ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 137 บัดซบ

 14 Views

สัญญาเงินตราถูกโยนลงมาบนโต๊ะ มันเป็นสัญญาเงินตราที่มีค่าหนึ่งร้อยเหรียญจริงๆ

 

หลิงฮันยิ้มเล็กน้อย ในเมื่อมีคนตั้งใจมอบเงินให้เขา ทำไมเขาจะต้องปฏิเสธล่ะ “พนักงาน เจ้าได้ยินรึยังว่ามีคนเลี้ยงอาหารข้า ทำไมเจ้ายังไม่รีบนำไวน์กับอาหารมาเสิร์ฟอีก?”

 

“เจ้า!” นายน้อยคงโมโหอย่างมาก เจ้าหมอนี่รับเงินของมันแต่กลับไม่ไสหัวไป? มันวางมือของมันไปที่โต๊ะและพูดขู่ “เจ้าขอทาน ถ้าเจ้าไม่อยากโดนทุบตีก็รีบออกไปซะดีๆ!”

 

ในเมืองจักรพรรดินี้ ต่อหน้าสาธารณชน แม้แต่นายน้อยจอมเสเพลเช่นมันก็ยังไม่กล้าพูดจาขู่เข็นเอาชีวิตคนอื่น

 

หลิงฮันหันมองซ้ายขวาและพูดขึ้นมา “เสียงสุนัขเห่าดังมาจากที่ใดกัน ช่างหนวกหูจริงๆ!”

 

‘ฮิฮิ’ มีใครบางคนไม่สามารถอดกลั้นเอาไว้ได้และหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะนั่นช่างมีเสน่ห์จนไม่อาจบรรยายเป็นคำพูดได้ ในตอนนั้นเอง ผู้คนมากมายก็ได้หันหน้ามองไปยังต้นตอของเสียงหัวเราะ คนที่หัวเราะเมื่อสักครู่เป็นหญิงสาวที่งดงามอย่างเหลือเชื่อ นางดูมีอายุประมาณยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี ผมสีดำยาวของนางพาดลงมาบนไหล่ราวกับเป็นน้ำตก ลักษณะใบหน้าของนางนั้นงดงามเป็นอย่างยิ่ง

 

เพราะนางกำลังนั่งอยู่ จึงไม่อาจมองเห็นว่ารูปร่างของนางเป็นอย่างไร แต่หน้าอกของนางนั้นโหญ่พอที่จะบดบังสายตาไม่ให้คนที่ยืนอยู่มองเห็นร่างกายส่วนล่างของนางได้ แค่นั้นก็น่าจะเดาได้แล้วว่ารูปร่างของนางควรเป็นแบบใด

 

ทุกคนล้วนแต่ตกตะลึงเพราะความงดงามของนาง ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าความงดงามของนางคือ การที่นางนั่งอยู่ที่นี่เป็นเวลานานแล้วแต่พวกมันกลับไม่สามารถรับรู้ตัวตนของนางได้ แต่พวกมันก็รู้ถึงสาเหตุที่เป็นเช่นนั้นได้อย่างรวดเร็ว บนโต๊ะของนางมีผ้าคลุมหน้าวางอยู่ ดูเหมือนว่าเมื่อตอนนางเดินเข้ามา ใบหน้าของนางจะถูกปกปิดเอาไว้ และนางเพิ่งจะนำผ้าคลุมนั้นออกเมื่อตอนที่เริ่มกินอาหารเพื่อไม่ให้กลายเป็นจุดสนใจ

 

ยิ่งกว่านั้น สาวงามคนนี้ต้องไม่ใช่ตัวตนธรรมดาแน่ ที่โต๊ะของนางมีชายร่างใหญ่สวมชุดสีดำนั่งอยู่สามคน พวกมันไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นคนคุ้มกันของนาง เพราะมีแต่นางคนเดียวที่คือตะเกียบอยู่ ในขณะที่ชายอีกสามคนคอยนั่งคุ้มกันนางเอาไว้ เหตุผลที่พวกมันไม่ยืนก็เพราะไม่อยากจะดึงดูดความสนใจโดยไม่จำเป็น

 

อย่างไรก็ตาม สีหน้าอันเย็นชาและชุดเครื่องแบบของพวกมันก็เพียงพอแล้วที่จะกลายเป็นจุดสนใจ

 

นายน้อยคงจ้องมองไปยังหญิงสาวที่แสนงดงามและอดที่จะแสดงท่าทางลามกออกมาไม่ได้ “แม่นางคนสวย เจ้ามีชื่อว่าอะไรรึ?”

 

สาวงามไม่พูดตอบ แต่หนึ่งในชายชุดดำได้สะบัดมือใส่นายน้อยคงราวกับกำลังไล่แมลงวัน

 

นายน้อยรู้สึกราวกับมันกำลังจะบ้าคลั่ง เมื่อสักครู่ก็มีเด็กหนุ่มที่กล้าเมินเฉยมัน แล้วตอนนี้ยังมีคนที่กล้าสะบัดมือไล่มันเพิ่มมาอีก มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าเพียงหนึ่งค่ำคืน เมืองนี้ได้กลายเป็นเมืองจักรพรรดิที่มันไม่รู้จักอีกต่อไปแล้ว?

