ขนาดตัวอักษร

[SC] บทที่ 5 จะร้องไปทำไม?

 19 Views

เซี่ยงไฮ้เป็นเมืองที่แปลกมากๆ คนท้องถิ่นต่างดูถูก คนที่มาจากนอกเมืองตามเขตต่างๆ เขตจิ้งอันและเขตหวงผู่ ดูถูกเขตผู่ตงและเขตซือฮู่ย เขตผู่ตงและเขตซือฮู่ยเองก็ดูถูกเขตเฉิงอิ๋งและเขตหยางผู๋ เขตเฉิงอิ๋งและเขตหยางผู๋ก็ดูถูกพวกคนที่ต่ำกว่าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ

 

อย่างไรก็ตามคนที่มีความสามารถในเมืองนี้ ส่วนมากก็เป็นคนนอกทั้งนั้น

 

หาน เกาผิงก็ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในนั้น ชายคนนี้เคยเป็นเด็กเหลือขอจากเมืองเทียนฉุย มณฑลกานซู ก่อนที่ในตอนนี้จะกลายมาเป็นมาเฟียในเซี่ยงไฮ้ 

 

อย่างไรก็ตามถ้าเขายังไม่สามารถทำให้เรื่องยุติลงได้ก่อนที่เขาจะเกษียณละก็ ท้ายที่สุดแล้วศัตรูที่มากเกินไปก็จะกลายเป็นภัยซ่อนเร้นอยู่ดี

 

และในครั้งนี้ แม้แต่ตัวเขาก็ยังไม่อาจที่จะจัดการได้…

 

“จุดสำคัญที่สุดคือสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี แต่สิ่งที่นายจำเป็นต้องทำคือต้องปกป้องปิงปิงอย่าสงสัยอะไรมาก” หาน เกาผิงถอนหายใจ เขาไม่รู้ว่าควรจะอธิบายให้ซิงเฉิงรู้ยังไง ตั้งแต่ที่ซิงเฉิงไม่ทราบเกี่ยวกับเรื่องของสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี รวมทั้งเรื่องของหาน เกาผิงด้วย

 

ซิงเฉิงรู้สึกได้ว่าเรื่องนี้ดูท่าว่าจะไม่ง่ายแล้ว

 

“ลุงหานไม่ต้องห่วงเรื่องของปิงปิงหรอกครับ ผมจะทำให้เต็มที่ บางเรื่องผมอาจจะช่วยไม่ได้เต็มที่ แต่ถ้าคุณต้องการละก็ บอกผมได้ครับ” ซิงเฉิงพลังหน้า ถ้าเกิดว่าหาน เกาผิงไม่อยากที่จะพูด เขาก็ไม่ควรที่จะถามต่อ

 

“ซิงเฉิง …” หาน เกาผิงตบบ่าของซิงเฉิง เขาประทับใจกับหนุ่มน้อยตรงหน้าเขามาก

 

ซิงเฉิงยังคงไม่สามารถนอนหลับได้ในตอนที่กลับมาจากทอมสันกอล์ฟวิลล่าบางทีอาจจะเป็นเพราะว่า 2 ปีที่ผ่านมานี้ เขาต้องใช้สมาธิอย่างมาก และนั่นเองก็ทำให้การนอนหลับเป็นเรื่องยากสำหรับเขา.

 

เขาหยิบหนังสือหนึ่งเล่มจากกองหนังสือปรัชญาและจิตวิทยาที่เขาซื้อวันนี้ ซิงเฉิงเรียนทางด้านปรัชญา เขาชอบที่จะสังเกตพฤติกรรมของมนุษย์ แต่ว่าวิชานี้มันก็หางานยากเกินไปหน่อย ถึงอย่างนั้นซิงเฉิงก็ไม่ได้คิดที่จะพึ่งพางานเพื่อให้มีชีวิตอยู่แล้ว สิ่งที่เขาต้องการจริงๆ ก็คือชีวิตที่โลดโผน แม้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะลำบากขนาดไหนก็ตาม

 

