ขนาดตัวอักษร

GS บทที่ 3 ยาน้ำนพคุณ

 21 Views

“สดชื่น นี่ช่างเป็นการนอนหลับที่เต็มอิ่มเสียจริง!” ลู่หยุนตื่นขึ้นมาอย่างร่าเริง เขายังไม่ตื่นจากภวังค์ดีและเตรียมจะเดินไปล้างหน้าแปรงฟัน “เดี๋ยวก่อน!”

 

เมื่อชายหนุ่มตื่นตัวเต็มที่ เขาก็มองไปรอบ ๆ ตัวอีกครั้ง

 

“เรื่องจริงซินะ! นี่ข้าเข้ามาในโลกเซียนจริง ๆ สินะ!” เขาเริ่มรู้สึกตัว “มันไม่ใช่ความฝันงั้นเหรอ?”

 

“…ใช่แล้ว!” เหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมาแล่นเข้ามาในหัวเขา “มังกรแบกโลงศพ! ฮวงจุ้ยที่นี่กำลังอยู่ในวิกฤต!”

 

ชายหนุ่มตัวสั่นด้วยความกลัว “ข้าต้องออกไปจากที่นี่ ไม่งั้นข้าได้ตายอีกรอบเป็นแน่!”

 

ชายหนุ่มไม่สามารถแก้ฮวงจุ้ยที่นี่ได้ และเขามั่นใจมากเลยว่ายิ่งตัวเขาอยู่ที่นี่นานมากเท่าไหร่ นั่นก็ยิ่งทำให้เขาเข้าใกล้ความตายมากขึ้นเท่านั้น

 

ว่าแล้วลู่หยุนเดินออกจากห้องไป

 

“นายท่านตื่นแล้ว!” ว่านเฟิงเดินไปหาเขาพร้อมถาดอาหาร หญิงสาวตะลึงเมื่อเห็นว่าเขากำลังจะเดินออกไป ที่แท้ก็คือว่านเฟิงนี่เองที่เป็นคนช่วยเหลือเขาและพาเข้ากลับมานอน

 

“มานี่เร็วเข้า พวกเราต้องออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด!” ลู่หยุนจับมือของว่านเฟิงและวิ่งออกไปยังประตูใหญ่

 

“หนีงั้นเหรอ? ไปที่ไหนกันละเจ้าคะ?” ว่านเฟิงมองดูนายท่านของเธออย่างว่างเปล่า

 

“ที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่ที่นี่!” ความวิตกกังวลทำให้เสียงของลู่หยุนเต็มไปด้วยความหยาบกระด้าง

 

“นายท่าน ท่านจะออกไปจากที่นี่ไม่ได้นะ” เสียงแหบแก่ของชายชราที่มีผมขาวดังขึ้น “ พวกเราจะไปตามหาท่านจากที่ไหนได้กัน ถ้าหากท่านละทิ้งตำหนักเจ้าเมืองแห่งนี้ไป?”

 

ลู่หยุนรู้สึกเหมือนว่าเขาชนเข้ากับกำแพงอากาศในวินาทีถัดไป แรงถีบกลับที่รุนแรงทำให้เขาร่วงลงกับพื้น

 

“เจ้าเป็นใคร?” ด้วยความเจ็บปวดเขาก็ถูด้านหลังของเขา

 

“ ท่านไม่รู้จักข้างั้นหรือ?” ชายชรากระพริบตา

 

“ฉันก็อยากรู้จักอยู่หรอก ถ้าเจ้ามีธิดาที่สวยล่ะก็นะ” ลู่หยุนประกาศอย่างขวยเขิน

 

“นายท่าน เขาคือราชเลขาของตระกูลเก้อ เก้อหลง” ว่านเฟิงกระซิบ

 

“ราชเลขาตระกูลเก้อ?” ลู่หยุนขมวดคิ้ว “ แล้วราชเลขาแห่งตระกูลเก้อมาทำอะไรในจวนเจ้าเมืองของข้าคนนี้กันล่ะ?”

