ขนาดตัวอักษร

GS บทที่ 1 เจ้าเมืองหนุ่ม  

 29 Views

โลกแห่งเซียน เขตสนธยา

 

ลู่หยุนตื่นขึ้นมาบนเตียงนอน หายใจอย่างเหนื่อยหอบ เม็ดเหงื่อเย็น ๆ ไหลบนหน้าผากของเขา

 

“บัดซบ! น่าขายหน้าที่สุด! นักล่าห่านต้องมาจบชีวิตลงด้วยห่านเข้ามาจิกตาตัวเอง*!” 

(หมายถึงหมองูตายเพราะงู)

 

“ทำไมมันถึงมีกับดักจับตายในสุสานชาวบ้านยุคราชวงศ์ฮั่น? ไอ้บ้าที่ไหนมันติดตั้งของแบบนั้นไว้กัน?”

 

“เอ๊ะ? เดี๋ยว… นี่ข้ายังไม่ตาย?”

 

ลู่หยุนกระพริบตา ก่อนที่เขาจะตัวแข็งทื่อ

 

“ฮ่าๆๆๆ! ยังไม่ตายโว้ย! เจ๋งเป้ง! ลูกพี่ลู่หยุน ผู้เอาชีวิตรอดเหนือสวรรค์และโลก! ทุกอย่างตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอยู่ในกำมือของข้าหมดแล้ว! ข้าคือผู้ที่แกร่งที่สุด! สุดยอดผู้นำกองทัพโจรปล้นสุสานที่เก่งที่สุดเท่าที่เคยมีมา! ข้าจะไปตายในสุสานกระจอกแบบนั้นได้ไงกัน? ถึงจะมีกับดักเวรนั่น แต่ข้าก็ไม่ตายง่ายๆ หรอกเว้ย!“

 

ชายหนุ่มยังคงกระทบกระเทือนนิดหน่อย แต่ทุกอย่างก็โอเค ขอแค่เขาไม่ตายก็ดีแล้ว! โชคดีที่ไม่ทำให้ปู่ของเขาที่เป็นต้นตระกูลโจรปล้นสุสานต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปด้วย

 

“น่าเสียดายที่ข้าคนนี้ไม่ได้เอาเจ้าตำราสัมฤทธิ์นั่นกลับมาด้วย ของดูมีราคาแท้ๆ” ลู่หยุนลูปริมฝีปากของเขา “เดี๋ยวก่อนนะ นี่ข้าอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย?”

 

เขาสะบัดหัวและเงยหน้าขึ้นมองตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบตัว

 

มันดูเหมือนจะเป็นห้องโบราณที่ได้รับการตกแต่งอย่างแปลกประหลาด มุกจำนวนหลากหลายเม็ดเปล่งแสงส่องสว่างทั่วทั้ง 4 ทิศของห้อง

 

อย่างไรก็ตามภาพที่เห็นนี้มันได้ทำให้ลู่หยุนหนาวไปจนถึงสันหลัง

 

“เจ้าของห้องนี้มันอยากจะตายเอง หรือว่ามันอยากจะสาปแช่งข้าคนนี้ให้ตายแทนมันหรือไง? ฮวงจุ้ยนี้เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นรูปแบบการปฏิเสธหยินทั้ง 9 ! ดูกระจกสีทองที่หันเข้าหาเตียงนั่นสิ! นี่เขาไม่กลัวว่าจะสร้างผีดิบขึ้นมาจากขั้นตอนนี้รึไงเนี่ย?”

 

“นี่…นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย? ไม่มีซินแสมาบอกเจ้าของห้องนี้เหรอ ว่าการแต่งห้องแบบนี้มันย่ำแย่ขนาดไหน?”

 

รูปแบบการปฏิเสธหยินทั้ง 9 คือการจัดเพื่อรวบรวมพลังงานต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการเรียกภูตผีทั้งหลาย ถ้าเกิดมีคนเข้ามาอาศัยอยู่ในห้องนี้นานเข้าล่ะก็ คนผู้นั้นก็จะมีอาการเจ็บป่วย และอายุไขก็คงจะสั้นลงอย่างแน่นอน

 

แอ๊ด

 

ประตูห้องเปิดออกในขณะที่ลู่หยุนยังคงหลงอยู่ในห้วงความคิด หญิงสาวในชุดกระโปรงสีเขียวเดินเข้ามาพร้อมกับถาดอาหาร

