ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 120 เคลือบแคลงใจ

 14 Views

ดาบที่ดูมีน้ำหนักเยอะขนาดนั้นจะสามารถลอยอยู่บนพื้นผิวน้ำได้อย่างไร?

 

นี่คือความลึกลับของอาวุธวิญญาณ อาวุธบางอันจะหนักราวกับภูเขา แต่บางอันกลับน้ำหนักเบาดั่งขนนก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับประเภทของเจตจงนงที่ผู้สร้างสลักลงไปในอาวุธวิญญาณ

 

ในตอนแรก หลิงฮันไม่ได้ให้ความสนใจกับกระบี่เล่มนั้นมากนัก แต่เมื่อสายตาของเขากวาดผ่านไปทั่วทั้งตัวกระบี่และมองเห็นตราสัญลักษณ์ที่สลักเอาไว้ตรงด้ามจับ สีหน้าของเขาได้เปลี่ยนไปทันทีและร่างกายเริ่มสั่นสะท้านไปทั้งตัว

 

“อะไรรึ?” หลิวอู๋ตงและหลีซื่อฉางถามขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อพวกนางรู้สึกตัวว่าต่างฝ่ายต่างพูดขึ้นมาพร้อมกัน พวกนางเค้นเสียง‘ฮึ’ใส่กันในทันที จากนั้นสายตาของทั้งสองได้มองตามสายตาของหลิงฮันไป แต่เมื่อพวกนางพบว่าบนด้ามจับของกระบี่มีภาพสาวเปลือยถูกแกะสลักเอาไว้อยู่ พวกนางรู้สึกอับอายและอดที่จะแสดงความไม่พอใจออกมาไม่ได้

 

ผู้ชายทุกคนล้วนแต่หมกมุ่นในตัณหา แม้แต่หลิงฮันก็ไม่เว้น

 

หลิงฮันไม่ได้พูดตอบกลับไป เขาเอาแต่จ้องมองไปยังกระบี่เล่มนั้นราวกับว่าเขามองเห็นอะไรที่เหลือเชื่อบางอย่างในตัวมัน

 

ในชีวิตที่แล้วของเขา เขารับลูกศิษย์มาทั้งหมดสี่คน สองคนเรียนรู้ศาสตร์แห่งการปรุงยาจากเขา ส่วนอีกสองคนเรียนวิถีแห่งวรยุทธจากเขา สองคนที่เรียนวิถีวรยุทธจากเขา คนหนึ่งชื่อเฉินหลุยจิง อีกคนชื่อเจียงเย่เฟิง

เฉินหลุยจิงเป็นคนที่มีนิสัยจริงจังและมีบุคลิกเป็นผู้ใหญ่ ในขณะที่เจียงเย่เฟิงเป็นคนที่มีนิสัยร่าเริงและประกาศเรียกตัวว่าจอมยุทธแห่งความความรักใคร่

 

เจียงเย่เฟิงมีนิสัยประจำตัวแปลกๆ มันชอบแกะสลักภาพสาวเปลือยลงไปที่อาวุธของตัวเอง และความชำนาญของมันคือวิถีแห่งกระบี่

 

นี่คืออาวุธที่เจียงเย่เฟิงเคยใช้?

 

แม้หลิงฮันจะไม่เคยเห็นกระบี่เล่มนี้มาก่อน แต่คนที่แกะสลักภาพสาวเปลือยลงไปที่กระบี่ของตนคงมีไม่มากหรอก ยิ่งกว่านั้น คนที่จะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องเป็นจอมยุทธระดับก้าวสู่เทวา ความเป็นไปได้ที่จะเป็นคนอื่นจึงน้อยลงไปอีก หลิงฮันค่อนข้างมั่นใจว่าเจ้าของกระบี่เล่มนี้จะต้องเป็นลูกศิษย์ติ๊งต๊องของเขาแน่นอน

 

ยิ่งกว่านั้น หลิงฮันจำรูปแบบการวาดภาพของเจียงเย่เฟิงได้ ดังนั้นจะต้องไม่ผิดอย่างแน่นอน

 

