ขนาดตัวอักษร

[SC] บทที่ 1 ฉันไม่ใช่สวะ

 28 Views

ที่ภูเขาซงนาน ยอดมงกุฎของเหล่าภูผา ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมายเลข 1 แห่งแดนสวรรค์

 

มีคนกล่าวว่าผู้ฝึกตนหลายหมื่นคนหลบซ่อนอยู่ในภูเขาแห่งนี้

 

บริเวณเชิงเขาห่างจากจุดชมวิวไม่ไกลนัก ชายที่มีหนวดเครากำลังยืนอยู่ที่เบื้องหน้าของหลุมศพไร้นามแห่งหนึ่ง

 

ถ้าเกิดมีใครสักคนที่มีความรู้เรื่องฮวงจุ้ย มาเห็นเข้า เชื่อเลยว่าเขาจะต้องตื่นตะลึงอย่างแน่นอนที่ได้เห็นฮวงจุ้ยของสุสานแห่งนี้

 

คนบ้าแบบไหนกันที่เลือกที่แบบนี้เป็นสุสานกันนะ?

 

“ท่านปู่ หลานมาเยี่ยมแล้ว” ชายคนนั้นพูดก่อนจะโค้งคำนับด้วยความเคารพไปที่หลุมศพไร้นามแห่งนั้น

 

ชื่อของเขาคือซิงเฉิง ซึ่งตอนนี้อายุได้ 26 ปี สูง 180 เซนติเมตร มีลักษณะท่าทางและหน้าตาที่ดูหล่อเหลา

 

หลังจากทำความเคารพเสร็จ เขาก็เท ‘ซวีเฟิง 375’ (เหล้าจีน) ลงไปที่เบื้องหน้าหลุมศพของท่านปู่ ที่ทำแบบนั้นก็เพราะว่าปู่ของเขาชอบดื่มเหล้าเป็นอย่างมาก ทุกวันต้องดื่มอย่างน้อย 1 ขวด

 

เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ซิงเฉิง ต้องออกไปจากดินแดนโบราณของราชวงศ์ที่ 13 แห่งนี้ ตอนนี้เขาก็มีโอกาสได้กลับมาอีกจนได้

 

เมื่อ 2 ปีก่อน ซิงเฉิงพึ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นปู่ของเขาก็ได้จากไปด้วยวัย 81 ปี ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าก่อนหน้านั้น ท่านปู่ของซิงเฉิงเคยบอกไว้ว่าถ้ายังไม่ครบ 2 ห้ามกลับมา

 

นี่ทำให้ซิงเฉิงจำใจต้องทำตามคำสั่งปู่ เขาตัดสินใจเดินทางขึ้นเหนือลงใต้ ได้พบเห็นเหตุการณ์มากมาย เสี่ยงตายก็หลายครั้ง

 

“ท่านปู่ พรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปเซี่ยงไฮ้ ไว้ตรุษจีนจะกลับมาเยี่ยมใหม่ รักษาตัวด้วยนะครับ” ซิงเฉิงพูดขณะที่กำลังทำความสะอาดหลุมศพ

 

อันที่จริงเขายังมีเรื่องอีกมากมายที่อยากจะถามปู่ของเขา แต่ตอนนี้ปู่ก็ตายไปแล้ว คำถามที่ว่าก็คงจะไม่มีวันได้รับคำตอบ…

 

แต่ก่อนซิงเฉิงจำความได้ว่าเขาไม่ใช่คนเมืองซีอาน ท่านปู่เป็นคนพาเขามาอยู่ที่นี่ตอน 4 ขวบ ส่วนเรื่องที่ว่าเขามาจากไหน พ่อและแม่เป็นใครนั้น เรื่องพวกนี้เขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย

 

ตอนเด็กๆ ซิงเฉิงเคยถามเรื่องพวกนี้ แต่ท่านปู่ก็บอกปัด และพูดเพียงแค่ว่าพอถึงเวลาแล้วก็จะรู้เอง

 

เมื่อเวลาผ่านไปสักพักซิงเฉิงก็ตัดสินใจบอกลาหลุมศพของปู่ก่อนจะเดินจากไป

 

ถึงแม้ว่าเขาพึ่งจะมาที่เมืองแห่งนี้ไม่นาน แต่ตัวซิงเฉิงคิดว่าพรุ่งนี้เขาคงต้องออกเดินทางต่อแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น… เขาต้องไปหาใครบางคนก่อน

 

