ขนาดตัวอักษร

[MB] บทที่ 3 ไม่ยอมแพ้ (2)  

 18 Views

ซู่เฉินค่อย ๆ ยกดัมเบลสลับซ้ายขวา เขาหมุนตัวของเขาและก่อท่าร่างแปลก ๆ ก่อนจะเก็บแขนขวากลับ …

 

ในลานบ้าน ซู่เฉินถือดัมเบลหินไว้ในมือของเขาและเริ่มใช้แปดวิธีการฝึกกายพร้อมโคจรทักษะรวมพลังวิญญาณขั้นพื้นฐานไปด้วย

 

แปดวิธีการฝึกกายเป็นทักษะการฝึกกายที่พบมากที่สุดในหมู่มนุษย์ กล่าวได้ว่ามันเป็นรากฐานสำคัญของการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ ทักษะรวมพลังวิญญาณขั้นพื้นฐานคือวิธีการดูดซับพลังงานเข้ามาเสริมสร้างร่างกาย

 

ด้วยการผสมผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน นี่จะทำให้ร่างกายของผู้ฝึกแข็งแกร่งขึ้นจนกลายรากฐานสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญพลังวิญญาณในอนาคตได้อย่างมั่นคง

 

ขณะที่ซู่เฉินกำลังฝึกซ้อม เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากทางด้านหลังของเขา

 

“ท่านพ่อ?” ซู่เฉินหยุดยกดัมเบลหินในมือแล้วหันศีรษะกลับไป

 

เสียงของซู่เฉิงดังขึ้น “ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้เจ้าว่าเสียงฝีเท้าของข้าคล้ายกับลุงสามของเจ้ามาก และมันยากที่จะแยกแยกออกได้หรอกหรือ? แล้วทำไมตอนนี้เจ้าถึงได้คิดว่าเป็นข้ากันล่ะ?”

 

ซู่เฉินตอบว่า “แม้ว่าเสียงฝีเท้าของพ่อและลุงสามนั้นคล้ายกันมาก แต่ลุงสามเขาฝึกดาบตะวันฉาย ตอนนี้คือเวลาเที่ยงตรง เป็นช่วงเวลาที่มีพลังหยางสูงสุดของวัน ด้วยเหตุนี้ลุงสามควรจะกำลังฝึกฝนอยู่และไม่ยอมออกมาง่าย ๆ ดังนั้นจึงมีเพียงท่าน ท่านพ่อ”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น บิดาของซู่เฉิงก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ

 

บรรพบุรุษอวยพรให้ลูกชายเขาเป็นเด็กฉลาด แต่สวรรค์กลับอิจฉาซู่เฉินและมอบความโชคร้ายให้เขาได้เผชิญ

 

แม้ถูกขังอยู่ในความมืด ซู่เฉินก็ไม่ยอมแพ้แต่อย่างใด สิ่งนี้ทำให้ผู้เป็นบิดาอย่างเขารู้สึกมีความสุขและไม่สบายใจไปพร้อม ๆ กัน ความขัดแย้งที่อยู่ในใจทำให้ซู่เฉิงไม่รู้ว่าเขาควรจะพูดอะไร

 

ในที่สุดซู่เฉินก็ทำลายความเงียบลง “ท่านพ่อ เหตุใดท่านถึงมาหาข้าที่นี่?”

 

ซู่เฉิงนั่งลงและกล่าวว่า “ตามมา ข้าต้องการพูดบางอย่างกับเจ้า”

 

ซู่เฉิงพาลูกชายของเขาออกมาจากลานฝึก และนั่งลงที่ศาลาพักผ่อน

 

ซู่เฉิงไม่ได้พูดเข้าประเด็นในทันที กลับกันเขากับเลือกที่จะถามลูกชายเกี่ยวกับประสบการณ์และความเข้าใจจากการฝึกฝน ซึ่งซู่เฉินก็ให้คำตอบแก่พ่อของเขาอย่างครบถ้วน

 

“เจ้ามั่นใจว่าเจ้าจะเข้าสู่ขอบเขตก่อพลังในสามปีงั้นหรือ? ไม่เลว ไม่เลว” ซู่เฉิงพยักหน้าย้ำ ๆ

 