เขาอ่านเรื่องของ “สัตว์สังคม” ถึงเขาจะเคยอ่านหนังสือเล่มนี้ไปนานมากแล้วก็ตาม รู้ตัวอีกทีก็ตอนเกือบๆ ตี 2 เขาเริ่มง่วงแล้วจึงตัดสินใจไปนอน

 

เพราะว่าหานปิงบอกให้เขาไปหาเธอตอน 7 โมงเช้า ซิงเฉิงจึงตื่นออกไปวิ่งตั้งแต่ 6 โมง และกลับมาฝึกวิชาหมัดมวย เพราะมันเป็นหลักประกันเพียงหนึ่งเดียวในตอนนี้ ตอนที่แผนการอื่นไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

 

หลังจากจัดการมื้อเช้า ซิงเฉิงก็ขับรถไปยัง ฮัวหลุน 9 ไมล์แล้วรอหานปิงอย่างเงียบๆ ให้ถึงเวลา …แต่ว่านี่ก็เลยเวลาไปกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ตอนนี้เธอก็ยังไม่มาตามที่ว่าเอาไว้

 

แล้วตอนนั้นเองที่ซิงเฉิงก็รู้ทันทีว่าตัวเองโดนหลอกเข้าให้แล้ว

 

เมื่อหานปิงปรากฏตัว ก็เป็นเวลา 8 โมงครึ่งแล้ว เธอดูเหมือนจะไม่ได้จำด้วยซ้ำว่าเมื่อคืนเธอพูดอะไรเอาไว้ ว่าแล้วเธอก็แล้วตรงดิ่งไปที่รถเลย “คนรับใช้ ไปกันเถอะ!”

 

ซิงเฉิงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าเธอจำไม่ได้จริงๆ ถ้าเข้าไปถามก็คงจะไม่ได้อะไร แล้วถ้าเธอจำได้ขึ้นมา เขาคงจะโดนหัวเราะซ้ำเติมซะด้วยซ้ำ

 

ระหว่าทางซิงเฉิงลังเลนิดหน่อยก่อนที่จะหาเรื่องคุย “ห่วงคุณพ่อไหมครับ ท่านดูที่จะ …”

 

“อย่ามาสอนฉันเจ้าคนรับใช้ คิดว่าฉันเป็นใครกันหะ? เป็นแค่ลูกจ้างก็ก้มหน้าก้มตาทำงานไป!” หานปิงโพล่งออกมาอย่างรวดเร็ว ราวกับเสือตัวเมียที่โดนเหยียบหาง

 

ซิงเฉิงตะลึงไปชั่วขณะ เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าความขัดแย้งระหว่างทั้ง 2 คนจะดูรุนแรงมากกว่าที่คิด ถ้าคนที่พูดเป็นคนอื่นคงจะโดนตบหน้าไปแล้ว

 

“โลกนี้ก็มีบางอย่างที่ควรจะรักษาเอาไว้ เพื่อที่จะไม่ต้องเสียมันไปนะครับ” ซิงเฉิงเก็บอารมณ์แล้วก็พูดต่อไป

 

หานปิงพุ่งเข้าหาซิงเฉิงอย่างโกรธเกรี้ยว ราวกับอยากที่จะจะฆ่าเขาทิ้งซะ

 

โชคดีที่ตอนนี้เป็นไฟแดง ไม่อย่างนั้นรถคงจะชนไปแล้ว

 

ซิงเฉิงพยายามที่จะจับตัวหานปิงแล้วว่าออกไป “เธอนี่ เอะอะจะตบอย่างเดียวเลยรึไง? ไม่เคยมีใครสอนมารยาทเลยเหรอฮะ”

 

หานปิงตกใจสุดขีดจากท่าทีของซิงเฉิง รอยยิ้มของเขาเลือนหายไปแล้ว สายตาเต็มไปด้วยแรงอาฆาต

 

รถคันข้างหลังเริ่มบีบแตรไล่แล้ว ซิงเฉิงก็เลยตัดสินใจปล่อยตัวหานปิงแล้วพลักเธอให้นั่งที่เดิม

 

หานปิงตาแดงก่ำแต่ไม่ได้พูดอะไร ซิงเฉิงเองก็ไม่ได้นึกที่จะสนใจเธออีก

 

เมื่อหานปิงลงจากรถ ซิงเฉิงก็พูดอย่างไร้อารมณ์ “วันนี้ผมมีเรื่องต้องไปทำ เพราะฉะนั้นเลิกงานแล้วโทรหาผมนะครับ!”