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงทำตัวอวดดีต่อหน้านายน้อยคง!” หนึ่งในสหายของนายน้อยคงเดินออกมาและตะโกนใส่ชายชุดดำ

 

สีหน้าของชายชุดดำยังคงไม่เปลี่ยนแปลง มันทำเพียงหยิบเหรียญตราสีทองออกมาจากเสื้อคลุมและทำท่าทางขับไล่นายน้อยคงอีกครั้ง

 

“หึ ไม่ว่านั่นจะเป็นเหรียญตราอะไร นายน้อยคงก็…”

 

“เพี๊ยะ!”

 

สหายตัวร้ายกำลังจะโอ้อวดเรื่องของนายน้อยคง แต่มันนึกไม่ถึงเลยว่าอยู่ดีๆจะถูกตบ มันมองไม่ยังนายน้อยคงด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ เพราะว่าคนที่ตบมันก็คือตัวของนายน้อยคงเอง

 

“ถ้าเจ้าอยากจะตายขนาดนั้นก็อย่าลากข้าเข้าไปเกี่ยว!” นายน้อยคงสาปแช่งอย่างเกรี้ยวกราด และหันหน้ากลับไปหาชายชุดดำ ท่าทางของมันกลายเป็นสุภาพและพูด “นายท่านได้โปรดยกโทษให้กับคงเหวินฮุ้ยที่ตาบอดผู้นี้ด้วย”

 

“อึก…!” ผู้คนในร้านล้วนแต่ตกตะลึง นายน้อยคงผู้นี้โดนอาคมมนต์ดำอันใดเข้าไปรึไง? นอกจากมันจะตบลูกน้องตนเองแล้วมันต้องเป็นฝ่ายขอโทษก่อนอีก? ถ้าเช่นนั้นความเป็นไปได้ก็มีอยู่อย่างเดียว กลุ่มของอีกฝ่ายจะต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่กว่าตระกูลคง เพราะงั้นนายน้อยของตระกูลคงจึงทำได้เพียงก้มหัวอย่างสุภาพเมื่ออยู่ต่อหน้าอีกฝ่าย

 

ชายในชุดดำยังคงนิ่งเฉยและสะบัดมือไล่เป็นครั้งที่สาม

 

ครั้งนี้นายน้อยคงไม่กล้าที่จะต่อต้าน มันรีบสะบัดหางหนีไปโดยไม่หยิบแม้แต่หยิบสัญญาเงินตราหนึ่งร้อยเหรียญกลับไปด้วย

 

ทุกคนมองไปยังเหรียญตรานั่นอย่างช่วยไม่ได้ เหรียญตรานั่นเป็นตัวแทนของผู้ใดกัน ถึงขนาดที่แม้แต่นายน้อยคงยังหวาดกลัวขนาดนั้น?

 

“อ้า ข้านึกออกแล้ว!” หนึ่งในลูกค้าอุทานขึ้นมาด้วยความตะลึง แต่จู่ๆมันก็เอามือปิดปากอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าปรากฏความหวาดกลัวขึ้นมา

 

“นี่ นี่ นี่ กระซิบบอกข้าก็ได้ เหรียญตรานั่นเป็นของผู้ใดกัน?”

 

“ใช่แล้ว บอกพวกเราหน่อยเถอะ”

 

ชายที่อุทานขึ้นมามองไปยังกลุ่มชายชุดดำ แต่เมื่อมันเห็นว่าพวกเขาไม่แสดงท่าทีอะไรราวกับพวกเขาไม่แยแสแม้แต่น้อย มันจึงกล้าพูดขึ้นมา “พวกเขาคือองครักษ์พระราชวัง กองทัพเมฆาทมิฬ!”

 

ทันใดนั้นเอง ทั่วทั้งภัตตาคารกลายเป็นเงียบกริบ

 

คำว่า‘กองทัพเมฆาทมิฬ’ดูเหมือนจะทรงอำนาจสำหรับพวกมันมาก จนถึงขนาดที่พวกมันทุกคนตกอยู่ในความหวาดกลัว

 

และนั่นก็เป็นความจริง กองทัพเมฆาทมิฬคือองครักษ์ของตระกูลจักรพรรดิ และพวกมันเป็นหน่วยองครักษ์ที่มีสถานะสูงสุด สมาชิกของกองทัพทุกคนเป็นจอมยุทธระดับหัวกะทิ ยิ่งกว่านั้น พวกเขามีอำนาจที่จะสังหารคนอื่นได้โดยไม่มีบทลงโทษ!