 

แม่นางคนนี้ดูอายุราวๆ 16 ปี ผมยาวพาดจากบ่าไปถึงเอว โครงหน้าอันสวยงามและดวงตาที่เปล่งประกายพร้อมด้วยฟันสีขาว เป็นคนที่สวยมาก ๆ

 

ลู่หยุนใช้เวลาทั้งชีวิตในการพบเจอกับหญิงสาวมากมาย แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้เขารู้สึกหัวใจแทบหยุดเต้นเมื่อได้เห็นกับหญิงสาวตรงหน้า

 

ชุดย้อนยุคงั้นเหรอ? กำลังถ่ายหนังกันอยู่รึเปล่าเนี่ย? หรือแม่นางคนนี้จะเป็นนักแสดงงั้นเหรอ? แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเลยนะ สวยขนาดนี้ ว่าแต่นี่เราหลงเข้ามาอยู่ในหนังเรื่องไหนกันแน่

 

เขามองไปๆ แต่ไม่พบกล้องหรือทีมถ่ายหนัง

 

“ท่านเจ้าเมือง* ท่านฟื้นแล้ว” หญิงสาวหยิบชามแกะสลักจากหยกขาวและเดินเข้ามาหาลู่หยุน กลิ่นหอมละมุนฝังเข้าไปในจมูกของชายหนุ่ม ลู่หยุนไม่แน่ใจว่ากลิ่นที่ว่ามาจากหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าหรือว่ามาจากซุปที่กำลังเปล่งประกายแสงสีม่วงอ่อนๆ นี่กันแน่

 

ซุปที่เปล่งแสง? กินได้เหรอ?

 

“เดี๋ยวก่อน!” ลู่หยุนวิ่งหนีไปข้างหลัง “แม่นางเรียกข้าว่าอะไรนะ? ท่านเจ้าเมือง?”

 

นี่มันไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย

 

ในฐานะโจรปล้นสุสานที่เชี่ยวชาญในประวัติศาสตร์จีน เขารู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้หมายถึงอะไร นั่นเป็นคำที่ใช้เรียกบุคคลที่เป็นเจ้าเมือง ในยุคปัจจุบันมันมีความหมายคือ คนเลี้ยงแกะ ที่คอยทำหน้าที่ชี้นำผู้คนด้วยอำนาจของเขา

 

ประวัติศาสตร์ได้บอกว่าอาณาเขตของประเทศจีนโบราณนั้นแบ่งออกเป็น 9 เขต เจ้าเมืองคือบุคคลที่อยู่ในตำแหน่งสูงที่สุดของเขตนั้นๆ และเป็นตำแหน่งที่อยู่ในระบบการเมืองการปกครองสมัยราชวงศ์ฮั่น

 

นี่เป็นกองถ่ายหนังยุคฮั่นใช่ไหม? แม่นางคนนี้เข้าถึงบทบาทตัวละครได้ดีเกินไปหรือไงกัน?

 

ลู่หยุนลูบหน้าผากของเขา “ สาวน้อย เจ้าทักคนผิดแล้วล่ะ ข้าไม่ใช่นักแสดง ไม่ต้องเล่นบทนี้กับข้าหรอก “

 

“ท่านเจ้าเมือง ท่านได้รับบาดเจ็บและสูญเสียความทรงจำหรือเจ้าค่ะ ข้าคือคนรับใช้ของท่าน ว่านเฟิงเองเจ้าคะ “ ดวงตาของหญิงสาวแดงก่ำ “ไม่ต้องกังวลนายท่าน ข้าจะติดตามนายท่านไป ต่อให้นายท่านจะไม่ใช่เจ้าเมืองก็ตาม เพื่อให้นายท่านปลอดภัย”

 

ลู่หยุนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับปฏิกิริยาดังกล่าว

 

เขาหันหลังกลับ เพื่อตัดสินใจสอบถามข้อมูลบางอย่าง “นี่ข้าอยู่ที่ไหน?”

 

“ที่นี่คือเมืองสนธยาเจ้าค่ะ”

 

“เมืองสนธยาอยู่ที่ไหน?” ดูเหมือนจะไม่มีสถานที่ดังกล่าวในประเทศจีน

 

“แน่นอนว่าเมืองสนธยา ก็ต้องอยู่ในเขตสนธยาซิเจ้าค่ะ”

 

“แล้วเขตสนธยาอยู่ที่ไหน?”