 

หานปิงไม่ได้ตอบอะไร แล้วก็เดินเข้าไปในบริษัท …

 

ซิงเฉิงส่ายหัวอย่างหน่ายใจ แล้วก็ขับรถไปยังมหาวิทยาลัยฟู่ต๋าน…

 

มหาวิทยาลัยฟู่ต๋านเป็นที่รู้จักในหมู่ของชนชั้นกลาง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาพวกเขาแข่งขันกับมหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ซิงเฉิงจบการศึกษาจะสาขาปรัชญาที่นี่ อย่างไรก็ตาม 4 ปีที่ผ่ามาก็จบลงไปอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อเทียบกับการเดินทาง 2 ปีที่ผ่านมา ชีวิตตลอด 4 ปีนั้นนับว่าเรียบๆ เขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองไปทีละนิดๆ เขาใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับห้องสมุดและการทำงานพิเศษ เขามีเพื่อนสนิท 3 คนที่อยู่หอพักเดียวกัน ส่วนอีก 2 คนเป็นเพื่อนในสาขาที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานมากแล้ว เพราะหลังจากสำเร็จการศึกษา ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปมีชีวิตเป็นของตัวเอง ยิ่ง 2 ปีที่เขาหายไปทำให้ไม่มีทางรู้เลยว่าจะยังเป็นมิตรที่ดีกันเหมือนเดิมหรือไม่

 

ซิงเฉิงไม่ได้ไปที่ฟู๋ต๋านเพื่อที่จะรำลึกความหลัง แต่เพื่อที่จะไปพบกับสาวงามเพียงหนึ่งเดียวของพ่อแม่บุญธรรมของเขา หลินซิน เขาไม่ได้คาดคิดเลยว่าเธอจะตามรอยเขามาที่เซียงไฮ้ แล้วมาเรียนที่ฟู่ต๋านแบบเดียวกันกับเขา

 

ป้าหวางก็ให้เบอร์ของซินซินมาเหมือนกัน แต่เขาไม่ได้วางแผนที่จะติดต่อหาเธอ เขารู้ดีว่าสาขาการจัดการอยู่ที่ไหน และต้องการแค่เวลานิดหน่อยในการตามหาซินซิน

 

เพราะว่าเขาอยากที่จะให้เธอรู้สึกประหลาดใจ

 

ด้วยความที่เขาเคยเรียนที่นี่มาก่อน เพราะฉะนั้นซิงเฉิงจึงใช้เวลาเล็กน้อยเท่านั้นเพื่อหาตัวใครบางคนที่ตอนนี้กำลังเรียนวิชาเลือกของตัวเองอยู่ สิ่งที่เหนือความคาดหมายก็คือ คนที่เขาตามหาอยู่ตอนนี้ เธอดันกลายเป็นคนดังของมหาวิทยาลัยฟู๋ต๋านในฐานะสาวงามไปซะแล้ว

 

เมื่อซิงเฉิงมาถึงตึกฉีไต๋ของสาขาการจัดการ นั่นก็เป็นเวลาเที่ยวเข้าไปแล้ว เขารออยู่ที่ด้านล่างของตึกอีกฝ่ายจะได้หาเขาเจอได้ง่ายๆ

 

เขาไม่ได้คาดหวังว่าการรอคอยจะมีชีวิตชีวาอะไรขนาดนั้น ชายรูปงามที่ถือช่อกุหลาบช่อเบ้อเร่อ กำลังคุยอะไรบางอย่างกับเพื่อนรอบๆ เขา ชายคนนั้นดูท่าทางกังวล ส่วนเพื่อนๆ ก็พยายามให้กำลังใจเขา

 

ซิงเฉิงมองอย่างสนอกสนใจพลางคิดว่าคนๆ นั้นคงจะมารอสารภาพรักกับใครสักคนเป็นแน่ ฉากแบบนี้เกิดขึ้นได้ในมหาวิทยาลัยทั่วทั้งจีนทุกๆ วัน บ้างก็สำเร็จ บ้างก็ต้องจากไปอย่างเหงาๆ

 

ชีวิตนักศึกษา ความรักก็เป็นส่วนประกอบสำคัญ จะมีชายชาตรีคนไหนที่ไม่ชื่นชอบเหล่าสาวงามเทพธิดาเลยเชียวหรือ?