หลังจากซิงเฉิงคล้อยหลังไปไม่นาน ชายลึกลับสองคนที่แอบมองอยู่ในป่าก็ค่อยๆ ออกมาจากที่ซ่อนอย่างช้าๆ

 

“หัวหน้า ไม่ไปพบเขาจะดีเหรอครับ?” ชายร่างสูงที่สายตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร พูดกับชายวัยกลางคนข้างกายด้วยความเคารพ

 

ชายวัยกลางคนที่สวมรองเท้าลินินก้มตัวลงเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยริ้วรอยและเส้นผมที่เริ่มแซมขาวนิดๆ และแม้ว่าจะยังไม่ได้ทำอะไรเลยก็ตาม แต่บรรยากาศรอบตัวกลับทำให้คนรอบข้างรู้สึกข้างหวาดกลัว เขาเหลือบตามองไปในทิศทางทางที่ซิงเฉิงจากไป ก่อนจะหันกลับไปมองที่หลุมศพข้างๆ

 

“เขาไปแล้ว ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าชายคนนั้นสร้างสัตว์ประหลาดแบบไหนออกมา” ชายวัยกลางคนหัวเราะเยาะ

 

ใช้เวลาราวๆ 20 นาทีตั้งแต่เดินลงจากตีนเขามาถึงถนน แต่ก่อนที่ซิงเฉิง จะลงมาถึงเขาก็โดนคนแปลกหน้า 3 คนขวางเอาไว้

 

“ไอ้หนุ่ม มอบสิ่งนั้นมาให้พวกข้าซะ ! แล้วเราจะปล่อยแกไป” ชายที่คาดว่าน่าจะเห็นหัวโจกของกลุ่มพูดพร้อมกับโยนมีดในมือไปมา

 

“จากเสฉวนถึงซินเจียง จากซินเจียงถึงชิงไห่ จากชิงไห่ถึงซีอาน นี่พวกแกไม่เหนื่อยเลยรึไง?” ซิงเฉิงหัวเราะออกมา เพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจอ หากแต่ไม่ว่าเขาจะไปไหน เจ้าพวกนี้มันก็ตามมาตลอดเลย

 

“อย่ามาเล่นลิ้น แกรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”

 

ซิงเฉิงถอนหายใจ “ก็บอกไปตั้งกี่รอบแล้ว ว่าฉันไม่ได้เอาอะไรมาจากตระกูลซ่ง ทำไมไม่เชื่อ? เคยเชื่อใจคนอื่นมั่งไหมเนี่ยพวกนาย? “

 

“ดูท่าว่าคุยไม่รู้เรื่องสินะ!” ชายที่เป็นหัวโจกคนนั้นพูดอย่างเกรี้ยวกราด

 

ซิงเฉิงรู้สึกเบื่อที่จะพูดต่อแล้ว เขาเลยคิดที่จะตัดบท “งั้นก็เข้ามาเลย ถ้ามั่นใจมากนักนะ”

 

ว่าแล้วทั้งสามก็พุ่งเข้าหาซิงเฉิงในทันที

 

“คิดว่าฉันอ่อนแอมากสินะ?” มุมปากของซิงเฉิงยกขึ้นเล็กน้อย ถ้าไม่เพราะปู่ของเขาเคยเตือนไว้ ป่านี้ซิงเฉิงคงจะจัดการพวกคนที่ตามราวีเขาไปนานแล้ว

 

แล้วตอนนี้เขาได้รับอนุญาตแล้ว เพราะฉะนั้นตัวเขาเองก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยั้งมืออีกต่อไป ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคนเราโดนดูถูกมาก คนอื่นๆ จะคิดเอาได้ว่าคนคนนั้นเป็นพวกสวะ

 

เมื่อหนึ่งใน 3 คนนั้นเข้ามาถึงเบื้องหน้าของเขา ซิงเฉิงก็เตะเข้าไปที่ข้อมือของฝ่ายตรงข้ามอย่างแม่นยำ ก่อนจะแย่งมีดในมือของชายคนนั้นมา และแทงเข้าไปที่ต้นขาของคู่ต่อสู้ในทันที

 

อีกสองคนที่เหลือเข้ามาถึงตัวของซิงเฉิงแล้ว เขาตัดสินใจหลบการโจมตีต่อเนื่องอย่างใจเย็น พร้อมๆ ไปกับการจังหวะสวนกลับไปด้วย 

 