หลังจากผ่านไปหนึ่งหมื่นปี เขารู้อยู่แล้วว่าศิษย์ของเขาจะต้องเสียชีวิตไปแล้ว เพราะงั้นหลังจากที่เขาเกิดใหม่ เขาจึงไม่ได้คิดอะไรมากเรื่องลูกศิษย์ของเขา เพราะอย่างไรการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็เป็นสัจธรรมของโลก

 

แต่อาวุธที่ลูกศิษย์ของเขาเคยใช้กลับลอยขึ้นมาจากลำธารใต้พิภพพร้อมกับอาวุธวิญญาณชิ้นอื่นๆ เหตุการณ์นี้ทำให้ในจิตใจของหลิงฮันเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมามากมายหลายเรื่อง

 

ทำไม?

 

ทำไมอาวุธของเจียงเย่เฟิงถึงอยู่ที่นี่?

 

ดวงตาของหลิงฮันจ้องเขม็งไปที่ตัวกระบี่ กระบี่เล่มนี้ได้รับความเสียหายมากมายจริงๆ ที่ด้ามจับของมันมีรอยแหว่งเต็มไปหมด ใบมีดของกระบี่เองก็หักออกไปแล้วด้วย แต่เพราะวัสดุอันยอดเยี่ยมที่ใช้หลอมกระบี่เล่มนี้ขึ้นมา ต่อให้เวลาผ่านไปหมื่นปี มันก็ยังส่องประกายแวววาว โดยไม่มีร่องรอยการขึ้นสนิมแม้แต่น้อย

 

จากที่เห็นแล้ว เขาพอจะคาดเดาได้ว่าเจียงเย่เฟิงจะต้องเข้าร่วมการสู้รบครั้งใหญ่จนแม้แต่อาวุธของมันก็ยังแตกหัก แต่สำหรับเจียงเย่เฟิงที่รักอาวุธของตนเองดั่งชีวิต ต่อให้กระบี่จะได้รับความเสียหายหนักขนาดไหน มันก็จะต้องเก็บกระบี่กลับไปและนำไปฝังให้เรียบร้อย แต่ตอนนี้กระบี่ที่ว่ากลับกำลังลอยอยู่ในลำธารใต้พิภพแห่งนี้…

 

ความรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีได้เกิดขึ้นในใจของหลิงฮัน

 

หรือว่าจะมีอะไรบางอย่างที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับเจียงเย่เฟิง?

 

ต้องเข้าใจก่อนว่าในชีวิตที่แล้วของเขา ไม่ใช่แค่ตัวเขาคนเดียวที่เป็นปรมาจารย์แห่งการปรุงยาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ลูกศิษย์ทั้งสี่ที่ติดตามเขาก็มีความชำนาญในการปรุงยาด้วยเช่นกัน ด้วยการสนับสนุนของเม็ดยา ระดับพลังของพวกมันจะต้องเพิ่มสูงขึ้นด้วยความเร็วที่ไม่สามารถจินตนาการได้

 

ในตอนนั้น ถึงแม้เจียงเย่เฟิงจะยังไม่ทะลวงผ่านระดับสวรรค์ แต่มันก็บรรลุถึงระดับก้าวสู่เทวาแล้ว ถ้าให้เวลามันอีกสักหนึ่งร้อยหรือสองร้อยปี การจะทะลวงผ่านระดับสวรรค์คงจะไม่มีปัญหาแน่

 

แถมเขายังมีลูกศิษย์ถึงสี่คน!

 

ถ้าเจียงเย่เฟิงพบเจอภัยพิบัติที่ไม่รู้ว่าจะเป็นหรือตาย ลูกศิษย์อีกสามคนที่เหลือของเขาจะยอมยืนดูอยู่เฉยๆได้อย่างไร? หรือว่ามันจะปัญหาที่แม้แต่ลูกศิษย์ของเขาทั้งสี่คนร่วมมือกันก็ยังไม่สามารถจัดการได้?

 

มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

 

หลิงฮันเกิดแรงกระตุ้นบางอย่างขึ้นมา เขาอยากจะพุ่งเข้าไปยังแหล่งต้นตอของลำธารใต้พิภพเพื่อค้นหาว่าเบาะแสว่ามันเกิดอะไรขึ้น

 

“มันเป็นของข้า!”

