ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 113 คนโง่

 9 Views

“เริ่มค้นหาได้!” อันซัวหมิงหันหน้าและชี้นิ้ว ตอนนี้ความมั่นใจของมันได้กลับคืนมาแล้ว

 

“รอก่อน!” หลิงฮันพูด

 

“อะไร? ในที่สุดก็รู้สึกกลัวแล้วรึไง?” อันซัวหมิงยิ้มอย่างโหดเหี้ยม

 

หลิงฮันพลักประตูเปิดออกและเรียก “ฮูหนิว!”

 

“ฟุบ” ร่างเล็กพุ่งออกมาและกระโดดเข้าไปยังอ้อมกอดของหลิงฮัน สาวน้อยคนนี้ไม่มีความอดทน ดังนั้นหลิงฮันจึงบอกนางในเล่นคนเดียวในห้องไปก่อน เพื่อที่เขาจะไปเยี่ยมเยือนม่อเกา

 

สำหรับฮูหนิวที่หวงแหนอาณาเขต คนที่บุกรุกเข้ามายังอาณาเขตของนางจะต้องถูกโจมตีแน่นอน สาวน้อยคนนี้ไม่สนว่าจะโค่นศัตรูลงได้หรือไม่ แต่ยังไงนางก็ต้องกระโจนเข้าใส่ผู้ที่บุกรุกเข้ามา

 

“เอาล่ะ เชิญเลย!” หลิงฮันยิ้มและพูด

 

อันซัวหมิงอดที่จะมองอย่างสงสัยไปทางฮูหนิวไม่ได้ มันกังวลว่าฮูหนิวจะซ่อน ‘ของที่ถูกขโมย’ เอาไว้กับตัวนาง แต่เมื่อมันคิดดีๆแล้ว หลิงฮันทั้งไม่มีโอกาสที่จะพูดคุยกับฮูหนิวกับยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของที่ถูกขโมยไปคืออะไร ดังนั้นคงเป็นไปไม่ได้นางจะเก็บเหรียญตราเอากับตัว

 

“ตรวจค้น!” มันพูดสั่งสมาชิกฝ่ายควบคุมวินัยคนอื่น

 

“รับทราบ!” ทุกคนตอบรับและเดินเข้าไปยังลานที่พัก

 

หลิงฮันยืนรอข้างนอกโดยมีฮูหนิวอยู่ในอ้อมแขน องค์ชายสาม สาวงามผมแดง ม่อเกา เฟิงหลัวและเว่ยเหอเลอเองก็รออยู่ข้างนอกเช่นกัน พวกมันไม่ใช่สมาชิกของฝ่ายควบคุมวินัย เพราะงั้นพวกมันจึงไม่สามารถบุกรุกเข้าไปยังลานที่พักของลูกศิษย์สำนักได้ง่ายๆ

 

ภายในที่พักได้เกิดเสียงรื้อค้นดังขึ้น หลิงฮันเข้าไปหยิบเก้าอี้จากที่พักออกมานั่งลงอย่างไม่คิดอะไรมาก เมื่อหญิงสาวผมแดงเห็นแบบนี้ นางจึงเข้าไปนำเก้าอี้ออกมาและเชิญให้องค์ชายสามนั่ง

 

แน่นอนว่าเฟิงหลัวจะไม่ยอมยืนเด็ดขาด ถ้าพวกเจ้านั่งแต่ว่าข้ายังยืนอยู่ นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะดูเหมือนเป็นคนรับใช้ของพวกเจ้ารึไง?

 

“หยุด!”มันเพิ่งจะยกเท้าเตรียมจะก้าวเดิน แต่ก็โดนหลิงฮันตะโกนหยุดเอาไว้ “ข้าไม่อนุญาติให้สุนัขเดินเข้าไปลานที่พักของข้า”

 

“อะ… อะไรนะ!” เฟิงหลัวกระโดดตกใจทันที “เจ้ากล้าเรียกข้าว่าสุนัข?”