 

“ทำไมน่ะเหรอ ข้าก็มาที่นี่ก็เพื่อปกป้องนายท่านน่ะสิ” เก้อหลงกล่าวเยินยอ “ ท่านน่ะมีศัตรูมากมาย มันไม่แปลกหรอกถ้าหากนายท่านจะถูกจัดการให้หายไปในพริบตา ถึงแม้ข้าอาจจะไม่มีธิดาที่งดงามแต่ข้าก็มีหลานสาวอยู่นางหนึ่ง ท่านสนใจจะพบนางหรือเปล่าล่ะ?”

 

ลู่หยุนกำลังจะตอบโต้อย่างรวดเร็ว แต่เมื่อชายหนุ่มสังเกตเห็นดวงตาที่แคบลงพร้อมด้วยน้ำเสียงน่ากลัวของเก้อหลง เขาก็ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนท่าที

 

ตอนนี้ตัวเขาเหลือเวลาอีกครึ่งปีในการเป็นเจ้าเมือง แต่เจ้าของร่างคนเก่ากลับทำให้ผู้คนมากมายกลายเป็นศัตรูไปได้เสียนี่ อาจเพราะแบบนี้ละมั้งเลยมีคนที่ไม่ชอบขี้หน้าส่งคนจำนวนมากมาเพื่อจับตาดูตัวเขาคนนี้ เจ้าพวกนั้นก็คงมีวิธีจัดการเพื่อไม่ให้เขาแอบหนีไปก่อนเพื่อรอเวลา แล้วเมื่อไหร่ที่ตัวเขาถูกปลดจากตำแหน่ง เจ้าพวกนั้นจะต้องหาทางเล่นงานเขาคนนี้ในทันทีอย่างแน่นอน!

 

“ฮึ่ม !” ลู่หยุนส่ายหัวไปมาอย่างเชื่องช้า เขาไม่สามารถถูกรบกวนด้วยการถกเถียงไร้สาระ และหลบหนีไปแบบนี้ได้

 

“ตาแก่นั่นหน้าตาน่าเกลียดแบบนั้น หลานสาวก็คงไม่ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ แต่การที่มันสามารถสร้างกำแพงอากาศไม่ให้ข้าคนนี้ออกไปได้ แสดงว่าเจ้าแก่นั่นก็เป็นผู้ฝึกตนใช่ไหม?” แทนที่จะกลับไปยังห้องของเขา ลู่หยุนเลือกที่จะไปยังหอดักจันทราอีกครั้งเพื่อสอบถามรายละเอียดจากว่านเฟิง

 

“เก้อหลงเป็นผู้ฝึกตนระดับพลังปราณแปรเปลี่ยน เขาสามารถสร้างกำแพงอากาศขึ้นมาได้ด้วยพลังลมปราณ แต่ด้วยความที่เขาไม่ได้ทำอะไรท่าน ข้าจึงไม่ได้ทำอะไรเหมือนกันเจ้าค่ะ” หญิงสาวอธิบายอย่างระมัดระวังกลัวว่าลู่หยุนจะต่อว่าตัวนางยังไงยังงั้น

 

“เจ้าเก่งกว่าเขาหรือเปล่า?” ดวงตาของลู่หยุนเปล่งประกาย

 

“นางกำนัลผู้นี้อยู่ในขั้นแก่นทองคำ ระดับแกนกลาง เขาที่อยู่แค่ขั้นปราณแปรเปลี่ยนอ่อนแอกว่าข้ามากเจ้าค่ะ” หญิงสาวเอียงคออย่างภาคภูมิใจ แต่ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ ว่างเฟิงจึงพูดอย่างระมัดระวังออกมาว่า 

 

“นายท่าน ท่านไม่โกรธที่ข้าไม่ทำอะไรเมื่อกี้เหรอเจ้าคะ?”