 

“ในมณฑลหลางเซี๋ยเทียนเจ้าค่ะ”

 

“… อะไรคือ มณฑลหลางเซี๋ยเทียน?” ลู่หยุนเข้าไม่ถึงอย่างสมบูรณ์

 

“แน่นอนว่ามณฑลหลางเซี๋ยเทียนเป็นหนึ่งใน 9 มณฑล 10 ดินแดน และทะเลทั้ง 4 แห่งโลกเซียนไงละเจ้าค่ะ”

 

โครม! ดวงตาของลู่หยุนกลอกขึ้นข้างบนในขณะที่เขาทรุดตัวลงนอนบนเตียง

 

บ้ามาก! นี่มันบ้าเกินไปแล้ว!

 

แม่สาวพราวเสน่ห์คนนี้ต้องวิกลจริตไปแล้วแน่ๆ!

 

ปากของว่านเฟิงบิดเบี้ยว หญิงสาวเกือบจะร้องไห้ ท่านเจ้าเมืองที่อุตส่าห์ฟื้นขึ้นมาทั้งที แต่สุดท้ายก็สลบไปอีกครั้งแล้ว!

 

เธอวางชามซุปประกายลงบนโต๊ะข้างเตียงและถอยออกจากห้องอย่างเงียบ ๆ

 

หลังผ่านไปสักพักลู่หยุนก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง “หญิงสาวนั่นไปแล้วหรือยังนะ?” ชายหนุ่มลูบหน้าผากตัวเองแล้วมองไปยังซุปสีม่วงนี่ “อืม หิวเหมือนกันนะเนี่ย”

 

หลังจากลังเลสักครู่ ลู่เฉินก็หยิบซุปแปลก ๆ ขึ้นมาแล้วกลืนลงไป

 

“เฮ้อ ดูเหมือนจะไม่ได้วางยาเอาไว้แหะ” เขาเรอและถอนหายใจ ความอบอุ่นไหลเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับพละกำลังนิดหน่อย

 

“ทีมงานหนังเรื่องนี้ค่อนข้างรวยที่เดียว จานชามพวกนี้มีค่าถึงหลักล้านเลยนะ แต่พวกเขาเอามันมาประกอบฉากเนี่ยนะ! บ้ากันไปแล้วหรือไง” ด้วยนิสัยที่ติดมาจากอาชีพของเขา ลู่หยุนจึงเก็บชามนั่นไว้ในเสื้อ

 

“แถมยังใส่ชุดโบราณกับสวมวิกให้ตัวเราด้วยอีกนะ! เป็นเพราะแม่สาวสุดสวยคนนั้นหรือไง ทำไมถึงได้จัดให้ข้าเป็นนักแสดงนำชายแบบนี้น่ะ?”

 

ลู่หยุนลงมาจากเตียงด้วยท่าทางสบาย ๆ

 

“สิ่งแรกที่ข้าต้องทำก็คือทำลายรูปแบบปฏิเสธ 9 หยินของห้องนี้เสียก่อน” ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินไปที่กระจก เขาวางมือทั้งสองไว้บนมันเพื่อทำการเคลื่อนย้ายมันออกไป

 

อย่างไรก็ตาม มันก็ได้ถูกตอกติดเอาไว้กับผนัง และไม่มีทางเลยที่เขาจะเอามันออกไปได้

 

“เอ๊ะ?” สายตาของเขาสะดุดใจกับอะไรบางอย่างในกระจกเงา

 

มันเป็นภาพสะท้อนของชายหนุ่มอายุราว ๆ 16 ปี ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อเหลา ถ้าไม่ติดที่ว่าผิวของเขาขาวซีดเป็นผีแบบนี้น่ะนะ แถมยังดูผอมแห้งจนลมน่าจะพัดเขาปลิวไปได้สบายๆ ด้วย

 

นี่ไม่ใช่ตัวเราเองอย่างแน่นอน!

 

…มันเป็นภาพลวงตาใช่ไหม?

 

ลู่หยุนยกมือขึ้น ท่าทางที่สะท้อนจากสหายหน้าหยกในกระจกก็ยกมือขึ้นตามด้วยเช่นกัน เขาส่ายหัวแล้วชายหนุ่มอีกคนในกระจกก็ทำตาม

 

โครม!

