ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 136 ไข่

 16 Views

จอมตะกละลืมตื่นมากินอาหารงั้นรึ… ความเป็นไปได้ที่จะเป็นเช่นนั้น ก็เหมือนกับการที่ดวงอาทิตย์เปลี่ยนมาขึ้นทางทิศตะวันตก

 

สิ่งแรกที่หลิงฮันคิดขึ้นมาได้คือจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นกับเด็กสาวแน่นอน

 

…เมื่อวานนางกินสมุนไพรระดับพระเจ้าเข้าไป และด้วยพลังบ่มเพาะของนางที่อยู่เพียงแค่ระดับหลอมกายา ประสิทธิภาพของสมุนไพรคงจะทรงพลังเกินไปสำหรับนาง

 

หลิงฮันเดินไปยังห้องของเด็กสาว ในช่วงแรกๆนางก็นอนหลับข้างหลิงฮัน แต่หลิวอู๋ตงบอกว่าถึงแม้ฮูหนิวจะยังเด็กแต่นางก็เป็นผู้หญิง ดังนั้นหลิวอู๋ตงจึงจัดเตรียมห้องนอนให้กับฮูหนิว

 

เมื่อหลิงฮันเข้าไปในห้องและใช้สายตากวาดมอง เขาก็ต้องตกตะลึงในทันที

 

นั่นเพราะไม่มีร่องรอยใดๆของเด็กสาวเหลืออยู่แม้แต่น้อย แต่บนเตียงกลับมีไข่ใบหนึ่งวางเอาไว้อยู่

 

ใช่แล้ว มันคือไข่ไม่ผิดแน่ แถมยังมีขนาดใหญ่มากด้วย มันกว้างพอให้คนหนึ่งคนใช้แขนโอบได้ และมีความสูงประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงของคนทั่วไป เปลือกไข่มีสีขาวราวกับหิมะ และทั่วทั้งไข่ถูกปกคลุมไปด้วยลวดลายสีทอง

 

หลิงฮันตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก

 

ต่อให้เด็กสาวเปลี่ยนร่างกลายเป็นนางฟ้าหรือเทพธิดาตัวน้อยเขาก็ยังพอยอมรับได้ แต่มนุษย์ตัวเป็นๆจะกลายเป็นไข่เนี่ยนะ… มันหมายความว่าอะไรกันแน่?

 

เขามั่นใจว่าตอนนี้ฮูหนิวจะต้องอยู่ในไข่แน่ๆ นั่นเพราะเขตแดนต้องห้ามที่เขาติดตั้งเอาไว้ ไม่ได้แจ้งเตือนว่ามีใครเข้าหรือออกจากลานที่พัก

 

ต้นกำเนิดของฮูหนิวนั้นแปลกประหลาดมาตั้งแต่ต้นแล้ว นางสามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะได้ด้วยการกินอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก เพราะงั้นถึงแม้ประสิทธิภาพของสมุนไพรระดับพระเจ้าจะรุนแรงแค่ไหน เด็กสาวคนนี้ก็คงจะสามารถดูดซับมันได้ นั่นจึงเหตุผลที่ว่าทำไมเมื่อวานหลิงฮันถึงไม่กังวลอะไร

 

แต่การที่ไก่จะกลายเป็นเป็ดหรือเด็กสาวจะกลายเป็นไข่… เรื่องเหล่านี้มันมหัศจรรย์เกินไป!

 

หลิงฮันเดินเข้าไปใกล้ไข่และทำการตรวจสอบแต่ก็ไม่พบเงื่อนงำอะไรเลย เขายื่นมือออกไปวางไว้บนไข่และค้นพบบางอย่างที่น่าตกตะลึง ไข่ตรงหน้าเขากำลังปลดปล่อยอุณภูมิความร้อนสูงออกมา ราวกับมันสามารถระเบิดออกมาได้ทุกๆเวลา

 

มีความเป็นไปได้ที่มันอาจจะระเบิด

 

เขาอุ้มไข่ไปวางไว้ยังพื้นที่โล่งเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร้อนไปสัมผัสโดนสิ่งของต่างจนทำให้ลานที่พักของเขาถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน

 

เด็กสาวคนนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่ใดกันแน่?

 

หลิงฮันรู้สึกสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ในชีวิตที่แล้ว เขายืนอยู่บนจุดสูงสุดของวิถีวรยุทธและเดินทางไปยังโบราณสถานต่างๆมากมาย ทำให้เขามีความเข้าใจอันลึกซึ้งเกี่ยวกับหลากหลายเผ่าพันธุ์ที่มีร่างกายพิเศษ แต่ถึงอย่างนั้น เขากลับไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีเผ่าพันธุ์ใดที่สามารถแปลงเป็นไข่หรือสามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะของตนเองได้อย่างง่ายดายเพียงแค่กินอาหาร

 