 

ลู่หยุนคนเก่าไม่ใช่คนที่ดูแลว่านเฟิงดีเท่าไหร่ เขาให้อาหารเธอเพียงน้อยนิดแถมยังดุด่าแทบทุกวัน แท้ที่จริงแล้วหญิงสาวคนนี้คือลูกสาวที่ถูกครอบครัวยากจนทอดทิ้ง ผู้เป็นบิดาของลู่หยุนเป็นคนเก็บมาเลี้ยง และถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าเมืองคนก่อน หญิงสาวคนนี้ก็คงจะอดอาหารตายไปนานแล้ว

 

แม้ว่านเฟิงจะรู้ว่าตระกูลลู่ไม่ได้เลี้ยงดูดีสักเท่าไหร่ แต่หญิงสาวก็รู้สึกดีใจที่ได้อยู่ในตระกูลของเจ้าเมือง นางไม่เคยบ่นหรืออะไรทั้งนั้น ต่อให้นายท่านจะเอาแส้เฆี่ยนฟาดนางบ่อยมากมายแค่ไหนก็ตาม

 

แน่นอนว่าลู่หยุนไม่รู้เรื่องนี้เลย

 

“ปราณแปรเปลี่ยน? แก่นทองคำ?” ชายหนุ่มไม่เข้าใจสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าพูดเลยแม้แต่น้อย  

 

“ บอกเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้เพิ่มเติมหน่อยสิ”

 

“รับทราบเจ้าค่ะ!” ว่านเฟิงกล่าวออกมาอย่างมีความสุข เนื่องจากเจ้าเมืองคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกวิชามาก่อน ดังนั้นจึงเป็นปกติที่เขาจะไม่เข้าใจเรื่องนี้

 

“มีทั้งหมด 3 ระดับใหญ่ๆ ในโลกของการฝึกตน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 9 ขั้นย่อย”

 

“ปราณ แกนกลาง และจิตวิญญาณ คือระดับขั้นหลัก ซึ่งแต่ละระดับขั้นหลักก็จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นย่อย”

 

“ในระดับปราณจะมี 3 ขั้น ได้แก่ ปราณประยุกต์ ปราณรวมตัว และปราณแปรเปลี่ยน”

 

“ส่วนระดับแกนกลางก็จะแบ่งได้เป็น 3 ขั้นได้แก่ แก่นทองคำ,แก่นชีวิต และแก่นดั้งเดิม”

 

“และระดับสุดท้าย ระดับจิตวิญญาณ ภายใต้ระดับเองนี้ก็ถูกแบ่งออกเป็น 3 ขั้นซึ่งประกอบไปด้วย วิญญาณเริ่มต้น หล่อหลอมจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณเปลี่ยนแปลง”

 

“หลังจากนั้นผู้ฝึกตนก็จะกลายเป็นเซียน แต่กระทั่งตอนนี้ข้าก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าเซียนเป็นยังไงเจ้าค่ะ”

 

ลู่หยุนพยักหน้า “นี่ข้าไม่สามารถฝึกพลังได้จริงเหรอ?”

 

สีหน้าของว่านเฟิงเริ่มจางลง “นายท่านไม่อาจทำได้ ท่านเจ้าเมืองคนก่อนพยายามเปลี่ยนแปลงร่างกายของนายท่านแล้ว แต่เขาก็ทำไม่สำเร็จเจ้าค่ะ”

 

“ถ้างั้นก็…” ลู่หยุนบิดริมฝีปากของเขาเป็นรอยยิ้มครึ่งหนึ่ง

 

“แต่ข้าได้ยินมาว่ามีเซียนพูดถึงยานพคุณที่สามารถเปลี่ยนพลังกายในร่างของท่านเพื่อให้ฝึกฝนเหมือนผู้อื่นได้นะเจ้าค่ะ” คำพูดสุดท้ายลอยเข้ามาในหัวของว่านเฟิงพอดี