 

“เจ้าถูกข้าเหยียบมาตั้งหลายทีแล้ว ทำไมยังไม่เข้าในสถานะของตัวเองอีก?” หลิงฮันส่ายหัวและถอนหายใจ “ต้องมายุ่งวุ่นวายกับมดปลวกเช่นเจ้าอยู่หลายต่อหลายครั้งมันไม่ใช่นิสัยของข้า! การเหยียบย่ำเจ้ามันไม่มีอะไรน่าสนใจเลยสักนิด แต่ถ้าเป็นพี่ชายของเจ้าก็อาจจะมีคุณสมบัติอยู่บ้าง”

 

เขาไม่ได้พูดเกินจริงแม้แต่น้อย เมื่อตอนที่เขายังเป็นจอมยุทธระดับสวรรค์ ใครก็ตามที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะถูกเขาเหยียบย่ำต้องเป็นจอมยุทธระดับก้าวสู่เทวาเท่านั้น

 

“หลิงฮัน!” เฟิงหลัวตะโกนชื่อเขาขึ้นมา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธจนราวกับจะปล่อยไฟออกมา มันชี้มายังหลิงฮันและพูด “เจ้าจะดันทุรังต่อไปได้ก็แค่ตอนนี้เท่านั้น แต่หลังจากนี้เจ้าจะต้องตายแน่นอน!”

 

มุมปากของหลิงฮันยกขึ้นเป็นรอยยิ้มและพูด “ข้าเองก็เบื่อที่จะเห็นหน้าเจ้าแล้ว คงจะดีไม่น้อยถ้าเจ้าไสหัวออกไปจากสำนักฮูหยางซะ!”

 

“พวกเราพบแล้ว!” ในตอนนั้นเอง ได้มีเสียงดังขึ้นมาจากภายในลานที่พัก จากนั้นไม่นานพวกอันซัวหมิงก็เดินออกมา คนที่เดินนำออกมาคืออันซัวหมิง และมันกำลังถือเหรียญตราสีม่วงอยู่ในมือพร้อมกับมีรอยยิ้มชั่วร้ายปรากฎอยู่บนใบหน้า

 

“หลิงฮัน เจ้ามีอะไรจะพูดอีกไหม?” อันซัวหมิงถือเหรียญตราเดินเข้ามา

 

“นั่นไม่ใช่ของข้า” พูดอย่างเฉยเมยหลังจากที่มองไปยังเหรียญตรา

 

“แน่นอนว่ามันไม่ใช่ของเจ้า!” เฟิงหลัวพูดแทรก “นี่คือของที่องค์ชายสามมอบให้กับพี่ชายข้า ข้าเพิ่งจะพบว่ามันหายไปเมื่อหลายวันก่อน เป็นเจ้าจริงๆด้วยที่ขโมยไป!”

 

หลิงฮันหัวเราะลั่นและพูด “ขอข้าพูดหน่อยเถอะว่าสมองของเจ้ามันช่างมีน้อยจริงๆ! เจ้าควรจะรู้เอาไว้ว่าข้าเพิ่งจะมาถึงเมืองจักรพรรดิเมื่อสองวันก่อน! ต่อให้เจ้าอยากจะใส่ร้ายข้า เจ้าก็ควรจะทำอย่างซึ่งๆหน้า!”

 

เฟิงหลัวชะงักไปชั่วขณะ มันไม่เคยนึกเลยว่าหลิงฮันจะเพิ่งมาถึงเมืองจักรพรรดิ และบังเอิญไปพบกับมันเข้าเมื่อคืนแรกที่เขามาถึงเมืองจักรพรรดิเลย มันรีบพูดโต้เถียง “ข้าต้องจำผิดไปแน่ๆ ข้าคิดว่ามันจะต้องหายไปเมื่อวานหรือไม่ก็สองวันก่อน”

 

หลิงฮันพูดชมเชยขึ้นมา “สมองของเจ้าคงมีอะไรผิดปกติแน่ๆ เจ้าจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าเจ้าทำหายไปเมื่อไหร่! ยิ่งกว่านั้น หัวหน้าทีมของฝ่ายควบคุมวินัยนี่ช่างเก่งจริงๆ เพียงแค่ระเวลาสั้นๆก็สามารถจำกัดผู้ต้องสงสัยให้เหลือแค่ข้าได้!”