 

ลู่หยุนล้มลงบนพื้นอีกครั้ง “นี่มันบ้าบออะไรกัน นี่มันไม่ใช่ข้าสักหน่อย! เกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย ??”

 

ด้วยความงุนงง หัวของเขาคิดอะไรไม่ออกแล้ว ชายหนุ่มพยายามนึกถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เขากำลังล้มลง

 

“ข้า… ดูเหมือนว่าจะออกมาจากกับดักนั่นไม่ได้สินะ ถ้างั้นตัวข้าก็น่าจะตายไปแล้วสิ แต่ทำไมถึงได้กลับมาอยู่ในร่างของพ่อหนุ่มคนนี้กันล่ะ“ ดูเหมือนว่าตอนนี้ลู่หยุนจะสามารถระลึกถึงความเจ็บปวดและสิ้นหวังในตอนที่ตัวเขาตายได้แล้ว

 

“ถ้าอย่างนั้นผู้หญิงคนนั้นก็พูดความจริงเหรอ? นี่เป็นโลกเซียนและข้าฟื้นขึ้นมาในร่างของเจ้าเมืองงั้นเหรอ?”

 

“โลกเซียน โลกเซียน… งั้นตัวข้าก็เป็นเซียน??” ดวงตาของลู่หยุนเปล่งประกายและกระโดดโลดเต้นไปในอากาศราวกับปลาคาร์พ

 

โครม!

 

เขาล้มลงหัวฟาดพื้นอีกครั้ง

 

ลู่หยุนนอนหงุดหงิดบนพื้น และไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว นี่ตัวเขาเป็นเซียนแบบไหนกันแน่?

 

“อั้ยย๊า เกิดอะไรขึ้นกับท่านเนี่ย??“ ว่านเฟิงกลับเข้ามาในห้องพร้อมช่วยลู่หยุนลุกขึ้นอีกครั้ง

 

“ข้าสลบไปน่ะ” ชายหนุ่มยกเอวขึ้น “เพราะข้าสงสัยว่าตัวเองจะเป็นเซียนก็เลยลองทดสอบดูสักหน่อย”

 

“ทดสอบตัวเองงั้นเหรอ?” ว่านเฟิงกระพริบตาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “พูดเป็นเล่นน่านายท่าน ถ้านายท่านเป็นเซียนจริง ๆ แล้วทำไมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ถึงได้พยายามกำจัดนายท่านล่ะ?”

 

ว่านเฟิงช่วยลู่หยุนไปที่เตียงขณะที่พูด หลังจากนั้นก็มีจุดสีเขียวเล็ก ๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายนิ้วของหญิงสาว ว่านเฟิงเอาปลายนิ้วลูบไปที่เอวของลู่หยุนเบา ๆ ก่อนจะส่งกระแสเย็นเข้ามาคลายปวดที่เจ็บปวดให้กับร่างตรงหน้า

 

แม่นางคนนี้ต้องเป็นนางฟ้า แถมยังเป็นนางฟ้าสุดสวยแน่ๆ!

 

“นี่ข้าไม่ได้เป็นเซียนงั้นเหรอ” ลู่หยุนลุกขึ้นนั่งอีกครั้งเพื่อรีบหาคำตอบ

 

“ท่านไม่ได้เป็นผู้ฝึกตนหรอก แม้แต่เซียนก็ไม่คล้ายเลย” ว่านเฟิงถอนหายใจ “เพราะท่านไม่ใช่ผู้มีวิชา ดังนั้นองค์เหนือหัวจึงประกาศว่าถ้าท่านยังไม่สามารถฝึกวิชาได้ภายใน 6 เดือน ท่านจะถูกถอดออกจากตำแหน่งเจ้าเมือง”

 

“ผู้ฝึกตน?” ลู่หยุนหยุดด้วยความสงสัย แต่เขาเลือกที่จะไม่ได้ถามอะไรเพิ่มเติม เพราะถึงแม้เขาจะอยากรู้ก็ตาม แต่การถามออกไปโดยไม่คิดก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไหร่

 

หญิงสาวที่อยู่เบื้องหน้าของเขามีนามว่า ว่านเฟิง เธอเองก็มีรูปลักษณ์ที่น่าหลงใหลพอควร แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าถ้าเกิดเธอรับรู้ได้ถึงวิญญาณที่อยู่ในร่างเจ้านายเธอดันเป็นคนอื่นกันล่ะ? ถ้าเป็นแบบนี้ตัวเขาต้องตายอย่างแน่นอน!