 

“ของข้าต่างหาก!”

 

จอมยุทธทุกคนเกิดปฏิกิริยาในทันที กระบี่เล่มนี้ดูเหมือนจะได้รับความเสียหายมามาก จิตวิญญาณภายในตัวกระบี่คงจะเสื่อมสลายไปแล้ว มันคงไร้อำนาจต่อต้านอีกต่อไป ดังนั้นพวกมันทุกคนจึงเริ่มทะเลาะกันเพื่อแย่งกระบี่เล่มนี้

 

นั่นคืออาวุธวิญญาณเชียวนะ ถึงแม้จะได้รับความเสียหายมันก็ยังมีคุณค่าในการค้นคว้าอยู่ดี ถ้าพวกมันสามารถเข้าใจถึงเจตจำนงที่สลักอยู่บนตัวอาวุธวิญญาณได้ ความแข็งแกร่งของพวกมันจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

 

แววตาของหลิงฮันกลายเป็นเยือกเย็นและประกาศออกไป “กระบี่เล่มนั้นเป็นของข้า!”

 

ในตอนแรกพวกมันทุกคนต่างก็ตกตะลึง จากนั้นก็เริ่มหัวเราะออกมา เอาจริงรึ? เด็กน้อยที่มีพลังระดับรวมธาตุกล้ามาแย่งชิงกระบี่กับจอมยุทธระดับก่อเกิดธาตุเช่นพวกมัน! ถึงแม้พวกมันจะหัวเราะ แต่ไม่นานพวกมันก็เริ่มเข้าปะทะกัน ในสถานที่แห่งนี้ไม่มีกฎใดๆทั้งนั้น อาวุธวิญญาณจะตกเป็นของใครก็ตามที่สามารถคว้ามันมาได้

 

หลิงฮันผิวปากออกมาและพุ่งเข้าไปท่ามกลางการต่อสู้

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไร!” เหล่าจอมยุทธหัวกะทิระดับก่อเกิดธาตุรู้สึกโมโหขึ้นมา เป็นเพียงแค่จอมยุทธระดับรวมธาตุแต่กล้ามาสู้แย่งชิงกระบี่กับพวกมันจริงๆรึ?

 

“ไสหัวไป!” หนึ่งในพวกมันยืดฝ่ามือออกมาและโจมตีไปทางหลิงฮัน

 

จอมยุทธระดับก่อเกิดธาตุสามารถควบแน่นปราณก่อเกิดให้เป็นรูปร่างได้ ซึ่งการโจมตีของพวกมันจะรุนแรงขึ้นหลายเท่า ดังนั้นต่อให้มันไม่โจมตีออกไปเต็มแรง การโจมตีของมันก็ยังเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับคนที่มีพลังระดับรวมธาตุอย่างหลิงฮันอยู่ดี

 

“หลิงฮัน!” หลิวอู๋ตกอ้าปากตกตะลึงและรีบกระโจนไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือหลิงฮันจากการโจมตีนั่น แต่ขณะที่นางกำลังจะลงมือ หลิวปู้เฉิงได้ออกแรงใช้มือจับที่ไหล่ของนาง ทำให้นางไม่สามารถขยับไปข้างหน้าได้

 

ระดับก่อเกิดธาตุขั้นเก้ากับระดับก่อเกิดธาตุขั้นหนึ่ง นางไม่สามารถสู้แรงของอีกฝ่ายได้อย่างไม่ต้องสงสัย

 

หลิงฮันสนใจเพียงกระบี่เล่มนั้นเท่านั้น เขาใช้พลังทั้งหมดโคจรคัมภีร์สวรรค์นิรันดร์ และใช้ย่างก้าวเมฆาสลาย ทำให้การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วดั่งสายฟ้า

 

“ฟุบ!”