“ผัวะ!” ซิงเฉิงต่อยสวนกลับไปที่อกซ้ายของอีกฝ่าย ทำให้กระดูกซี่โครงของชายคนนั้นหักไป 2 ซี่ จากนั้นเขาก็กระโดดแทงเข่าใส่ชายอีกคนที่อยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว

 

ในขณะที่คนทางขวาล้มลงไป จากผลของมีดในมือซิงเฉิงที่แม่นยำราวกับมีตาหลัง ตัวเขาตัดสินใจหมุนหลบการโจมตี ก่อนจะคว้าข้อมือของชายอีกคนที่กำลังจะใช้มีดเข้ามาทำร้ายเขา 

 

ซิงเฉิงตัดสินใจแย่งมีด ก่อนที่จะแทงสวนกลับเข้าไปที่ไหล่ซ้าย จากนั้นเขาก็ส่งหมัดเข้าไปที่แก้มขาวเพื่อทำให้อีกฝ่ายสลบในทันที แต่ซิงเฉิงไม่ได้ตัดสินใจหยุดเพียงแค่นี้ เขาดึงมีดออกมาแล้วแทงเข้าไปที่ไหล่อีกข้างหนึ่งด้วยเช่นกัน

 

การปะทะจบลงอย่างง่ายดาย ผลก็คือซิงเฉิงไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ส่วนคู่ต่อสู้ทั้ง 3 ของเขา ก็ได้แต่หมดสภาพนอนอยู่กับพื้น

 

เขาไม่ใช่สวะนะ ทำไมไม่มีใครเชื่อเขาเลย?

 

“นี่ เอาโทรศัพท์มาให้ยืมหน่อย” ซิงเฉิงพูดด้วยรอยยิ้มที่ซุกซน

 

ทั้ง 3 คนที่บาดเจ็บหนัก จ้องไปทางซิงเฉิงด้วยความไม่เข้าใจ พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าซิงเฉิงจะโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้

 

 ‘ไหนใครบอกว่าไอ้หมอนี้มันเป็นสวะไงวะ!?’

 

“ไม่หรอ? งั้นฉันเข้าไปหยิบเองก็ได้” ว่าแล้วซิงเฉิงก็เข้าหยิบโทรศัพท์ของทั้ง 3 คนในทันที

 

เมื่อเห็นโทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่องแล้ว ซิงเฉิงก็อดบ่นพึมพำออกมาไม่ได้ “ให้ตายเถอะฉันยังใช้โนเกียอยู่เลย พวกแกเล่นใช้ไอโฟน 6 เลยเหรอ รวยใช้ได้เลยนี่น่า”

 

จากนั้นซิงเฉิงก็โยนโทรศัพท์ของทั้งสามเครื่องลงพื้น ก่อนที่จะกระทืบพวกมันจนแหลกละเอียด แล้วพูดคนทั้ง 3 ว่า “โว้วๆ เผลอหลุดมือซะได้ ฉันนี้มันไม่ไหวเลยจริงๆ”

 

ทั้ง 3 ได้แต่รู้สึกอยากร้องไห้ออกมา เมื่อเห็นซากของโทรศัพท์ทั้ง 3 เครื่อง เพราะตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนกำลังจะตายจากการเสียเลือดมาก แถมพื้นที่ภูเขาแบบนี้ คงไม่มีใครบังเอิญผ่านมาง่ายๆ แล้วอีกแบบนี้ ใครจะช่วยพวกเขาได้ล่ะ?

 

ซิงเฉิงเดินจากไป ทิ้งทั้ง 3 เอาไว้ โดยที่พวกเขาทั้ง 3 นั้นก็ได้แต่พูดด่าว่าสรรเสริญบรรพชนทั้ง 18 รุ่นของซิงเฉิง

 

หลังออกมาจากภูเขาซงนานแล้ว ซิงเฉิงก็จัดการโกนหนวด โกนเครา ก่อนที่จะเปลี่ยนเสื้อผ้า ตอนนี้ก็คล้อยบ่ายแล้ว

 

ซิงเฉิงเลือกที่จะเดินไปตามท้องถนนเล็กๆ ในเมืองทางตอนใต้ที่พ่อแม่บุญธรรมของเขาอาศัยอยู่ ตัวเขานั้นอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ชั้นประถม 

 

พ่อแม่บุญธรรมของเขาปฏิบัติกับซิงเฉิงไม่ต่างไปจากพ่อและแม่แท้ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะปู่บอกไว้ละก็ เขาก็คงคิดว่าทั้งสองเป็นพ่อแม่แท้ๆ ของเขา