 

“อย่างห่วงไปเลยนายท่าน ข้าน้อยพร้อมรับใช้นายท่านตลอดเวลา ต่อให้นายท่านจะไม่ใช่เจ้าเมืองแล้วก็ตาม ข้าจะเป็นตัวแทนที่คอยใช้พลังในการต่อสู้ แม้ว่าข้าจะไม่อาจสู้พวกเขาเหล่านั้นได้ แต่ถ้าท่านหนีไปได้ ข้าน้อยก็พอใจแล้วเจ้าคะ” ว่านเฟิงพูดอย่างมาดมั่น

 

“ดูเหมือนว่าเราคนนี้จะมีศัตรูไม่น้อยเลยนะ” ลู่หยุนพูดด้วยท่าทางขำขัน ส่วนว่านเฟิง ตัวนางเองก็เงียบเช่นกัน

 

ดังนั้นเจ้าของคนก่อนหน้าของร่างนี้จึงได้ชื่อว่าลู่หยุน

 

ตระกูลลู่มีอำนาจที่มากมายหลายชั่วอายุคน แม้ว่าจะไม่มีคนในตระกูลมากนัก แต่ด้วยธุรกิจและสายสัมพันธ์ที่มีก็กว้างขวางมาก นี่จึงเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจที่สุดด้วยตำแหน่งเจ้าเมืองที่พวกเขามี

 

อย่างไรก็ตาม บ้านชนชั้นสูงหลังนี้ก็มีชื่อเสียงไม่น้อยเลยทีเดียว และไม่ว่าจะเป็นเพราะอะไรก็ตาม ปู่และพ่อของลู่หยุนก็ได้รับการกล่าวขานในด้านความชั่วร้ายจนเป็นที่รู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง

 

และอาจเป็นเพราะบาปทั้งหมดที่พวกเขาทำไว้ ทั้งคู่จึงเสียชีวิตจากการกระทำที่ได้ก่อไว้ ส่วนลู่หยุนเองก็เองถูกสาปส่งตามสายเลือดให้ไม่สามารถฝึกวิชาได้

 

แม้ว่าเขาจะไม่สามารถเป็นผู้มีวิชาได้ แต่เขาก็ไม่ได้มีความผิดพลาดที่น้อยไปกว่าปู่ของเขาหรอก จริง ๆ แล้วชายคนนี้อาจเลวกว่าเลยด้วยซ้ำในตอนนี้

 

ผู้ฝึกตนทุกคนในเขตสนธยาต่างก็เกลียดพวกตระกูลลู่เข้ากระดูกดำ แต่ด้วยฐานะเจ้าเมือง นั่นก็ทำให้ทุกแว่นแคว้นที่อยู่ภายใต้อำนาจเขาได้แต่ทำอะไรลับหลังเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อ 3 วันก่อน เมื่อจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งหลางเซี๋ยเทียนขีดเส้นตายเอาไว้ ถ้าเกิดลู่หยุนยังไม่สามารถฝึกวิชาได้ภายในครึ่งปี เขาจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง และตระกูลอื่นจะถูกเชิญขึ้นมาแทนที่

 

มันช่างเป็นการเริ่มต้นที่แสนลำบาก ทั้งเป็นเจ้าเมืองดั้งเดิม ไหนจะการสวมรอยลู่หยุน การอยู่ในโลกที่มีเทพเซียน และการเดินทางอีก

 

ผู้ฝึกตนที่เคยสาบานตนรับใช้ตระกูลลู่ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยทันที ราวกับฝูงลิงที่ที่แตกฮือ ดังนั้นแล้วตัวเขาในตอนนี้จึงไม่สามารถใช้อำนาจที่มีได้เท่าที่ต้องการ

 

ถึงจะมีเหลืออยู่บ้างเล็กน้อยในตำหนักเจ้าเมือง แต่พวกคนอื่น ๆ ก็เลือกจะรอเจ้าเมืองคนใหม่ที่จะมาในอีกครึ่งปีหลังจากนี้มากกว่า

 

ว่านเฟิงคิดว่าจิตใจของลู่หยุนสั่นคลอนจากอาการช็อกที่ตัวเขาได้เผชิญมาก่อนหน้า ดังนั้นหญิงสาวจึงพูดยืนยันสถานการณ์ให้เขาเข้าใจอีกครั้ง