 

จอมยุทธหัวกะทิระดับก่อเกิดธาตุคนนั้นไม่เคยคิดมาก่อนว่าหลิงฮันจะสามารถระเบิดความเร็วออกมาได้ขนาดนี้ เพราะงั้นมันจึงไม่ได้ระวังและไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดออกไป ซึ่งผลลัพธ์จึงกลายเป็นว่าหลิงฮันสามารถหลบการโจมตีและผ่านตัวมันไปได้

 

คนอื่นๆเองก็กำลังเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด และดูเหมือนพวกมันจะไม่คิดอะไรมากเกี่ยวกับรุ่นเยาว์ที่มีพลังเพียงระดับรวมธาตุ หลิงฮันจึงใช้ประโยชน์จากส่วนนั้นและเริ่มเข้าใกล้กระบี่เข้าไปเรื่อยๆ

 

“บังอาจ!” จอมยุทธเหล่านั้นกลายเป็นโกรธเกรี้ยวและซัดฝ่ามือเข้าใส่หลิงฮัน

 

พวกมันทุกคนล้วนแต่อยู่ในระดับก่อเกิดธาตุ คนที่อ่อนแอที่สุดในหมู่พวกมันมีพลังอยู่ที่ขั้นเจ็ด และตอนนี้พวกมันทุกคนกำลังโจมตีพร้อมกันเข้าใส่หลิงฮัน ความรุนแรงของการโจมตีเหล่านั้นราวกับเกิดแผ่นดินถล่มและคลื่นยักษ์ขึ้นพร้อมกัน

 

“ตูม” หลิงฮันถูกกระแทกและกระเด็นไปไกล แต่ที่ทำให้พวกมันพูดไม่ออกคือหลิงฮันสามารถคว้ากระบี่เอาไว้ได้ และใช้แขนหนีบเอาไว้

 

“ไม่ว่ายังไงอีกฝ่ายก็เป็นแค่รุ่นเยาว์ ก่อนอื่นพวกเรามาตัดสินผู้ชนะกันก่อน จากนั้นค่อยว่ากันว่ากระบี่เล่มนั้นจะเป็นของใคร!” หนึ่งในจอมยุทธระดับก่อเกิดธาตุประกาศขึ้นมา

 

“ไร้สาระ ทำไมต้องตัดสินกันด้วยพละกำลัง? ความยุติธรรมมันอยู่ที่ไหน? ถ้าเช่นนั้นให้ข้าเรียกผู้อาวุโสของตระกูลข้ามาตัดสินพละกำลังกับเจ้าเอาไหม?”

 

“ทำไมพวกเราไม่เอาอย่างนี้ล่ะ? พวกเรามาจับฉลากกัน ใครที่จับได้ฉลากที่ดีกว่าจะได้เป็นเจ้าของกระบี่”

 

พวกมันทะเลาะกันเสียงดังโดยที่ไม่ได้สังเกตเห็นว่าร่างกายที่สั่นไหวของหลิงฮันกำลังลุกนั่งขึ้นมา

 

พวกมันทุกคนต่างก็มีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นต่อให้พวกมันเข้าปะทะกันอย่างรุนแรงเพื่อแย่งชิงอาวุธวิญญาณ ก็ไม่มีใครสักคนในหมู่พวกมันที่กล้าใช้กระบวนท่าสังการออกมา และเพราะแบบนั้นหลิงฮันจึงมีโอกาสที่จะแย่งอาหารออกมาจากปากเสือ แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยการโจมตีพร้อมกันของจอมยุทธระดับก่อเกิดธาตุ กระดูกส่วนใหญ่ของเขาจึงถูกทำลายและอวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บสาหัสอย่างมาก

 

โดยปกติแล้ว สภาพเขาในตอนนี้ควรจะถูกหามขึ้นเปลเพื่อพาไปรักษาตัว และคงจะไม่สามารถลุกออกจากเตียงได้อย่างน้อยสิบวัน

 

แต่ในร่างกายของเขายังมีหยดวารีอมตะอยู่!

 

การฝึกฝนกายาต้นไม้มรณะสำเร็จทำให้เขาควบแน่นหยดวารีอมตะขึ้นมาได้หนึ่งหยด และคุณสมบัติหลักของหยดวารีอมตะคือการรักษาบาดแผล ไม่ว่าเขาจะบาดเจ็บสาหัสขนาดไหน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจเหลืออยู่หนึ่งที เขาจะสามารถฟื้นฟูร่างกายกลับคืนมาได้

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top