 

“เฉิงเอ้อกลับมาแล้วหรอ หายไปไหนมาตั้ง 2 ปี ไปอยู่ไหนมาหื๊ม ? พวกเราคิดว่าเธอตายไปแล้วซะอีก” ทันทีที่ซิงเฉิงมาถึง หญิงวัยกลางคนก็พูดพร้อมกับเข้ามาสวมกอดเขาด้วยความคิดถึงในทันที

 

ซิงเฉิงเริ่มรู้สึกทำตัวไม่ถูก เพราะเขารู้ดีว่าคนตรงหน้าปฏิบัติต่อเขาราวกับลูก เพราะฉะนั้นซิงเฉิงก็เลยปล่อยให้เธอทำตามใจสักพัก

 

ผ่านไปนานกว่าหญิงวัยกลางคนจะสงบลง ก่อนที่เธอจะชักชวนให้ซิงเฉิงมานั่งกินข้าวด้วยกัน เพราะตั้งแต่ที่เธอรู้ว่าซิงเฉิงจะกลับมา เธอก็ได้เตรียมอาหารมื้อใหญ่ให้กับเขาแล้ว

 

“คุณป้ายังเหมือนเดิมเลยนะครับ สบายดีไหม? แล้วคุณลุงละครับ อยู่ไหน?” ซิงเฉิงถามอย่างสุภาพ

 

เขารู้ดีว่าช่วงเวลา 2 ปีที่หายไปนั้น สภาพของครอบครัวนี้ไม่ดีอย่างมาก คุณลุงของเขาถูกใส่ร้ายแล้วโดนสั่งจำคุก ส่วนบริษัทก็โดนเทคโอเวอร์ ซิงเฉิงเกือบที่จะสูญเสียครอบครัวนี้ไปเสียแล้ว

 

“เฉิงเอ้อ ชีวิตของลุงหลินน่ะเต็มไปด้วยความขมขื่น …” เมื่อพูดถึงตรงนี้คุณป้าหวางลี่ก็เริ่มร้องไห้อีกแล้ว

 

ซิงเฉิงรู้สึกผิดเล็กน้อย แม้ว่าพวกท่านจะไม่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด แต่ก็ดูแลเขามาเป็นเวลานาน ในฐานะครอบครัวแล้ว เขาก็เป็นเหมือนกับลูกชายคนเดียวในบ้านหลังนี้…

 

“คุณป้าคิดซะว่ามันเป็นพรก็ได้นะครับ คุณปู่เคยพูดเอาไว้ว่า ชีวิตในวัยกลางคนของลุงหวัง เขาจะต้องจัดการด้วยตัวเอง แต่ถ้าเขายังมีชีวิตความหวังก็ย่อมมีเสมอ” ซิงเฉิงปลอบป้าหวาง

 

“ลุงหวังยังสบายดี เขารู้เรื่องนี้แล้ว …” หวางลี่ส่ายหัวไปมาจนน้ำตาของเธอกระเด็นไปทั่ว

 

ซิงเฉิงพูดต่อ “อีกอย่างผมไม่ได้กลับมาเฉยๆ ผมหาทางช่วยคุณลุงได้แล้ว”

 

“เฉิงเอ้อ ครั้งนี้เธอช่วยไม่ได้หรอก เธอจะทำร้ายตัวเองเอานะ ขอแค่เธอและซินซินยังสบายดี ป้าก็ดีใจแล้วล่ะ” หวางลี่ไม่ได้ถือคำพูดของ ซิงเฉิงเป็นจริงจัง เพราะเธอมองว่าซิงเฉิงเป็นแค่เด็กธรรมดา และลุงหลินเองก็มีปัญหาตั้งมากมาย

 

“โอเคครับคุณป้า แล้วซินซิน ตอนนี้เธอไปเรียนที่ไหนหรอครับ?” ซิงเฉิงแสดงความกังวลออกมา นั่นก็เพราะซินซินเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของลุงหลินและป้าหวาง เธออายุอ่อนกว่าเขาแค่ไม่กี่ปี และ ซิงเฉิงก็รักเธอเหมือนกับน้องสาว

 

“เธอเรียนอยู่ที่เซี่ยงไฮ้” ป้าหวังไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือว่าร้องไห้ดี

 

ซิงเฉิงพูดอย่างมีความสุข “เซี่ยงไฮ้….งั้นก็ดีเลย ผมจะไปวันพรุ่งนี้ เดี๋ยวผมจะจัดการเรื่องหลังจากนี้เองครับ “

 

“แต่เธอเพิ่งจะกลับมาเองนะ?” ป้าหวางตกใจมากเมื่อได้ยิน

 

…..