เขาไม่กล้าทำลายเปลือกไข่เพื่อตรวจว่าฮูหนิวอยู่ข้างในหรือไม่ ถึงแม้เขาจะไม่เคยเห็นเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน แต่เขาก็รู้ว่าลูกเจี๊ยบนั้นจะต้องกะเทาะไข่เพื่อออกมาด้วยตนเอง ถ้าทำเป็นฝ่ายฝืนบังคับทำลายมัน นั่นจะต้องเป็นการกระทำที่งี่เง่าและส่งผลเสียต่อฮูหนิวแน่นอน

 

เขาเพิ่งจะเกิดใหม่ได้ไม่นาน แต่กลับพบเจอเหตุกาณ์มหัศจรรย์มากมาย โชคดีที่เขายังสุขภาพดีอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงหัวใจวายเพระความตกใจไปหลายครั้งแล้ว

 

“ช่างมันเถอะ จากที่ดูแล้วก็ไม่มีความผิดปกติอะไร งั้นข้าจะปล่อยให้นางฟักตัวต่อไปแล้วกัน…” เมื่อเขาพูดว่าว่าฟักตัวขึ้นมา ใบหน้าของเขาปรากฏสีหน้าที่แปลกประหลาดขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

 

ทุกๆเช้าหลังตื่นนอน เขาจะไปหาม่อเกาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับวิถีดาบ การทำเช่นนี้กลายเป็นกิจวัตรประจำวันของเขาไปแล้ว ก่อนหน้านี้ที่เขาออกไปจากเมืองจักรพรรดิ ทำให้เขาไม่ได้ไปหาม่อเกาเพื่อพูดคุยเป็นเวลาหลายวัน แต่ในเมื่อเขากลับมาแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่เขาจะไปยังลานที่พักของม่อเกา

 

ทั้งสองคนพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้วิถีแห่งดาบกัน ในขณะที่ต่างฝ่ายต่างพิสูจน์ความคิดของอีกฝ่ายไปด้วย ดังนั้นพวกเขาจึงมีการก้าวหน้าขึ้นอย่างมหาศาล

 

“ภายในไม่เกินสามวัน ข้าคงจะสามารถทะลวงผ่านได้แล้ว ดังนั้นตั้งวันพรุ่งนี้ไปข้าจะเก็บตัวบ่มเพาะพลัง” จู่ๆม่อเกาก็ประกาศออกมา

 

หลิงฮันชะงักไปสักพัก แต่ในไม่ช้าเขาก็ประสานมือไปทางม่อเกาและพูด “ข้าขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ม่อด้วย”

 

หลิงฮันไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร เมื่อเทียบกับการสร้างรัศมีดาบแล้ว การทะลวงผ่านระดับก่อเกิดธาตุนั้นเป็นสิ่งที่ง่ายราวกับปลอกกล้วยเข้าปาก

 

ในที่สุดชายผู้คลั่งไคล้ดาบคนนี้ก็ค้นพบหนทางของตนเอง อย่างน้อยจนกระทั่งถึงระดับตัวอ่อนวิญญาณ เขาจะไม่พบเจอคอขวดใดๆในการบ่มเพาะพลังเลย ด้วยความเข้าใจในหลักการของแก่นแท้แห่งดาบ อนาคตที่รออยู่นั้นเรียกได้ว่าไม่มีที่สิ้นสุด

 

หลิงฮันรู้สึกดีใจกับม่อเกาเช่นกัน เขาแอบตัดสินใจเอาไว้แล้วว่าเมื่ออาจารย์ของเขาคนนี้บรรลุถึงระดับแก่นแท้จิตวิญญาณ เขาจะมอบทักษะบ่มเพาะให้

 

ด้วยทักษะบ่มเพาะที่มีอยู่ในแคว้นพิรุณ ไม่มีทางแน่นอนที่จะบรรลุไปสู่ระดับบุปผาผลิบานได้ ไม่เช่นนั้นด้วยเวลาที่ผ่านมาแล้วหลายสิบหลายร้อยปี ในหมู่แปดตระกูลใหญ่ก็คงจะอัจฉริยะสักคนสองคนที่ทะลวงผ่านระดับบุปผาผลิบานได้บ้างแล้วไม่ใช่รึ?

 

เขาไม่รู้ว่าวาสนาแห่งการพบเจอแบบใดที่ตระกูลฉีค้นพบ จนทำให้พวกมันมีจอมยุทธระดับบุปผาผลิบานและตั้งตนขึ้นเป็นจักรพรรดิของแคว้นพิรุณแห่งนี้ได้

 

‘อืม… หรือว่าจะเป็นอำนาจพลังแห่งจักรภพ?’