 

“ยานพคุณงั้นเหรอ?” ดวงตาของลู่หยุนเบิกกว้าง

 

“แต่วิธีการปรุงมันหายไปแล้ว ยานั่นหลงเหลือจากสมบัติในยุคสมัยแห่งเซียนเมื่อครั้งก่อน ดังนั้นมันจึงค่ามากถึงขนาด 1 เม็ดสามารถใช้แลกทั้งเขตสนธยาได้เลยเจ้าค่ะ” ว่านเฟิงเอ่ยตอบลู่หยินอย่างยิ้มแย้ม

 

“แต่นั่นมันก็แค่เงินใช่ไหม” เขามองออกไปนอกกำแพงเมืองอีกครั้ง มีสุสานของเซียนตั้งอยู่ที่นั่น!

 

แม้จะมีสัญญาณบ่งบอกถึงการขุดค้นไปแล้วบางส่วน แต่มันก็ยังอยู่ในสภาพที่ดีอยู่ ฮวงจุ้ยยังไม่พังทลาย นั่นบ่งบอกได้เลยว่าพวกโจรขุดสุสานเอาไปได้แค่รอบนอกเท่านั้น พวกมันยังไม่สามารถเข้าไปข้างในสุสานได้

 

ยานพคุณมีค่ามากเพราะวิธีการปรุงของมันได้หายสาบสูญไปแล้ว ถ้าชายหนุ่มพบอะไรบางอย่างในสุสาน ของพวกนั้นย่อมเป็นของตกทอดเก่าแก่แน่นอน บางทีตัวเขาอาจจะหาทางแลกมันกับยานพคุณในภายหลังก็เป็นได้

 

“ว่านเฟิง เจ้าสามารถจัดการเก้อหลงได้ใช่ไหม? มีใครอื่นที่ถูกส่งมาจับตามองข้าอีกไหม?” ลู่หยุนถามหญิงสาวอีกครั้ง ก็ในเมื่อว่านเฟิงเป็นคนพูดเองว่าแกร่งกว่าเก้อหลง

 

“อืม…” ว่านเฟิงพยักหน้า “ข้าได้เข้าสู่ขั้นแก่นทองคำ ระดับแกนกลางเมื่อสองวันก่อนโดยที่ไม่มีใครอื่นรู้นอกจากราชเลขาเซีย”

 

“ส่วนพวกที่มาจับตาดูนายท่าน นอกจากเก้อหลงแล้วก็มีกงซุนโหยว จากตระกูลกงซุน และเฟิงเหลียงเฉิงจากตระกูลเฟิง เก้อหลงและกงซุนโหยวเทียบข้าไม่ติดก็จริง แต่เฟิงเหลียงเฉิงเองก็อยู่ในขั้นแก่นทองคำ ระดับแกนกลางเช่นกัน ข้าที่เพิ่งมาถึงระดับนี้ไม่คิดว่าจะสามารถโค่นเขาได้หรอกเจ้าคะ” ว่านเฟิงกล่าวด้วยความขุ่นมัว

 

“แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว แค่เจ้าจัดการสองคนนั้นได้ก็เพียงพอแล้ว!” รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของลู่หยุน “ งั้นให้เก้อหลงตามพวกเรามา พวกเราจะออกเดินทางจากที่นี่ไปยังภูเขาแดงสนธยาเพื่อจะไปดูสุสานเซียนกัน!”

