ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 111 จับกุม!

 13 Views

“แล้วเจ้าเป็นใครกัน?” หลิงฮันมองไปยังชายหนุ่มชุดเขียว สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นโหดเหี้ยม

 

“เจ้ากล้าดีอย่างไรมาพูดแบบนี้กับข้า!” ชายหนุ่มชุดเขียวพูดอย่างเย็นชา ดวงตาของมันคบกริบดั่งใบดาบและมองไปยังหลิงฮันด้วยความอำมหิต ร่างกายของมันปลดปล่อยออร่าที่น่าสะพรึงกลัวออกมา

 

หลิงฮันทำท่าทางราวกับว่าไม่รู้สึกอะไร เขาเพิ่งจะใช้เม็ดยาสองดาราไปเจ็ดเม็ดเมื่อวาน สัมผัสสวรรค์ของเขาจึงแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ใครก็ตามที่คิดจะใช้ออร่าเพื่อสยบเขาจะต้องอยู่ในระดับห้วงจิตวิญญาณ

 

ชายหนุ่มชุดเชียวอดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ ทั้งๆที่มันปลดปล่อยออร่าออกไปแล้ว แต่ทำไมหลิงฮันถึงยังไม่มีท่าทีเจ็บปวดอะไรเลย?

 

“คนคนนี้คืออันซัวหมิง ศิษย์พี่อัน เขาคือหัวหน้าของฝ่ายควบคุมวินัย!” ชายหนุ่มชุดดำพูดแนะนำสถานะของชายหนุ่มชุดเขียว

 

‘แถมยังเป็นหนึ่งในผู้ติดตามที่ซื่อสัตย์ของพี่ชายข้าด้วย!’ เฟิงหลัวคิดในใจ ไหนๆก็มีโอกาสแล้ว มันจึงต้องจัดการให้เด็ดขาดกับหลิงฮัน

 

หลักฐานก็เตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แถมยังมีคนรับใช้ของพี่ชายข้ามาเป็นผู้ตัดสินโทษอีก แล้วหลิงฮันจะหนีไปจากปัญหาครั้งนี้ได้อย่างไร?

 

“ข้าไม่ค่อยว่างและไม่อยากจะเสียเวลาไปกับเจ้า! นำข้าไปยังที่พักของเจ้า ข้าจะรื้อค้นเอง!”  อันซัวหมิงพูด

 

หลิงฮันพาดมือไว้ข้างหลังและพูด “เจ้ามีสิทธิอะไรที่จะทำเช่นนั้น?”

 

“เจ้าคิดจะขัดขวางการทำงานของฝ่ายควบคุมวินัย?” อันซัวหมิงพูดอย่างอำมหิต มันมาที่นี่เพราะคำขอของเฟิงหลัว แน่นอนว่ามันต้องมองหลิงฮันเป็นศัตรู ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสุภาพด้วย

 

หลิงฮันหัวเราะดังและพูด “อย่าบอกนะว่าเพียงแค่ฝ่ายควบคุมวินัยอย่างพวกเจ้าสงสัยอะไรนิดๆหน่อยๆก็สามารถบุกรุกและรื้อค้นที่พักของใครก็ได้? ถ้าเช่นนั้น ข้าก็ทำสบู่หาย และข้าสงสัยว่าจะถูกหวู่ซงหลินขโมยไป ข้าคงต้องขอรบกวนให้พวกเจ้าไปรื้อค้นที่พักของมันหน่อยแล้วกัน”

 

“พรวด!”

 

พวกมันทุกคนสำลวกด้วยความตกตะลึง ใครคือหวู่ซงหลิน? อาจารย์ใหญ่ของสาขาปรุงยาและนักปรุงยาระดับดำขั้นสูง ด้วยสถานะเช่นนั้น เขาเป็นตัวตนที่เหนือกว่าเหลียนกวงซู อาจารย์ใหญ่ของฝ่ายวรยุทธอยู่นิดนึงเลยด้วยซ้ำ ถ้าพวกมันกล้าไปค้นที่พักของเขา นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกมันปรารถนาที่จะตายเร็วหรอกรึ?