 

หลิงฮันไม่เคยเป็นจักรพรรดิมาก่อน เพราะงั้นเขาเลยไม่รู้อะไรมากนัก แต่เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่าแคว้นทั้งเก้าของภูมิภาคทางเหนืออันห่างไกล มีเพียงตระกูลจักรพรรดิเท่านั้นที่จอมยุทธระดับบุปผาผลิบานคอยคุ้มครองอยู่ ดังนั้นมันจะต้องเกี่ยวกับพลังแห่งจักรภพแน่นอน

 

ก่อนหน้านี้ หลิงรู้เพียงแค่ว่าการกระตุ้นอำนาจแห่งจักรภพจะสามารถเพิ่มพลังต่อสู้ของคนคนนั้นได้ อย่างเช่นฉีฮวงเย่ มันเป็นเพียงบุตรของราชา ดังนั้นมันจึงกระตุ้นพลังแห่งจักรภพได้เทียบเท่ากับเมืองๆเดียว แต่ถึงอย่างนั้นทักษะบุตรแห่งหมัดสวรรค์ของมันก็ยังทรงพลังอย่างมาก

 

ถ้าผู้นำแห่งแคว้นใช้ทักษะบุตรแห่งหมัดสวรรค์โดยกระตุ้นพลังแห่งจักรภพจากทั่วทั้งแคว้น พลังที่ปลดปล่อยออกมาจากทักษะจะต้องเหนือกว่าฉีฮวงเย่หลายเท่าตัวแน่นอน

 

แต่พลังแห่งจักรภพสามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะได้ด้วยรึ? มันสามารถช่วยให้จอมยุทธทะลวงผ่านระดับบุปผาผลิบาน และสละความเป็นมนุษย์ทิ้งได้?

 

หลิงฮันส่ายหัว ไม่ว่าจะยังไงเขาก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลเกี่ยวกับเรื่องทักษะบ่มเพาะ

 

หลังจากออกมาจากที่พักของม่อเกาก็เป็นช่วงบ่ายแล้ว หลิงฮันไม่อยากทำอาหารเพื่อกินคนเดียว ดังนั้นเขาจึงเดินออกจากสำนักไปยังภัตตาคารเพื่อหาอะไรกิน เขาคงอยู่ในเมืองจักรพรรดิแห่งนี้ไม่นาน เขาเลยเลือกร้านอาหารที่ต่างกันไปเรื่อยๆเพื่อลองว่าร้านไหนอร่อยที่สุด

 

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเขาจะมีแม่เหล็กที่สามารถดึงดูดความวุ่นวายเข้าหาตัว เขาเพิ่งจะสั่งอาหารเสร็จและกำลังนั่งรออยู่ ก็ได้มองเห็นกลุ่มคนสี่คนเดินขึ้นบันไดมา

 

ตอนนี้เป็นช่วงเวลากินอาหาร ดังนั้นภัตตาคารแห่งนี้จึงอัดแน่นไปด้วยผู้คนและมองไม่เห็นโต๊ะใดเลยที่ว่างอยู่ กลุ่มคนทั้งสี่ยืนอยู่ตรงบันไดและกวาดสายตาไปทั่วเพื่อมองหาโต๊ะที่ว่าง

 

พนักงานคนหนึ่งเดินเข้าไปหาพวกมันเพื่ออธิบายอะไรบางอย่าง แต่หลังจากนั้นไม่นาน พนักงานคนนั้นก็เดินเข้ามาทางหลิงฮันและพูด “คุณลูกค้า… คุณลูกค้าจะช่วยยกที่นั่งนี้ให้พวกเขาได้หรือไม่?”

 

หลิงฮันขมวดคิ้วและถาม “ทำไมข้าจะต้องทำเช่นนั้น?”

 

“เอ่อ… คุณลูกค้า คุณลูกค้าไม่รู้รึไงว่าทั้งสี่คนเป็นใคร? นั่นคือนายน้อยคงและสหายของเขา พวกเขาไม่ใช่คนที่เราจะไปล่วงเกินได้ ข้าทำเช่นนี้เพื่อประโยชน์ต่อตัวลูกค้าเอง”พนักงานมองมายังหลิงฮันด้วยสีหน้าตกตะลึง ดูเหมือนมันจะแปลกใจอย่างมากที่หลิงฮันไม่รู้จักนายน้อยคง

 

“ข้าไม่คิดจะรู้จักพวกมัน” หลิงฮันส่ายหัว “รีบนำอาหารมาเสิร์ฟได้แล้ว บางทีหลังจากข้ากินไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ข้าอาจจะออกจากร้านไปและมีที่ว่างก็ได้”

 

ประมาณหนึ่งชั่วโมง?

 

พนักงานยิ้มแห้งให้กับหลิงฮัน ถ้าทั้งสี่คนต้องรอถึงหนึ่งชั่วโมง นายน้อยคงอาจจะพังภัตตาคารแห่งนี้เลยก็ได้ อย่างไรก็ตาม ใครมาก็ก่อนก็ต้องได้ก่อน ถ้าภัตตาคารไม่สามารถรับประกันเรื่องนี้ได้ ในอนาคตใครจะอยากมากินอีก?

 

พนักงานทำได้เพียงยอมจำใจไปพูดกับนายน้อยคง หลังจากนั้นสักพัก นายน้อยคงและสหายของมันได้เดินเข้ามาใกล้หลิงฮัน

 

“เจ้าขอทาน รับเงินหนึ่งร้อยเหรียญนี่ไปแล้วไสหัวไปซะ” นายน้อยคงพูดสั่งหลิงฮันโดยที่ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม

 

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top