ขอบเขตก่อพลัง เป็นขั้นแรกจากเจ็ดขั้นของพลังต้นกำเนิด หลังจากเข้าสู่ขอบเขตก่อพลังแล้วนี่จึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญพลังวิญญาณที่แท้จริง สำหรับขั้นฝึกกาย นั่นก็เป็นเพียงแค่ขอบเขตของผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้เท่านั้น ยังไม่อาจนับว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดขั้นพลังต้นกำเนิด

 

แม้ว่าซู่เฉิงจะกล่าวอย่างชื่นชม แต่สีหน้าของเขากลับดูไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย

 

ซู่เฉิงมองลูกชายของเขาด้วยดวงตาที่มีร่องรอยความโศกเศร้าอยู่ด้านใน

 

หลังจากนั้นไม่นานซู่เฉิงก็พูดขึ้นว่า

 

“เฉินเอ๋อร์ เจ้านั้นน่าเหลือเชื่อจริง ๆ แม้แต่ข้าเองก็ยังประหลาดใจ แม้ว่าชะตากรรมจะทำร้ายเจ้า เจ้าก็ไม่หลงทางไปในความสิ้นหวัง แต่กลับยืนหยัดขึ้นอีกครั้งและพยายามอย่างหนัก  บิดาคนนี้ของเจ้าช่างไร้ประโยชน์ ณ ตอนนั้นข้ามิอาจปกป้องเจ้าได้ ส่วนหลังจากนั้นข้าก็ไม่สามารถหาหมอเทวดามารักษาเจ้าให้หาย แม้แต่ร่องรอยของผู้ลงมือ ข้าก็หาอะไรไม่พบเลย”

 

ซู่เฉินยิ้ม “ท่านพ่ออย่าพูดเช่นนั้นเลย ปีที่ผ่านมาท่านพ่อกับท่านแม่ต้องทนลำบากอย่างมากเพื่อข้า แม้ว่าลูกคนนี้จะมองไม่เห็น แต่ในหัวใจของเขาก็ยังคงสัมผัสได้”

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้นซู่เฉิงก็ถอนหายใจ “มันดีจริง ๆ ที่เจ้าเข้าใจเรา เมื่อคืนลุงสองของเจ้ามาหาข้า … เกี่ยวกับเรื่องการประเมินสิ้นปี”

 

มือของซู่เฉินที่กำลังยกถ้วยน้ำชาชะงักค้าง และกล่าวว่า: “เขาต้องการให้ข้าถอนตัวจากการแข่งขันสิ้นปี?”

โลกต้นกำเนิดนั้นเป็นโลกที่วุ่นวาย ดินแดนกว่า 6 ส่วนถูกสัตว์ปีศาจครอบครอง ส่วนที่เหลืออีก 4 ถูกแบ่งโดยเผ่าพันธุ์ที่มีภูมิปัญญานับสิบ ซึ่งเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็นเพียงหนึ่งในนั้น

 

ในโลกที่ห้อมล้อมไปด้วยศัตรู กองกำลังที่แข็งแกร่งถือเป็นสิ่งสำคัญ

 

ดังนั้นในโลกต้นกำเนิดใบนี้ ความแข็งแกร่งจึงเป็นตัวกำหนดระดับสถานะของแต่ละคน ผู้มีพลังจะถูกผู้คนเคารพนับถือ

 

เพื่อส่งเสริมให้เด็ก ๆ ในรุ่นต่อ ๆ ไปพยายามพัฒนาตนเอง พวกตระกูลใหญ่จึงสร้างกฎการประเมินสิ้นปีของแต่ละตระกูลขึ้น เพื่อทดสอบเด็กรุ่นหลังและดูว่าใครคือผู้แข็งแกร่งที่สุด

 

เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า มันก็ได้กลายเป็นประเพณี ไม่ว่าจะเกิดในตระกูลเก่าแก่หรือตระกูลที่พึ่งก่อตั้ง หากพวกเขามีทรัพยากร พวกเขาก็จะทำการประเมินแบบเดียวกัน อย่างมากที่สุดพวกเขาเพียงแค่เปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้แตกต่างกันไป

 

วัตถุประสงค์ของการประเมินนั้นง่ายมาก เพื่อทดสอบความแข็งแกร่งของเหล่าผู้เยาว์เหมือนกับการการสอบในห้องเรียน สาเหตุที่หลายตระกูลไม่ใช้การต่อสู้เป็นวิธีทดสอบก็เพราะมันก่อให้เกิดอันตรายได้ง่าย และมักนำไปสู่การเกิดความขัดแย้งในภายหลัง แม้ว่าการแข่งขันจะเป็นสิ่งที่ดี แต่ความขัดแย้งภายในคือหายนะ

