าไปลึก ๆ แล้วตอบ “ตอนนี้ฉันไม่อยากที่จะคิดอะไรทั้งนั้น ขอโฟกัสงานของฉันสักสองปี มันจะดีที่สุดถ้าฉันสามารถหาผู้หญิงที่ฉันชอบ ไม่เช่นนั้นฉันก็จะไปแต่งงานกับผู้หญิงที่มีสภาพครอบครัวที่คล้ายคลึงกัน”

 

“ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันว่าฉันนำพวกนายไปก้าวนึงแล้วล่ะนะ อย่าลืมซะละ พวกนายต้องมางานแต่งงานของฉันในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้าด้วย” หลังจากได้ยินคำพูดนั้น เฉาหยูเฟิงและหยูเค่อเฟิยที่ตอนนี้หน้าซีดเพราะอ้วกมาก่อนหน้าก็ขำออกมาซะดังลั่น

 

เซียติงทำหน้าตกตะลึง “เหลาซื่อเอาจริงเหรอเนี่ย? ในหมู่พวกเรานายเป็นคนที่เนื้อหอมมากที่สุด? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า ฉันไม่แปลกใจเลยที่นายจะนำไปก่อน!”

 

“เหลาซานเอาจริง ๆ นะ ฉันอิจฉานายจริง ๆ เลย นายรู้จักที่จะเดินไปหาอะไรใหม่ ๆ แต่ฉันทำไม่ได้ อย่างน้อยฉันก็ได้เจอคนที่รักฉัน ฉันเองก็ไม่ได้เกลียดเธอ เธอก็น่ารักดี อีกอย่างทางครอบครัวของเธอก็ดูดีใช้ได้ ผู้หญิงคนนี้นี่แหละเป็นคนที่ฉันน่าจะตกลงปลงใจด้วย” หยูเค่อเฟิยหัวเราะอย่างขมขื่น เขาไม่เคยตกหลุมรักอีกเลยหลังจากถูกปฏิเสธโดยหญิงสาวในฝัน หลังจากนั้นเหลาซานก็ไม่ได้จริงจังกับความสัมพันธ์อีกต่อไป

 

เฉาหยูเฟิงยิ่งสงสัยเกี่ยวกับสถานการณ์ของซิงเฉิง เขาเลยต้องถามออกมา “ลูกพี่เอาแต่ถามเนี่ย แล้วทางลูกพี่ล่ะ?”

 

“ฉันเหรอ โสดสนิทน่ะ” ซิงเฉิงยักไหล่

 

เซียติงขายเพื่อนในทันที “ตอแหล! เขาโกหก ฉันจะบอกอะไรให้รู้ ลูกพี่น่ะมีคนที่น่ารักสุด ๆ อยู่ข้าง ๆ ด้วยนะ เธอเองก็บอกว่าเป็นแฟนกับลูกพี่ด้วย แต่ลูกพี่ไม่ยอมรับ”

 

“จริงเหรอ? ว้าว งั้นจะเปิดตัวเมื่อไหร่ล่ะลูกพี่ ? อย่าบอกนะว่าเป็นคนเดียวกับที่อยู่ในรูป” หยูเค่อเฟิยหัวเราะออกมาส่วนเฉาหยูเฟิงก็รู้สึกสงสัยด้วยเช่นกัน

 

“อย่าไปสนเหลาซานเลย หมอนั่นมันเข้าใจผิด เธอเป็นลูกสาวของเพื่อนฉันเอง พอดีว่าทางนั้นเขาเจอปัญหานิดหน่อย ฉันเลยต้องมาเป็นบอร์ดี้การ์ดให้เธอ”

 

“อะไรนะ? ลูกพี่เปลี่ยนงานไปเป็นบอร์ดี้การ์ดแล้วเหรอ? “

 

พวกเขาเริ่มพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ยิ่งพวกเขาพูดคุยกันมากเท่าไหร่ ซิงเฉิงไม่อยากที่จะพูดไปมากกว่านี้ ยิ่งพูดก็ยิ่งแย่ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าหานปิงดันเป็นคนบอกไปว่าเธอเป็นแฟนของเขาเอง

 

ไม่นานนักอาหารและเบียร์ที่เซียติงสั่งก็มาส่งจนได้ พวกเขานั่งบนระเบียงและดื่มต่อไป ในที่สุดพวกเขาทั้งหมดก็เริ่มที่จะไม่มีสติกันแล้ว

 

หยูเค่อเฟิยเป็นคนแรก เขาตะโกนออกไปทางแม่น้ำหวงผู “กู๋เย่ เราจะแต่งงานกันแล้ววววววว! หวังว่าฉันจะดีพอสำหรับเธอน๊าาาาาาาาาาาา!”

 

“ช้านนนนนนน เซียติงจะฝ่าฟันการสังหารหมู่นับพัน วะฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!” เซียติงตะโกนออกมาเสียงดังลั่น ไอ้เด็กเวร!

 

ทันทีที่มีคนจะโกนเปิด เฉาหยูเฟิงก็ตะโกนตาม “ฉันเฉาหยูเฟิงจะทำให้ทุกคนมองฉันใหม่!”

 

ทันทีที่พวกเขาตะโกนกันเสร็จทั้งหมดก็มองมาทางซิงเฉิงแล้วคะยั้นคะยอ “ลูกพี่ อยากพูดอะไรไหม!”

 

“ใช่แล้ว ระบายมันออกมาเลย เรื่องอื่นชั่ง หัว แม่งงงงงงงงง!”

 

ซิงเฉิงไม่อยากที่จะทำอะไรโจ่งแจ้ง แต่โดนขนาดนี้ไปเขาเองก็เริ่มใจอ่อน ในที่สุดชายหนุ่มก็ลุกขึ้นไปทางแม่น้ำหวงผู หลังจากลังเลอยู่สักพัก เขาก็ตะโกนออกมาเสียงดัง “ปู่!!!! คิดถึงปู่จังโว้ยยยยยยยย…”

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top