 

หลิงฮันกล้าแม้กระทั่งพูดล้อเล่นเกี่ยวกับหวู่ซงหลินออกไปแบบนั้น เขาไม่รักชีวิตแล้วรึไง?

 

ใบหน้าของอันซัวหมิงกระตุกไปมา มันรู้สึกว่าหลิงฮันเสียสติไปแล้ว ถ้าคำพูดของหลิงฮันแพร่กระจายออกไป เขาจะต้องถูกทุบตีจนตายแน่นอน เขากล้าพูดล้อเล่นกับจอมยุทธระดับแก่นแท้จิตวิญญาณโดยไม่คิดอะไรเลยแบบนั้นได้อย่างไร?

 

“เจ้ามันแส่หาที่ตาย!” มันพูดขึ้นมาอย่างเย็นชา ในเมื่อหลิงฮันทำตัวอวดดีโง่ๆเช่นนี้ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องยับยั้งอะไรอีกต่อไป “เจ้ากล้าสบประมาทอาจารย์หวู่ จับกุมมัน!”

 

“โอ้ ขอข้าดูหน่อยเถอะว่าใครกล้าที่จะลงมือ?” หลิงฮันมองไปยังคนอื่นๆอย่างดูถูก และยิ้มเล็กน้อย “พวกเจ้าทุกคนควรคิดให้ดี และอย่าถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือ! ไม่เช่นนั้น ถ้าพวกเจ้ากล้าลงมือ ข้าจะไม่เมตตาอีกต่อไป!”

 

คนอื่นๆเริ่มรู้สึกลังเลเมื่อได้ยินเช่นนี้ ที่จริงนอกจากอันซัวหมิงแล้ว คนอื่นๆก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันใดกับเฟิงหยางมากนัก ยิ่งกว่านั้น เมื่อพวกมันเห็นความไม่เกรงกลัวในแววตาของหลิงฮันที่เหมือนกับว่าเขามีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งคอยสนับสนุนอยู่ คงจะดีเสียกว่าถ้าพวกมันจะถอนตัวออกไปจากปัญหาครั้งนี้ ถ้าพวกมันเข้าไปเกี่ยวข้องกับการปะทะกันระหว่างสองอำนาจที่ยิ่งใหญ่ ตัวตนอันกระจ้อยร่อยเช่นพวกมันคงจะถูกสังหารได้ง่ายๆ

 

ในตอนนั้นเอง ไม่มีใครเลยที่กล้าก้าวเท้าออกมาข้างหน้า

 

“เจ้ากล้าที่อย่างไร! ไม่เพียงแต่เจ้าบังอาจพูดจาปากเสีย แต่เจ้ายังกล้าพูดจาข่มขู่สมาชิกของฝ่ายควบคุมวินัยอีก!” อันซัวหมิงพูดอย่างมืดมนและชี้ไปยังหลิงฮัน “ซงหลิน จับกุมมัน!”

 

“ระ…รับทราบ!” ชายหนุ่มเดินออกมาอย่างไม่เต็มใจ

 

มันรู้ดีว่าอันซัวหมิงเป็นลูกน้องของเฟิงหยาง และปัญหาในครั้งนี้มีเฟิงหลัวเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จึงเห็นได้ชัดว่าเป็นความบาดหมางระหว่างเฟิงหลัวกับหลิงฮัน… หรืออาจจะเป็นความบาดหมางระหว่างเฟิงหยางกับคนที่อยู่เบื้องหลังหลิงฮัน

 

และตอนนี้ตัวมันถูกติดร่างแหไปกับกลุ่มอำนาจทั้งสองกลุ่มนี้ ไม่ว่าผลออกมาใครจะเป็นฝ่ายชนะ มันก็ไม่ได้ประโยชน์ใดๆทั้งนั้น มันจึงรู้สึกไม่เต็มใจอย่างมาก