 

ระหว่างมื้อค่ำซิงเฉิงอยู่กินข้าวพร้อมกับป้าหวาง รสมือของคุณป้ายังคงเหมือนเมื่อก่อน เมื่อเขากินขนมปังพริกดวงตาของซิงเฉิงก็แดงก่ำ เขามีเพียงแค่ปู่ และไม่มีพ่อแม่ ใครต่อใครก็ล้อว่าเขาเป็นเด็กกำพร้า สำหรับที่นี่เขารู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว

 

ปู่ของเขาเคยพูดไว้ว่า เรื่องความรู้สึกพวกนี้ไม่ควรพูดออกไป แค่เก็บไว้ในใจก็พอแล้ว สำหรับซิงเฉิงแล้ว ถ้าใครเข้ามายุ่งกับ ‘ครอบครัว’ ของเขาแล้วละก็ เขาจะจัดการมันเอง!

 

หลังมื้อค่ำ ซิงเฉิงก็เดินออกจากบ้าน ก่อนมุ่งหน้าไปยังลานบาร์บิคิวทางเหนือของถนนหยางต๋า

 

ที่นั่นมีร้านอาหารชื่อว่า ‘บาร์บิคิวไผ่ฉู่หนาน’ นี่ร้านขึ้นชื่อในแถบนี้เป็นอย่างมาก ในอดีตตอนที่เขากลับมาที่นี่ ตัวซิงเฉิงเองก็มักมาแวะกินที่ร้านนี้กับเพื่อนฝูงอยู่บ่อยๆ

 

ซิงเฉิงมาถึงที่ร้านก่อน จากนั้นก็โทรเรียกเพื่อนสนิททั้ง 4 คนของเขาให้ตามมา พวกเขาทุกคนต่างประหลาดใจในการกลับมาของซิงเฉิงครั้งนี้มาก แต่ก็มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นที่ว่างพอจะมาตามนัดได้ ซึ่งตัวเขาเองก็เข้าใจ และไม่ได้บ่นอะไร

 

นั่นก็เป็นเพราะเขารู้ดีว่า ชีวิตของคนเรานั้นไม่มีอะไรที่จะเหมือนเดิม

 

“เพื่อนรักซิงเฉิงให้ตายเถอะ! เราคิดกันตั้งนานว่านายหายหัวไปไหนมา 2 ปี ไม่คิดจะติดตงติดต่อมาบ้างเลยนะ?” เพื่อนทั้ง 2 ของเขามาถึงเวลาเดียวกัน  โดยต้นเสียงของคนที่พูดก็คือ เหม็งโจว ชายที่หนุ่มรูปหล่อ

 

“ตอนที่โทรมาก็นึกว่าอำกันเล่นๆ ไม่อยากจะเชื่อเลยว่านายกลับมาจริงๆ” ฮาวเหล่ย เพื่อนคนที่สองของเขาสบถออกมา ชายผอมและสูงมาก นั่นก็เพราะเขาเป็นทหารมาก่อน แต่ว่าตอนนี้ปลดประจำการแล้ว

 

” มาๆ นั่งก่อนๆ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเพื่อน” ซิงเฉิงยิ้ม พร้อมกับเข้าไปสวมกอดเพื่อนรักทั้ง 2 ของเขา

 

เมื่อทั้ง 3 นั่งลง ฮาวเหล่ยก็ตะโกนออกมาว่า “น้องๆ 3 ลัง 9 ดีกรีนะ ส่วนเมนูก็เอา เนื้อ 20 หยวน ไต 20 หยวน เค้กงาดำ 3 ชิ้น ไข่ปิ้ง 1 จาน บลาๆ…”

 

“คืนนี้ไม่เมาไม่กลับว้อยยยย!” เหม็งโจวพูดขึ้นมาอย่างมีความสุข

 

ในโลกของนักดื่มนั้น ต้องเป็นคนสำคัญมาดื่มด้วยเท่านั้นถึงจะสามารถเพลิดเพลินไปกับมันได้ ถ้าไม่งั้นก็ถือว่าเป็นการเสียเวลาไปเปล่าๆ

 

ดังนั้นซิงเฉิงจึงร่าเริงสุดขีด “ไอ้กร๊วก! มาๆ ไม่เมาไม่กลับเว๊ย!”