 

ดังนั้นตระกูลส่วนใหญ่จึงใช้วิธีการวัดระดับความแข็งแกร่งรายบุคคลแทน แต่ละคะแนนจะถูกกำหนดโดยความแข็งแกร่งของทักษะที่พวกเขาใช้

 

ตระกูลซู่ก็ใช้วิธีการนี้เช่นกัน

 

ในช่วงสิ้นปีของทุกปี เหล่าผู้สืบทอดรุ่นเยาว์ของตระกูลซู่จะได้รับการทดสอบ เพื่อประเมินความแข็งแกร่งของพวกเขาแต่ละคน

 

ในการประเมินครั้งก่อน ๆ ซู่เฉินเป็นผู้ครองตำแหน่งผู้ชนะมาโดยตลอด

 

หลังจากที่ซู่เฉินสูญเสียการมองเห็น หลายคนคิดว่าซู่เฉินจะเลือกยอมแพ้ไป

 

แต่ใครจะคิดว่าหลังจากผ่านไปเพียง 2-3 เดือนซู่เฉินจะหายจากภาวะซึมเศร้า ทั้งยังก้าวหน้าได้เร็วขึ้นกว่าผู้อื่นอีกด้วย

 

ซู่เฉินจึงยังคงเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นสาม

 

กล่าวคือหากการประเมินในปีนี้ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด ซู่เฉินจะเป็นผู้ครองตำแหน่งผู้ชนะอีกครั้ง

 

นี่ทำให้หลายคนรู้สึกอึดอัดใจ

 

การที่มีผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นสามเป็นคนตาบอด นับเป็นเรื่องขายหน้าอย่างยิ่ง

 

แต่สำหรับเหล่าผู้เฒ่ารุ่นสองทั้งหลาย พวกเขาไม่ได้มองแค่นั้น เพราะมันมีเรื่องของผลประโยชน์จากการประเมินเข้ามาเกี่ยวด้วย ตามธรรมเนียมแล้วแชมป์ของทุกปีจะได้รับทรัพยากรมากมายจากตระกูลซู่ นี่ก็เพื่อทำให้ผู้แข็งแกร่งกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และนี่เองก็คือการปฏิบัติตามปกติของตระกูลส่วนใหญ่!

 

ในโลกใบนี้ที่ซึ่งขีดจำกัดสูงสุดของพลังต่อสู้เพิ่มขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเพียงคนเดียวก็มีประโยชน์ยิ่งกว่าผู้อ่อนแอกลุ่มใหญ่!

 

ในศาลา ซู่เฉิงพยักหน้าอย่างจริงจัง “เฉินเอ๋อร์ ลูกเคยเป็นผู้ที่โดดเด่นที่สุดในตระกูลซู่ของเรา หากไม่เกิดอุบัติเหตุกับเจ้าแล้ว ผู้นำในอนาคตของตระกูลคงจะเป็นเจ้า ไม่ว่าคุณปู่ของเจ้า, ลุงสอง, ลุงสาม, ป้าสี่ หรือผู้เฒ่าสาขาอื่น ๆ ของเจ้า ก็ยังเห็นพ้องต้องกัน”

 

“แต่น่าเสียดายที่กลับเกิดอุบัติเหตุขึ้นกับข้า” ซู่เฉินขัดจังหวะขึ้น “ข้าไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป ดังนั้นถึงแม้ว่าข้าจะฝึกฝนมากขึ้นหรือแข็งแกร่งเพียงใด ข้าไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งที่อยู่ขั้น 3 ของการฝึกกายได้ ตัวข้าจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้นำตระกูลอีกต่อไป”

 

น้ำเสียงที่นิ่งสงบของซู่เฉิน ทำให้ราวกับว่าตัวเขานั้นไม่ใช่เด็กอายุ 13 ปี

 

ซู่เฉิงถอนหายใจอีกครั้ง “ใช่”

 

“นั้นคือสาเหตุที่ลุงสองคิดว่าจะเป็นการสิ้นเปลืองหากมอบทรัพยากรให้กับข้า?”