 

แต่อันซัวหมิงเป็ยหัวหน้าของมัน ถ้ามันอยากจะออกจากฝ่ายควบคุมวินัย มันก็ต้องเชื่อฝั่งคำสั่งของอีกฝ่าย

 

“ศิษย์น้องหลิงฮัน ข้าขอแนะนำให้เจ้ายอมแพ้!” ซงหลินตั้งท่าโจมตี มันอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้า  ในขณะที่หลิงฮันอยู่เพียงขั้นห้า มันจึงมั่นใจอย่างมากว่าจะจับกุมหลิงฮันได้ภายในสิบกระบวนท่า

 

หลิงฮันส่ายหัวและพูด “เจ้าไม่มีความสามารถพอจะมาจับกุมข้า!”

 

ซงหลินโมโหขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ จริงอยู่ที่มันไม่มีเบื้องหลังที่แข็งแกร่ง แต่ก็เห็นๆกันอยู่ว่าพลังบ่มเพาะของมันอยู่ที่ระดับรวมธาตุขั้นเก้า ไม่เช่นนั้นมันคงไม่มีคุณสมบัติเข้าร่วมกับฝ่ายควบคุมวินัย และตอนนี้ศิษย์น้องที่มีพลังบ่มเพาะเพียงระดับรวมธาตุขั้นห้ากลับมาพูดกับมันว่า ตัวมันไม่มีความสามารถพอที่จะจับกุมอีกฝ่ายได้ นี่เป็นการทำลายความภาคภูมิใจของมันอย่างไม่ต้องสงสัย

 

“ทำไมเจ้ายังมัวพูดจาไร้สาระอยู่? จับกุมมันเดี๋ยวนี้!” อันซัวหมิงเร่งเร้า

 

“งั้นข้าก็ขอเสียมารยาท!” ซงหลินลงมือและพุ่งไปหาหลิงฮัน

 

ม่อเกาอยากจะลงมือเช่นกัน มันรู้ว่าศิษย์คนเดียวของมันมีพรสวรรค์ในวิถีแห่งดาบขนาดไหน แต่ความต่างของระดับพลังก็ยังทำให้หลิงฮันตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบอยู่ดี อย่างมากปราณดาบหกเล่มก็ช่วยเพิ่มระดับดาวในการต่อสู้ได้เพียงสามดาว ซึ่งก็ยังไม่พอที่จะต่อกรกับจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้าอยู่ดี

 

แต่พอม่อเกาจะลงมือ หลิงฮันก็ได้ก้าวไปข้างหน้าเพื่อโจมตีแล้ว มันไม่แม้แต่ชักดาบออกมาและใช้หมัดต่อยออกไปตรงๆ

 

“ปัง!”

 

ทั้งสองคนเข้าปะทะกัน และจุดที่มีการปะทะได้เกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปทั่ว ร่างทั้งสองถอยหลังออกมาพร้อมกัน

 

อะไรกัน!

 

เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดวงตาของทุกคนล้วนแต่เปิดกว้างเพราะความตะลึงและมีสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อ

 

ซงหลินอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นเก้า แต่ก็ยังไม่สามารถได้เปรียบจากการปะทะซึ่งๆหน้า? เป็นไปได้อย่างไร! เป็นไปได้จริงๆรึที่จอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นห้าจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้? เจ้าแน่ใจรึว่าเจ้าอยู่ในระดับรวมธาตุขั้นห้าจริงๆ?

 

“ข้าประมาทเจ้าไปหน่อย!” ซงหลินเปลี่ยนเป็นจริงจังในทันที ถึงแม้มันจะไม่อยากเป็นเครื่องมือให้กับคนอื่น แต่จอมยุทธก็มีเกียร์ติของตัวเอง ในฐานะจอมยุทธระดับรวมธาตุขั้นเก้า ถ้ามันไม่สามารถจับกุมคู่ต่อสู้ที่อยู่ในขั้นห้าได้ มันจะเหลืออะไรให้ภาคภูมิใจ?