 

“เหอะ ตอนนี้เจ้าถูกจับได้คาหนังคาเขาแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรก็เป็นแค่การพยายามหนีจากบทลงโทษเท่านั้น!” อันซัวหมิงรู้ดีว่ายิ่งพูดเยอะเท่าไหร่ เรื่องราวก็ยิ่งจะแย่ขึ้นเท่านั้น มันเพียงแค่พยายามทำให้หลิงฮันถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรได้ก็พอแล้ว

 

“มีปัญหาอยู่อีกเรื่อง…” พูดฮันยิ้มและพูด “ข้าอยากจะถามเจ้าว่าทำไมข้าจะต้องขโมยสิ่งนั้นมาด้วย?”

 

“ฮ่า!ฮ่า!” เฟิงหลัวรู้อยู่แล้วว่าหลิงฮันจะถามแบบนี้ ดังนั้นมันจึงหัวเราะขึ้นมาและตอบทันที “นี่คือเหรียญตราขององค์ชายสาม ผู้ใดก็ตามที่ครอบครองจะถือว่าเป็นสหายกับองค์ชายสาม นี่คือสิ่งที่ทุกๆคนในเมืองจักรพรรดิปรารถนาจะครอบครอง!”

 

คำพูดของเฟิงหลัวค่อนข้างฉลาดทีเดียว คำพูดเหล่านั้นทั้งทำให้โทษของหลิงฮันรุนแรงและยังเป็นการประจบองค์ชายสามไปพร้อมๆกัน

 

“หลิงฮัน ตอนนี้เจ้ามีอะไรจะพูดอีกมั้ย?” อันซัวหมิงพูดและยิ้มอย่างชั่วร้าย

 

หลิงฮันตอบกลับอย่างสงบนิ่ง “ข้าไม่มีอะไรจะพูดแล้ว แต่ข้ามีบางอย่างอยากจะให้องค์ชายสามดู”

 

“โอ้ มันคืออะไรกันล่ะ?” องค์ชายสามถามอย่างให้ความร่วมมือ

 

“นี่คือสิ่งที่ข้าอยากจะให้ท่านดู” หลิงฮันหยิบเหรียญตราสีม่วงออกมา

 

อะไรกัน!?

 

สายตาของทุกคนล้วนแต่จ้องมองไปยังเหรียญตราสีม่วงอันเล็กนั่น แม้แต่พวกมันส่วนใหญ่ยังเพียงแค่เคยได้ยินข่าวลือ ไม่ว่าพวกมันจะมองยังไง เหรียญตราทั้งสองอันก็เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน

 

“นะ นี่เจ้ากล้าขโมยเหรียญตรามาอีกอันงั้นรึ?” เฟิงหลัวพูดติดอ่าง

 

‘บัดซบ!’

 

พวกมันบางคนเริ่มจะรู้ถึงความจริงของเรื่องนี้ขึ้นมา พวกมันมองไปยังเฟิงหลัวราวกับพวกมันกำลังมองคนบ้า

 

ตั้งแต่ต้นจนจบ หลิงฮันทำตัวนิ่งเฉยเกินไป พวกมันนึกว่าเขาทำไปเพราะยิ่งยโส แต่ตอนนี้เมื่อพวกมันกลับมาคิดทบทวนอีกรอบ การที่เขาทำตัวแบบนั้นก็คงเป็นเพราะมีไพ่ลับอะไรบางอย่างซ่อนเอาไว้

 

“โอ้ นั่นมันของขวัญที่ข้าให้น้องชายหลิงไปเมื่อวานไม่ใช่รึ” องค์ชายสามยิ้มออกมา คนที่ฉลาดเช่นมันต้องรู้อย่างแน่นอนว่าควรจะร่วมมือกับแผนของหลิงฮันอย่างไร

 

บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!