 

“ว่านเฟิง กระจกเวรนั่นทำให้ข้ารำคาญ เอามันออกไปที” ลู่หยุนชี้ไปที่กระจกหันหน้าไปทางเตียง

 

“รับทราบเจ้าค่ะ” ว่านเฟิงโบกมือไปที่กระจกและส่งมันลอยออกไปจากห้อง

 

“ต้นไม้นั่นด้วย เอาไปทิ้งซะ!” ดวงตาของลู่หยุนเปล่งประกาย ว่านเฟิงเป็นนางฟ้าหรือว่าเป็นผู้ฝึกพลังกันแน่นะ?

 

เขาไม่ได้สังเกตว่า ว่านเฟิงใช้คำว่า “ฝึกพลังวิชา” แทนที่จะใช้คำว่า เป็นเซียน

 

พวกคนรับใช้เองก็ไม่เข้าใจคำสั่งเหมือนกัน แต่ก็ยังทำตาม

 

ต้นไม้สองสามต้นปลิวกระจายไป ลู่หยุนเริ่มรู้สึกว่าอากาศในห้องค่อยบริสุทธิ์ขึ้นมาบ้าง ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว

 

รูปแบบปฏิเสธ 9 หยินนั้นเป็นอันตรายต่อมนุษย์มาก แต่ดูเหมือนว่านั่นจะไม่สามารถทำอะไรผู้มีพลังอย่างว่านเฟิงได้

 

“ใช่แล้ว ว่านเฟิง ใครเป็นคนตกแต่งห้องนี้กัน?” ลู่หยุนถามหลังจากถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

“ราชเลขาเซีย เป็นคนจัดเจ้าค่ะ” ว่านเฟิงรู้สึกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในห้อง แต่หญิงสาวก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน

 

“ราชเลขาเซีย? เขาอยู่ที่ไหน?” ลู่หยุนขมวดคิ้ว มีใครบ้างในสายงานเดียวกับเขาในโลกเซียนนี้? การตกแต่งห้องของชายคนนี้ถือได้ว่าผิดหลักฮวงจุ้ยอย่างร้ายแรง

 

ลู่หยุนสามารถกลับมามีชีวิตในร่างกายของอีกคนได้อย่างแม่นยำ ก็เพราะลู่หยุนในโลกนี้ได้ตายด้วยวิธีการจัดห้องของเขาเองนี่แหละ ถ้าเขายังยึดวิถีการจัดห้องแบบนี้ต่อ… มีหวังได้ตายตกตามไปกันแน่

 

ในฐานะโจรปล้นสุสานอันดับหนึ่ง ลู่หยุนจะต้องเรียนรู้ทุกสิ่งตั้งแต่จุดเล็ก ๆ อย่างตำแหน่งโลงศพในสุสาน ไปจนถึงการจัดวางฮวงจุ้ยของสุสาน

 

“รูปแบบการจัดวางค่ายกลของตำหนักเจ้าเมืองเองก็ต้องปรับปรุงเหมือนกัน ดังนั้นราชเลขาเซียจึงออกไปข้างนอกเพื่อซื้อหินมาใช้ในการจัดวางด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”

 

“ค่ายกลงั้นเหรอ?” ลู่หยุนกระพริบตา

 

“ใช่เจ้าค่ะ ราชเลขาเซียคือปรมาจารย์ค่ายกล มีอยู่หนึ่งอันในห้องของท่านด้วย เขามาติดตั้งไว้ให้เพราะนายท่านมีศัตรูมากมายนี่แหละ”

 

ลู่หยุนลูบหน้าผากของเขา ค่ายกลในโลกเซียน? รูปแบบฮวงจุ้ย?

 

“ช่วยข้าหน่อยสิ” เขาหายใจเข้าลึก ๆ และรู้สึกอ่อนแอเล็กน้อย

 

“จัดให้เจ้าค่ะ!” ว่านเฟิงยื่นมือออกมาด้วยมือเพื่อช่วยให้นายของเธอรู้สึกดีขึ้น

 

เมื่อลู่หยุนรู้สึกถึงร่างกายที่อ่อนนุ่มและยืดหยุ่น จิตใจของเขาก็หายเซื่องซึม

 

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top