 

“……ใช่”

 

ซู่เฉินฉลาด เขาฉลาดมากจนเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่างได้โดยไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย

 

สิ่งนี้ทำให้ซู่เฉิงรู้สึกผ่อนคลายและอึดอัดใจในเวลาเดียวกัน

 

“และนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อพี่น้องคนอื่นไม่เชื่อว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะข้าได้?” ซู่เฉินถามต่อไปและเผยรอยยิ้มเล็ก ๆ ออกมา

 

นี่คือกุญแจสำคัญของปัญหานี้

 

ความโดดเด่นของซู่เฉินอาจจะทำให้หลายคนชื่นชมและสรรเสริญ แต่เมื่อมันมีความต้องการส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ความคิดเหล่านี้ก็ย่อมแตกต่างจากเดิมไปธรรมชาติ

 

ซู่เฉินตาบอด!

 

เด็กตาบอดไม่จำเป็นจะต้องใช้ทรัพยากรเหล่านั้น

 

ซู่เฉิงมองลูกชายของเขา

 

“เมื่อวานนี้เคจิมาพูดคุยปรึกษากับข้าอยู่สักพักใหญ่ เขาบอกว่ามันไม่ใช่เพื่อลูกชายของเขา รากฐานของตระกูลซู่ยังคงตื้นเขินและจำเป็นจะต้องมีเหล่ารุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งยิ่งเพื่อสนับสนุนตระกูล ด้วยเหตุนี้เขาจึงหวังว่าตระกูลซู่เราจะสามารถสร้างรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นจนสามารถเข้าสถาบันมังกรซ่อนเร้นได้ ในตอนแรกเขาสนับสนุนเจ้า แต่ตอนนี้เจ้าสูญเสียการมองเห็นไปแล้ว … ”

 

ซู่เฉิงไม่สามารถทนกล่าวต่อได้ เขาทำได้เพียงแค่มองดูซู่เฉินอย่างเงียบ ๆ

 

หากซู่เคจิทำเพื่อซู่ชิงเพียงอย่างเดียว ซู่เฉิงคงไม่เห็นด้วยกับคำขอของน้องชายคนที่สองของเขา

 

อย่างไรก็ตาม ซู่เคจิกลับเอ่ยย้ำอย่างหนักแน่นซ้ำ ๆ ว่านี่เป็นเรื่องของตระกูลซู่ เหตุผลนี้ทำให้ซูเฉิงอานมิอาจปฏิเสธได้

 

กล่าวกันตามตรง ซู่เฉิงเองก็รู้สึกว่าอนาคตของซู่เฉินไม่ได้มีความหวังอีกต่อไป เขาควรยอมแพ้เช่นกัน

 

ทว่าซู่เฉินกลับไม่เต็มใจ

 

ซู่เฉินยังคงเชื่อว่าเขาจะสามารถฟื้นฟูกลับมาได้ เพราะขอทานชรากล่าวไว้ว่าอีกฝ่ายเพียงแค่ต้องการจะเปลี่ยนสายตาของเขา

 

ในตอนแรกซู่เฉิงก็เชื่อเช่นกัน

 

ถึงอย่างนั้นนี่มันก็ผ่านไปสองปีแล้ว ดวงตาของซู่เฉินก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

ซู่เฉิงคิดว่านั้นอาจเป็นภาพลวงตาที่ซู่เฉินสร้างขึ้นมาเมื่อตอนที่เขายังไม่ได้สติ หรือบางทีมันอาจเป็นแค่คำพูดที่ไร้สาระขอทานชรา

 

หนึ่งปีได้ผ่านไป ซู่เฉินก็ยังคงไม่ยอมแพ้ แค่ซู่เฉิงผู้เป็นบิดา เขากลับค่อย ๆ ยอมแพ้และเผชิญหน้ากับความเป็นจริงตรงหน้า

 

ดังนั้น ในวันนี้ซู่เฉิงจึงมาหาซู่เฉินเพื่อเกลี้ยกล่อมและปลอบใจเขา

 

ซู่เฉินเงียบลง

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่งซู่เฉินก็พูดว่า “ที่ท่านพ่อมาที่นี่ในวันนี้ ท่านต้องการจะบังคับหรือแค่แนะนำลูกด้วยความหวังดีกัน?”