 

มันหายใจลึกและทำมือเป็นรูปกรงเล็บ อ้าแขนทั้งสองข้างไปคนละทิศ งอขาซ้ายและกางออกราวกับมันเป็นนกอินทรีย์ที่กำลังสยายปีกเตรียมตัวบินขึ้นสู่ท้องฟ้า

 

“อินทรีย์เหินนภา!”

 

มันตะโกนดังและพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว พลังต่อสู่ของมันเพิ่มสูงขึ้นในทันที

 

พลังต่อสู้และระดับพลังบ่มเพาะนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน ในขณะที่มันใช้ทักษะยุทธ พลังต่อสู้ของมันจะเพิ่มขึ้นเป็นสิบดาว

 

หลิงฮันยิ้มบางๆ ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทันใดนั้นกลิ่นอายที่ทรงพลังก็ถูกปลดปล่อยออกมา

 

อะไรกัน!

 

หัวใจของซงหลินสั่นไหว ราวกับว่ามันเป็นลูกแกะตัวเล็กๆที่ถูกจับจ้องโดยสายตาของพยัคฆ์ร้าย และทำได้เพียงรู้สึกหวั่นกลัว ทักษะอินทรีย์เหินนภาของมันเสียความแม่นยำและเบี่ยงเบนออกไปจากเป้าหมายในทันที

 

หลิงฮันเตะไปที่ข้างหลังของซงหลินอย่างไม่แยแส ‘ตุบ’ อีกฝ่ายล้มลงไปที่พื้นอย่างรุนแรงจนทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย

 

ทุกอย่างล้วนแต่ตกอยู่ในความเงียบสงัด

 

ในสำนักฮูหยาง ซงหลิงอาจจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นหัวกะทิ แต่ในหมู่จอมยุทธระดับรวมธาตุ ความสามารถของมันเพียงพอที่จะถูกจัดอยู่หนึ่งร้อยอันดับแรก แต่ตอนนี้มันกลับถูกโค่นด้วยกระบวนท่าเดียว โดยจอมยุทธที่พลังเพียงระดับรวมธาตุขั้นห้า จะให้พวกมันเชื่อในสายตาของตัวเองได้อย่างไร?

 

‘เป็นเด็กบัดซบที่ยอดเยี่ยมจริงๆ ไม่แปลกเลยที่มันอวดดีขนาดนั้น! ดูเหมือนว่ามันจะพอมีความสามารถอยู่บ้าง!’ ความเยือกเย็นได้ปรากฏขึ้นที่ดวงตาของอันซัวหมิง มันก้าวเท้าและเดินออกมาข้างหน้า ตอนนี้มันตัดสินใจแล้วว่าจะลงมือด้วยตัวเอง

 

หลิงฮันมีท่าทีจริงจังขึ้นมาเล็กน้อย อันซัวหมิงอยู่ในระดับก่อเกิดธาตุ และหากเปลี่ยนพลังต่อสู้ของมันให้เทียบกับระดับรวมธาตุ อย่างน้อยก็อยู่ที่สิบสองดาว และยังไม่รวมเรื่องที่ว่ามันสามารถใช้ทักษะยุทธระดับดำได้อีก

 

ซึ่งแน่นอนว่ามีโอกาสอยู่ ที่อันซัวหมิงจะไม่ครอบครองทักษะยุทธระดับดำใดๆเลย

 

“หยุดเดี๋ยวนี้!” ม่อเกามายืนอยู่ข้างหน้าหลิงฮัน ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความโกรธ ก่อนหน้านี้มันไม่ได้ยืนมือเข้าช่วย แต่ในฐานะอาจารย์ของหลิงฮัน มันจะไม่มีทางยืนดูลูกศิษย์ของตัวเองถูกคนอื่นทำให้อัปยศแน่นอน!

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top