 

เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเรื่องราวความรักในครั้งนี้ มันจะจบลงแบบไหน?

 

“ต้านเซิน ตอนที่เธอออกมาก็รีบยื่นช่อดอกไม้ให้เธอเลยนะ แล้วก็บอกว่าฉันรักเธอด้วยล่ะ” ชายคนหนึ่งข้างๆ เขาว่ามา

 

“ไม่ต้องมาสอนน่า ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง!”

 

“ต้านเซิน นายทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว ถ้าเธอมีใจให้ล่ะก็ ไม่มีทางที่จะปฏิเสธหรอก!”

 

“ถ้าทำไม่ได้ก็ถอดใจไปซะดีกว่านะ!”

 

“อย่ามาทำให้ท้อสิวะไอ้หอกนี่!”

 

พวกเขาพูดคุยแล้วหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน

 

นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาก็รอดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น ไม่นานนักก็มีคนจำนวนมากมาล้อมอยู่เต็มไปหมด ซิงเฉิงที่กำลังยืนอยู่ตรงสนามหญ้านั้นไม่สามารถที่จะยืนดูเรื่องที่เกิดขึ้นได้ชัด แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหาซินซินเจออยู่ดี

 

เสียงระดังเลิกชั้นเรียนดังขึ้นในที่สุด สำหรับพวกนักเรียนไม่ว่าชั้นไหนๆ ก็ตามก็เป็นเหมือนกับเสียงสวรรค์

 

หลังจากนั้นไม่นาน พวกนักเรียนก็ทยอยกันออกมา แต่พอรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นพวกเขาก็เลือกที่จะหยุดดูแทนที่จะไปโรงอาหารตามที่ตั้งใจไว้

 

ซิงเฉิงจ้องตรงไปที่ทางออกของตึก

 

ไม่กี่นาทีต่อมา หญิงสาวผู้ดื้อดึงที่คอยตามหลังเขาในสมัยเด็กๆ ตอนนี้เธอกลายเป็นสาวสวยไปแล้ว ผมยาวคลุมบ่าทั้ง 2 ข้าง เธอสวมชุดเรียบง่าย ใบหน้าที่ยิ้มแย้มเสียจนเผยให้เห็นลักยิ้ม ในมือนั้นเป็นกระเป๋าธรรมดาที่ราคาไม่แพงอะไรนัก ส่วนมืออีกข้างมีหนังสืออีกสองถึงสามเล่ม ขณะที่พูดคุยและหัวเราะอยู่กับเพื่อนอีกสองสามคนอย่างสนุกสนาน

 

แต่ก่อนที่ซิงเฉิงจะเข้าไปทักเธอ ชายที่ถือช่อดอกไม้ก็ตรงเข้าไปหาหลินซิน ดูเหมือนว่าเขาจะมารอหลินซินสาวงามประจำมหาวิทยาลัย

 

“หลินซิน ผมรักคุณนะ” ต้านเซินพูดในตอนที่เขาเดินไปหาเธอ

 

หลินซินก็เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งแต่ที่เธอเดินออกมา เธอเข้าใจได้ในทันทีว่าใครที่นำเธอมาที่นี่ เธอปิดปากด้วยความตกใจ

 

“หลินซิน พวกเราต่างรู้จักกันมามากกว่า 2 ปีแล้วนะ ฉันรู้ตั้งแต่แรกพบแล้วว่า เธอคือคนในฝันที่ฉันไม่มีวันเจออีกเป็นครั้งที่ 2 เธอรู้ดีว่าตลอด 2 ปีนี้ฉันทำเพื่อเธอมาโดยตลอด …” ต้านเซินเริ่มที่จะบรรยายความรู้สึกออกมา