 

ในเมืองจักรพรรดิ แม้แต่จอมยุทธระดับแก่นแท้จิตวิญญาณของแปดตระกูลใหญ่ยังไม่สามารถสังหารใครก็ตามพวกมันเกลียดขี้หน้าได้ตามใจชอบ แต่สำหรับกองทัพเมฆาทมิฬ พวกเขาสามารถลงมือสังหารคนอื่นได้ตามใจชอบ ตราบใดที่พวกเขาคิดว่าอีกฝ่ายจะกลายเป็นภัยต่อความมั่นคงของเมืองจักรพรรดิ

 

ดังนั้นแม้แต่คนที่ยิ่งยโสอย่างนายน้อยคงยังทำได้เพียงรีบหนีให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เช่นนั้น ถ้ามันถูกสังหารขึ้นมา ก็คงไม่มีใครสามารถทำอะไรได้

 

ทุกคนยิ่งสงสัยเข้าไปอีก หญิงสาวที่งดงามคนนั้นเป็นใครกัน ถึงได้มีสมาชิกของกองทัพเมฆาทมิฬคอยคุ้มกันอยู่ข้างกาย? จากที่ดูแล้ว นางดูเป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ยั่วยั่วและเป็นผู้ใหญ่ เพราะงั้นนางคงไม่ใช่องค์หญิงหรืออะไรแบบนั้น

 

หรือว่านางจะเป็นพระชายาขององค์จักพรรดิ?

 

เมื่อคิดเช่นนี้ สายตาของทุกคนรีบหันหนีไปทางอื่นอย่างรวดเร็ว นี่คือผู้หญิงของจักรพรรดิ ถ้าใครกล้าจ้องมองนานเกินไป ลูกตาของพวกมันอาจจะถูกควักออกไปก็ได้ แต่ทำไมผู้หญิงขององค์จักรพรรดิถึงมาอยู่ที่นี่?

 

หลิงฮันกวาดตามองสมาชิกของกองทัพเมฆาทมิฬทั้งสามคนและสตรีที่งดงามนางนั้น เขารู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เหล่าสมาชิกกองทัพเมฆาทมิฬสามคนนั้นมีพลังอยู่เพียงระดับก่อเกิดธาตุเท่านั้น แต่หญิงสาวคนนั้นกลับมีพลังระดับห้วงจิตวิญญาณ!

 

หญิงสาวที่มีอายุยี่สิบต้นๆแต่มีพลังระดับห้วงจิตวิญญาณ? เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ

 

นางจะต้องใช้เม็ดยาโอสถบางอย่างเพื่อคงสภาพความเยาว์เอาไว้ ในขณะที่อายุจริงๆของนางคือยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดปีเป็นอย่างน้อย หรือไม่งั้น นางก็ต้องไม่ใช่ประชาชนของแคว้นพิรุณ แต่มาจากนิกายใหญ่ภายนอกแคว้นพิรุณแทน

 

ลูกค้าค่อยๆเช็คเงินและออกไปทีละคนทีละคน แค่คิดว่าต้องอยู่ในสถานที่เดียวกันกับสมาชิกของกองทัพเมฆาทมิฬที่สามารถสังหารใครก็ได้โดยไม่มีบทลงโทษก็ทำให้พวกมันขนหัวลุกจนไม่มีความอยากอาหารเหลือแล้ว

 

อาหารของหลิงฮันถูกนำมาเสิร์ฟ และเขาก็เริ่มลงมือกินโดยไม่สนใจใคร

 

จู่ๆก็มีเสียงเพลงดังขึ้นมา และสามารถได้ยินเสียงฝีเท้ากำลังเดินขึ้นมาจากตรงบันได ในไม่ช้า เจ้าของเสียงฝีเท้าก็ขึ้นมาถึงชั้นสอง พวกมันคือชายชราและหญิงสาว ชายชรามีหลังที่โค้งงอเล็กน้อยและไว้เคราแพะ ในขณะที่มือของมันถือซอเอ้อหูอยู่

 

ส่วนหญิงสาวนั้นสวมใส่ชุดที่ดูธรรมดา แต่เครื่องแต่งกายที่ดูธรรมดานั่นก็ไม่สามารถปกปิดสัดส่วนที่ล่อตาล่อใจของนางได้ แม้นางจะไม่แต่งหน้า แต่ใบหน้าของนางก็ยังสวยงามและน่าดึงดูด ในแง่ของความงดงาม นางด้อยกว่าหลิวอู๋ตงและหลีซื่อฉางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

ชายชรานั่งลงและเริ่มบรรเลงซอเอ้อหูในมือ ในขณะที่หญิงสาวได้เริ่มร้องเพลงควบคู่ไปด้วย เสียงร้องของนางทั้งไพเราะและน่าดึงดูด ทำให้ใครก็ตามที่ได้ยินต้องหลงเสน่ห์เสียงของนางโดยไม่รู้ตัว

 

แม้แต่สมาชิกทั้งสามของกองทัพเมฆาทมิฬที่ก่อนหน้านี้ไม่พูดไม่จาหรือยิ้มเลยแม้แต่น้อยยังต้องแสดงสีหน้าและแววตาที่หลงไหลออกมาเมื่อได้ยินเสียงร้องอันไพเราะของหญิงสาว

 

ในขณะเดียวกัน หลิงฮันถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้กินอาหารอย่างสงบเสียแล้ว

 

…เขาสัมผัสได้ถึงจิตสังหาร!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top