 

ทั้ง 3 ชนแก้วกัน ก่อนที่บทสนทนาจะเริ่มขึ้น

 

“2 ปีนี้เป็นยังไงบ้าง?” ซิงเฉิงถาม

 

“พึ่งปลดประจำการมา เลยยังไม่ได้หางานทำ เพื่อนเหม็งก็หมั่นแล้ว เห็นว่าจะงานปีหน้า อย่าลืมไปงานแต่งมันด้วยนะ!” ฮาวเหล่ยหัวเราะ

 

“แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?” ซิงเฉิงถามต่อ

 

เหม็งโจวถอนหายใจก่อนจะพูดต่อว่า “เพื่อนซวี่ กับหวู่หยอง พวกเขาไม่ค่อยติดต่อกันมาสักพักแล้ว นายก็น่าจะลองโทรไปแล้วไม่ใช่หรอ ? พวกเราไม่ได้เจอหน้ากันมานานแล้ว ฉันว่านายคงรู้ว่านั่นหมายถึงอะไร…”

 

ซิงเฉิงถอนหายใจ “เห้ออออ งั้นก็ช่างมันเถอะ ดื่ม!”

 

“เอาเลยๆๆ ดื่มๆ!”

 

นี่พึ่งจะต้นเดือนตุลาคม เพราะงั้นอากาศในตอนนี้ก็เลยยังร้อนอยู่ ร้านบาร์บีคิวที่เต็มไปด้วยความคึกคัก มีทั้งคนมากินข้าว มาดื่มเหล้า หัวเราะ พูดคุยกันอย่างสนุกสนาน มันเป็นสถานที่ๆ คุ้นเคย และความรู้สึกที่คุ้นชิน

 

ซิงเฉิงรู้สึกว่าทุกอย่างมันวิเศษมาก

 

“เพื่อนซิง แล้ว 2 ปีนี้เป็นยังไงบ้างล่ะ? เล่าให้ฟังหน่อยได้ไหม?”

 

“เอาไว้ว่ากันที่หลัง แต่ช่วงนี้ก็สบายดี”

 

“ไอ้เวรเอ๊ย แล้วเรื่องหลังจากนี้จะเอายังไงล่ะ?”

 

“ฉันว่าจะขึ้นรถไฟตอนตี 1 พอดื่มกับพวกเองเสร็จก็จะไปเซี่ยงไฮ้ต่อเลย ว่าจะไปหาอะไรทำที่นั่นแหละ…” ซิงเฉิงอธิบาย เขาไม่มีเหตุผลที่จะต้องปิดบังเรื่องพวกนี้

 

“เซี่ยงไฮ้? ซู๋ซินก็อยู่ที่เซี่ยงไฮ้นี่นะ”

 

“เพื่อนเหม็งอย่า!” เมื่อได้ยินฮาวเหล่ยก็รีบอุดปากเพื่อนเขาทันที เหม็งโจวเพื่อจะรู้ตัวก็รู้ว่าตอนนี้เขาพลาดซะแล้ว

 

ซิงเฉิงส่ายหัว “ช่างเถอะ ไม่เป็นไร เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว”

 

“ดื่มๆ หยุดพล่ามอะไรไร้สาระได้แล้วน่า!” ก่อนที่จะดื่มเบียร์ไป 3 ลัง 

 

พอจวนจะถึงเวลาที่ซิงเฉิงต้องไปขึ้นรถไฟแล้ว เพื่อนทั้งสองคนก็พากันบอกลา ก่อนที่จะแยกย้ายไปใช้ชีวิตของตัวเอง ส่วนซิงเฉิงก็ขึ้นแท็กซี่ไปยังสถานี โดยไม่มีสัมภาระอะไรติดตัว 

 

สายตาของซิงเฉิงมองออกไปที่ทิวทัศน์ภายนอกรถไฟไป เขามองไปที่กำแพงซึ่งมีร่องรอยด่างดำที่บอกเล่าถึงกาลเวลาที่ผ่านไป เขามองเห็นชื่อของถนนที่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนตัวเมืองก็ราวกับเป็นชายชราที่คอยเฝ้าดูความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยอย่างเงียบงัน

 

เมื่อรถไฟออกจากชานชาลา ซิงเฉิงรู้ดีว่านี่เป็นการเดินทางครั้งใหม่ของเขา…

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top