 

ซิงเฉิงอึ้งไป เขาไม่คิดว่าเป้าหมายของชายคนนั้นจะเป็นหลินซินบ้ารึเปล่าห๊ะไอ้หนูนี่ แต่ซิงเฉินก็ไม่ได้รังเกียจ การมีความรักไม่ใช่อะไรที่ผิด ถ้าเขาไม่ใช่คนที่เลวร้าย และหลินซินก็ตกลงล่ะก็ ถึงตอนนั้นเขาจะช่วยหลินซินทดสอบเอง

 

“หลินซิน มาเป็นแฟนผมเถอะ” คำสารภาพทั้งหมดลงท้ายด้วยประโยคนี้

 

พวกเพื่อนของต้านเซินเริ่มตะโกนปลุกระดม “เอาเลย! เอาเลย!”

 

เมื่อมีคนเปิดก็มีคนตาม ต่างคนต่างตะโกนตามคนส่วนใหญ่

 

แล้วหลินซินล่ะ?

 

เธอรู้สึกประทับใจมาก แต่เธอก็ไม่ใช่คนใจง่าย ตราบใดที่ทำดีกับเธอ เธอก็จะนับว่าเป็นเพื่อนคนหนึ่ง เธออยากที่จะรักษาระยะห่างเพราะว่าไม่อยากที่จะเสียใจทีหลัง

 

เธอรู้ดีว่าต้านเซินชอบเธอ และรู้ว่าเขาทำดีกับเธอเอาไว้มากเหลือเกิน แต่เธอก็ไม่ได้หลงรักเขาแต่อย่างใด

 

หลินซินจึงตอบไปว่า “ต้านเซิน ฉันขอโทษจริงๆ นะ!”

 

ทันทีที่ได้ยินต้านเซินก็อึ้งไป แต่ว่าเขายังประคองสติเอาไว้ได้ “หลินซิน ฉันชอบเธอ จริงๆ นะ!”

 

ซิงเฉิงโล่งใจที่หลินซินปฏิเสธไป แต่ก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงคิดอย่างนั้น

 

แต่ชายคนนั้นยังคงตื้อเธอ ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจนิดๆ ซิงเฉิงฝ่าฝูงชนเข้าไปแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มหนัก, “ไม่ได้ยินที่เธอปฏิเสธหรือไง?”

 

ทุกคนต่างมองมาทางซิงเฉิง

 

พวกเพื่อนของต้านเซินต่างถามออกมา “นี่คิดว่าตัวเองเป็นอะไรกันหะ?”

 

“ฉันไม่ใช่ ‘อะไร’ ฉันชื่อซิงเฉิง” ซิงเฉิงพูดออกไปตรงๆ

 

พวกคนรอบๆ ที่ได้ยินต่างหัวเราะออกมา

 

บางคนก็เยาะเย้ยออกมาประมาณว่าบ้าไม่ก็จำอวดด้วย

 

แต่เมื่อหลินซินเห็นชายที่เธอไม่คุ้นเคยคนนี้ เธอก็รู้สึกงุนงงไปหมด แต่เมื่อมองดีๆ ในที่สุดเธอก็มั่นใจว่าต้องเป็นเขาคนนั้นอย่างแน่นอน

 

น้ำตาของเธอไหลออกมานองใบหน้า กว่าสองปีที่หายไปในที่สุดคนที่เธออยากจะเจอก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว

 

“ฮืออ” หลินซินทันใดนั้นเธอก็ไม่สามารถควบคุมได้แล้วก็ร้องไห้ออกมา

 

ทุกคนเข้าใจทันทีว่ามันหมายความว่ายังไง

 

ซิงเฉิงเมินสายตาที่มองมาแล้วเดินเข้าไปหาหลินซินกอดเธอแล้วก็พูดพึมพำ “จะร้องไห้ทำไมล่ะเด็กโง่ ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว”

 

หนังสือในมือร่วงลงพื้นทันทีหลินซินกอดซิงเฉิงแน่นราวกับกลัวว่านี่จะเป็นความฝันแล้วน้ำตาก็ระเบิดออกมา

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top