 

ทุกๆคนในพื้นที่นี่อดที่จะสาปแช่งออกไปไม่ได้ พวกเจ้าทั้งสองคนคิดว่าพวกเราเป็นคนโง่ที่อยู่ในกำมือรึไง?

 

หลิงฮันโยนเหรียญตราเล่นบนมือและพูด “ข้าไม่เคยคิดเลยจริงๆว่าองค์ชายจะใจกว้างเช่นนี้ ข้าได้ยินมาว่าคนที่ครอบครองสิ่งนี้จะสามารถทานอาหารร้านใดในเมืองจักรพรรดิก็ได้โดยไม่ต้องเสียเงินจริงๆรึ?”

 

ปากขององค์ชายสามกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ หรือว่านี่คือสิ่งเดียวที่หลิงฮันพึงพอใจในเหรียญตราอันนั้น? มันที่เป็นถึงองค์ชายสามมีค่าแค่นั้นรึ? ถ้าหลิงฮันเป็นคนอื่น มันจะต้องโมโหไปแล้วแน่นอน แต่เมื่อตอนที่มันย้อนกลับไปหาฟูหยวนเชิงเมื่อก่อนหน้านี้ มันสามารถรู้สึกได้ว่า ปรมาจารย์แห่งการปรุงยาอย่างฟูหยวนเชิงนั้นรู้สึกเคารพหลิงฮันเป็นอย่างมาก

 

ใครคือฟูหยวนเชิง? แน่นอนว่าเขาจะต้องถูกนับว่าเป็นหนึ่งในตัวตนที่มีอำนาจในแคว้นพิรุณ ยิ่งกว่านั้นยังถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆด้วย

 

ตอนนี้มันเป็นเพียงองค์ชาย แต่ถึงแม้มันจะได้ครองบัลลังก์ในอนาคต มันก็ยังไม่กล้าที่จะล่วงเกินฟูหยวนเชิงอยู่ดี และหลิงฮันคือคนที่แม้แต่ฟูหยวนเชิงคนนั้นยังต้องเคารพ… ถ้ามันบังอาจล่วงเกินหรือเมินเฉยหลิงฮัน นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจงใจทำให้ฟูหยวนเชิงเป็นศัตรูกับมันหรอกรึ?

 

มันไม่ใช่บุตรเพียงคนเดียวของจักรพรรดิพิรุณที่มีความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นศึกในการแย่งชิงบัลลังก์จึงรุนแรงเป็นอย่างมาก แม้มันจะไม่ได้ฟูหยวนเชิงมาคอยสนับสนุนก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าการกระทำของมันทำให้ฟูหยวนเชิงไปเข้าร่วมกับคู่แข่ง นั่นก็หมายความว่ามันเป็นคนที่โง่งมมาก

 

“ฮ่าๆ ข้าสามารถเรียกได้ว่าเป็นเจ้าของเมืองนี้ครึ่งหนึ่ง แน่นอนว่าข้าจะต้องรับผิดชอบต่ออาหารของแขกของข้าอยู่แล้ว” มันพูดพร้อมกับหัวเราะและพยายามเปลี่ยนหัวข้อพูดคุย

 

หลิงฮันยิ้มกว้างและพูด “ข้าหวังว่าในอนาคต องค์ชายสามจะไม่รู้สึกเสียใจที่มอบเหรียญตรานี้ให้ข้า”

 

“จะเป็นแบบนั้นได้อย่างไร!” องค์ชายสามส่ายหัวอย่างมั่นใจ

 

…มันคงจะจินตนาการไม่ออกหรอกว่าสีหน้าของมันที่จะต้องไปจัดการค่าอาหารในเดือนหน้าจะเป็นแบบไหน

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top