 

“แน่นอนว่ามันเป็นเพียงการแนะนำด้วยความหวังดี” ซู่เฉิงกล่าวอย่างจริงจัง “เจ้าเป็นลูกชายของข้า เจ้าไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ว่าเจ้าจะเลือกแบบไหน พ่อก็จะสนับสนุนทางเลือกของเจ้า”

 

“ดี!” ซู่เฉินพยักหน้า “โปรดบอกแก่ลุงสองของข้าทีว่า หากพวกเขาต้องการสิ่งใด พวกเขาควรพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้มัน อยากให้ข้ายอมแพ้ … มันเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!”

 

————–

 

เพล้ง!

 

แจกันสีครามลายหิมะคลุมดอกเหมยบินข้ามห้อง กระแทกลงบนพื้นอย่างแรงและแตกออกเป็นชิ้น ๆ

 

“มันไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะหยุดรึอย่างไร!” ซู่เคจิตะโกนสาปแช่งขณะที่เขาเดินไปรอบ ๆ ห้องด้วยความโกรธ

 

“มันคิดว่าข้ากำลังทำเช่นนี้เพื่อใครกัน? ไม่ใช่ว่าข้าทำสิ่งนี้เพื่อตระกูลหรอกหรือ!? ซู่เฉินเป็นคนตาบอดไปแล้ว! ไม่ว่ามันแข็งแกร่งแค่ไหนแต่มันจะทำอะไรได้? มันยังจะเอาชนะชิงเอ๋อร์ได้อีกอย่างนั้นรึ? มันคงจะพ่ายแพ้ไปตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเข้าการประเมิน เหตุใดถึงยังได้ดื้อรั้นขนาดนี้ เห็นแก่ตัว! โลภมาก! เย็นชาและไร้คุณธรรมแม้แต่กับตระกูลของตัวเอง!”

 

ซู่เคจิตะโกนออกมาด้วยความโกรธ

 

ตงหรูเจิงยืนอยู่ด้านข้างอย่างเงียบ ๆ และรอให้ซู่เคจิที่กำลังระบายความโกรธสงบลงอย่างใจเย็น เขาเข้าใจอารมณ์ของเจ้านายเป็นอย่างดี หากยังไม่ได้ระบายความโกรธออกไป อีกฝ่ายจะไม่ยอมฟังใครทั้งนั้น

 

หลังจากนั้นสักพัก เสียงตะโกนซูเคจิก็หยุดลง “ผู้อาวุโสตง ท่านคิดอย่างไรกับเรื่องนี้?”

 

แม้จะมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ตงหรูเจิงก็ยังคงวางท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็พูดขึ้นอย่างไม่รีบร้อน “สำหรับเรื่องนี้ … ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่วิธีการประเมินของตระกูลซู่”

 

ซู่เคจิพยักหน้า “อย่างที่ท่านว่า เพียงการทดสอบอย่างเดียวไม่มีการต่อสู้ มันไม่สามารถสะท้อนความสามารถของแต่ละบุคคลอย่างสมบูรณ์ได้ การต่อสู้นั้นต้องการประสบการณ์, ความเข้าใจ, การตอบสนองและปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เผ่าพันธุ์อื่นนั้นใช้การต่อสู้เป็นมาตรฐาน

 

ในสนามสัตว์ประหลาดและสัตว์ปีศาจเหล่านั้น พวกมันไม่มัวมายืนอยู่ตรงนั้นเปรียบเทียบความแข็งแกร่งอย่างยุติธรรมหรอก ในความเป็นจริง มีเพียงแค่การต่อสู้ผ่านดาบและกระบี่ที่ต้องแลกด้วยชีวิตเท่านั้น!”

 

ผู้อาวุโสตงกล่าวต่ออย่างสงบ “เช่นนั้นแล้ว ทำไมเจ้าไม่เปลี่ยนระบบการประเมินผลเสียเล่า?”

 

“อา! มันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เลย” ซู่เคจิโบกมือของเขา

 

“ระบบการประเมินคือสิ่งที่ปู่ของข้าเป็นคนกำหนดขึ้น ท่านเกรงว่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นจากการต่อสู้และนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง ความวิตกกังวลของท่านปู่ไม่ได้มีที่มาอย่างไร้เหตุผลเช่นกัน มีตระกูลใหญ่มากมายที่ตกต่ำลง เพียงเพราะพวกเขาไม่สามารถจัดการกับความขัดแย้งภายในตระกูลได้”

 