 

เลือดของเขาเดือดพล่านด้วยความคิดเช่นนั้น

 

“นายท่าน ท่านจะไปไหนนะ?” ราวกับได้ยินความคิดนั้น เก้อหลงปรากฏตัวขวางทางเขาอีกครั้งผ่านทางประตูเล็ก

 

“ข้าเบื่อก็เลยจะออกไปเดินในเมืองซักหน่อย” ลู่หยุนตอบกลับอย่างเมินเฉย

 

เก้อหลงขมวดคิ้ว “คงไม่อาจให้นายท่านทำได้ นายท่านจะออกไปไหนไม่ได้ในช่วง 6 เดือนนี้”

 

“อย่าบอกนะว่าองค์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่เป็นคนออกกฎนี้?” ลู่หยุนพูดอย่างเย็นชา

 

“ไม่” เก้อหลงส่ายหัว “ ตระกูลชนชั้นสูงในสนธยาเป็นคนจัดการเอง”

 

“ฮ่าๆๆๆๆๆ!” ลู่หยุนโยกหัวของเขากลับมาด้วยเสียงหัวเราะ “ ตระกูลชั้นสูงในเมืองสนธยาใช่ไหม? ไม่ใช่ว่าพวกนั้นกำลังจะก่อกบฏหรอกเหรอ?”

 

“ ไร้สาระ !” ท่าทีของเก้อหลงเปลี่ยนไป

 

“ไร้สาระงั้นเหรอ?” ลู่หยุนยิ้มอย่างขมขื่น “ มีเวลาอีกตั้งครึ่งปีก่อนที่เจ้าเมืองคนนี้จะถูกองค์เหนือหัวถอดจากตำแหน่ง แต่พวกเจ้าก็กล้าที่จะกักขังให้ข้าคนนี้ให้ต้องอยู่แต่ในตำหนักงั้นเหรอ? ถ้าแบบนั้นไม่เรียกว่าก่อกบฎแล้วจะให้เรียกว่าอะไร?”

 

สีหน้าของราชเลขเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ลู่หยุนยังเป็นเจ้าเมืองในอีกครึ่งปีต่อจากนี้ แต่ศัตรูของเขาก็ได้เคลื่อนไหวก่อนแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าพวกเขานั้นมีความสัมพันธ์กันมาก่อนหน้านี้

 

“ว่านเฟิง เตรียมการให้ข้าที ทำการจุดกำยานเพื่อบอกองค์จักรพรรดิด้วย เจ้าเมืองคนนี้ต้องการรายงานเรื่องการก่อกบฏของชนชั้นสูงเมืองสนธยา เผื่อว่าอวงค์เหนือหัวจะทรงประทานรางวัลเป็นยานพคุณให้ผู้ต่ำต้อยคนนี้”

 

ดวงตาของว่านเฟิงลุกโชนขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งนี้ “นายท่านไม่ต้องกังวลไป ข้าน้อยมีตราสั่งการสำหรับกองทัพสนธยาอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นนายท่านไม่จำเป็นต้องรบกวนองค์จักรพรรดิหรอกเจ้าค่ะ”

 

“ช้าก่อน !” ใบหน้าของเก้อหลงมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มไปหมด ด้วยท่าทางและคำพูดนั่น ว่านเฟิงน่าจะปลดปล่อยกองทัพประจำเขตเพื่อจัดการกลุ่มชนชั้นสูงในเขตนี้อย่างแน่นอน

 

“ท่านเจ้าเมืองจะไปยังที่แห่งใด?” ดวงตาของราชเลขาเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วและยิ้มในที่สุด นายท่านมีศัตรูมากมายที่พยายามจะกำจัดท่าน ได้โปรดให้ข้ารับใช้ผู้แก่เฒ่าคนนี้ตามท่านไปด้วยเถิด?”

 

ถ้าเขาอยู่ในเมืองมันก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่เขาออกจากเมืองมาล่ะก็… บางทีเขาอาจจะจัดการไอ้ชั่วลู่หยุนให้ตายคามือข้างนอกเลยก็ได้!

 

ไม่มีสิ่งใดที่จะหยุดความโกรธเกรี้ยวของเก้อหลงได้อีกแล้ว ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ หลานสาวของเขาถูกฆ่าตายด้วยน้ำมือของลู่หยุน โอกาสดี ๆ แบบนี้ เขาต้องแก้แค้นให้ได้ !

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top