“เช่นนั้นก็ห้ามไม่ให้ใช้อาวุธ และจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญคอยกำกับดูแลพวกเขา ความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุก็จะลดลง นอกจากนี้ในอดีตข้าเองก็เคยใช้ระบบการประเมิน เพราะพวกข้ารู้สึกว่าสามารถเลือกผู้เยาว์ที่โดดเด่นได้ด้วยวิธีนี้ แต่ตอนนี้ด้วยสถานการณ์ที่ผิดปกติเหล่านี้ … สถานการณ์ของซู่เฉินทำให้ระบบเผยข้อผิดพลาดเล็กน้อยออกมา” ผู้อาวุโสตงกล่าวอย่างมีความนัย

 

ซู่เคจิตื่นตกใจ

 

ผู้อาวุโสตงกล่าวได้ถูกต้อง เหตุผลที่ทั้งตระกูลเห็นด้วยกับระบบการประเมิน เพียงเพราะวิธีนี้เพียงพอที่จะป้องกันข้อพิพาทได้

 

แต่ตอนนี้ข้อบกพร่องของระบบการประเมินได้ปรากฏขึ้น เห็นได้ชัดว่าบุคคลที่เหมาะสมกับการต่อสู้ กลับยังคงฝึกร่างกายเพื่อเป็นที่หนึ่งในหมู่คนรุ่นสามได้อยู่

 

ถ้าระบบมันไม่ดี เช่นนั้นก็ต้องเปลี่ยนมัน!

 

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ซู่เคจิก็พูดว่า “ใช่แล้ว ข้าต้องเสนอให้ท่านพ่อเปลี่ยนระบบการประเมินนี้ เพียงแต่ว่ามันคงจะไม่ใช่เรื่องง่าย”

 

เมื่อกล่าวถึงครึ่งหลังของประโยค ซู่เคจิก็รู้สึกท้อใจ

 

ไม่ว่าจะเป็นประเทศ เมืองหรือตระกูล การเปลี่ยนระบบก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

 

เมื่อกฎถูกตั้งขึ้น นั่นก็หมายความว่าพวกมันยากที่จะเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงกฎบ่อย ๆ ย่อมจะทำให้เกิดความสับสน และทำให้ความน่าเชื่อถือของระบบลดน้อยลง

 

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบย่อมก่อให้เกิดความเสียหายกับบุคคลที่เคยได้ประโยชน์จากมันมาก่อน และผู้คนเหล่านี้ย่อมจะลุกขึ้นมาต่อต้านตามธรรมชาติ

 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน

 

ซู่เฉิงเป็นลูกชายคนโตของตระกูลซู่ และมีบทบาทสำคัญในตระกูล ตราบที่เขายังคงอยู่ เขาย่อมจะไม่ยอมปล่อยให้มีการปรับเปลี่ยนระบบเกิดขึ้นโดยง่ายแน่นอน

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีน้องสามซู่เฟยหู เขาชื่นชอบซู่เฉินอย่างมาก ส่วนลูกชายและลูกสาวของเขานั้นก็ยังเด็ก ดังนั้นการปรับเปลี่ยนวิธีการประเมินย่อมไม่เป็นผลดีต่อเขา

 

ซู่เคจิจึงมั่นใจว่าความปรารถนาที่จะเปลี่ยนระบบของเขา ย่อมจะไม่ได้รับการอนุมัติโดยง่ายเป็นแน่ ในทางกลับกัน ก็ยังมีผู้อาวุโสหลายสาขาที่จะต่อสู้เพื่อสิ่งนี้ แต่ถึงอย่างนั้นความหวังที่จะสำเร็จของเขายังต่ำอยู่ดี

 

ผู้อาวุโสตงกล่าวอย่างสบาย ๆ “เช่นนั้นเจ้าก็ต้องคิดถึงวิธีอื่น ชายชราคนนี้มีความคิดดี ๆ ว่าเจ้าจะสามารถเปลี่ยนทัศนคติของซู่เฉิงได้อย่างไรอยู่ ทว่ามันคงจะช้าไปหน่อย มันจะไม่ส่งผลจนกว่าจะถึงปีหน้า”

 

“วิธีอื่นหรือ? หากมันใช้งานได้ มันก็ไม่ใช่ปัญหาอะไรที่จะปล่อยให้เจ้าเด็กเหลือขอนั้นภาคภูมิใจไปอีกสักปี”

 

“ให้ซู่เฉิงให้กำเนิดลูกชายอีกคน”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top