ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 108 องค์ชายจักรพรรดิที่สาม

 15 Views

หลิงฮันอุ้มฮูหนิวและเดินออกจากห้องไป โดยมีฉีซางไต๋เดินไปกับพวกเขาด้วย

 

อย่างไรก็ตาม ฟูหยวนเชิงนั้นเป็นจอมยุทธในระดับระดับแก่นแท้จิตวิญญาณ ในตอนที่ทั้งสามคนเดินออกประตูไป มันได้สติกลับมาและเดินตามออกไปอย่างรวดเร็ว “นายน้อยฮัน นายน้อยจะกลับแล้วรึ?”

 

“อืม หน้าที่ของข้าจบแล้ว แน่นอนว่าข้าต้องกลับ” หลิงฮันแกว่งขวดในมือที่มีเม็ดยาสองดาราเจ็ดเม็ดอยู่ข้างในด้วยความพึงพอใจ

 

“ได้โปรดให้ข้าเป็นคนไปส่งนายน้อยเอง!” ฟูหยวนเชิงพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ มันเคารพในทักษะปรุงยาของหลิงฮันจากก้นบึ้งของหัวใจ

 

หลิงฮันยิ้มและพยักหน้า ถ้าฟูหยวนเชิงต้องการจะไปส่งเขา ยังไงก็ไม่มีปัญหาอะไรอยู่แล้ว

 

พวกเขากำลังจะเดินลงบันไดไปชั้นล่าง และเมื่อพวกเขาเดินใกล้ถึงบันได คนรับใช้หนุ่มได้เดินเข้ามาและพูด “ผู้นำตำหนัก องค์ชายสามแสดงความประสงค์อยากจะพบท่าน”

 

“โอ้?” ใบหน้าของฟูหยวนเชิงไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆออกมาและพูดกลับไป “ข้ากำลังจะลงไปพอดี เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าได้แล้ว”

 

“ขอรับ!” คนรับใช้หนุ่มพยักหน้าอย่างรวดเร็ว มันเพิ่งจะสังเกตเห็นหลิงฮันและฉีซางไต๋ ซึ่งทำให้มันอ้าปากค้างในทันที เพราะว่าพวกเขามีฟูหยวนเชิงเป็นคนเดินนำทางให้ แน่นอนว่ามันจะต้องตกตะลึงเป็นอย่างมาก

 

นี่คือฟูหยวนเชิง หนึ่งในคนที่มีอำนาจและได้รับความเคารพมากที่สุดของแคว้นพิรุณเลยนะ!

 

ในไม่ช้าทั้งสามคนก็ลงมาถึงชั้นล่าง พวกเขามองเห็นชายหนุ่มและหญิงสาวกำลังยืนอยู่ที่นั่น ทั้งสองคนยืนตัวตรงมั่นคง แสดงให้เห็นว่ามีความอดทนที่จะรอแค่ไหน

 

ทั้งชายหนุ่มและหญิงสาว ที่แล้วมีอายุประมาณยี่สิบห้าหรือยี่สิบหกปี ชายหนุ่มค่อนข้างสูงและกำยำ ดวงตาของมันส่องประกายและแหลมคมราวกับว่ามันสามารถมองลึกเข้าไปยังจิตใจของคนอื่นได้

 

หญิงสาวมีรูปร่างที่สมส่วนและน่าดึงดูดจนสามารถทำให้ผู้ชายทั่วไปน้ำลายไหลออกจากปากได้ ใบหน้าของนางนั้นงดงาม ผิวของนางเรียบเนียนดั่งหยก และผมของนางเป็นสีแดงเพลิงทำให้นางดูมีเสน่ห์อย่างน่าประหลาด

 

ชายหนุ่มที่ว่าคือองค์ชายสาม ฉีเฟิงหยุน แต่ผู้หญิงอีกคนล่ะ?

 

หลิงฮันประหลาดใจเล็กน้อย เพราะผู้หญิงคนนี้อยู่ในระดับก่อเกิดธาตุ

 

…ในสถานที่เล็กๆอย่างแคว้นพิรุณ  จอมยุทธที่สามารถบรรลุถึงระดับก่อเกิดธาตุก่อนอายุสามสิบเรียกได้ว่าเป็นความสำเร็จที่น่าตะลึงแล้ว ดังนั้นนางจะต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มเหล่าอัจฉริยะแน่นอน

 

“ผู้นำตำหนัก!” องค์ชายสามทักทายอย่างสุภาพเมื่อเห็นฟูหยวนเชิง จริงอยู่ที่มันเป็นถึงองค์ชายสาม แต่ถึงแม้มันจะได้สืบทอดบัลลังก์และกลายเป็นจักรพรรดิในสักวัน มันก็ยังต้องปฏิบัติต่อฟูหยวนเชิงด้วยความสุภาพอย่างถึงที่สุดอยู่ดี

 

“ซางไต๋ขอคารวะองค์ชายจักรพรรดิสาม!” ฉีซางไต๋โค้งเล็กน้อยเพื่อทักทายองค์ชายสาม

 

“อืม รอสักครู่ ให้ข้าออกไปส่งแขกผู้มีเกียรติคนนี้ก่อน” ฟูหยวนเชิงพูดและพยักหน้าให้กับองค์ชายสาม

 

แขกผู้มีเกียรติ?

 

องค์ชายสามมองไปยังหลิงฮันอย่างช่วยไม่ได้ เพราะว่ามีเพียงสามคนเท่านั้นที่ยืนอยู่ข้างหลังฟูหยวนเชิง ฉีซางไต๋เป็นคนของราชวงศ์ต้าหยวน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่นางจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากฟูหยวนเชิง ส่วนฮูหนิวนั้นยังเด็กเกินไป

 

เด็กหนุ่มคนนี้… คือคนที่ฟูหยวนเชิงเรียกว่าแขกผู้มีเกียรติและต้องออกไปส่งด้วยตัวเองเลยงั้นรึ?

 

แปลกมาก มันได้รับแจ้งข่าวสารทุกอย่างที่สำคัญของเมืองจักรพรรดิ แต่เป็นไปได้อย่างไรที่ตัวตนเช่นนี้จะปรากฏขึ้นโดยที่มันไม่รู้?

 

“เชิญผู้นำตำหนักตามสะสวก!” มันรีบพูดออกไป

 

เมื่อฟูหยวนเชิงพาหลิงฮันออกประตูไป มันได้ชวนให้หลิงฮันมาหามันที่ตำหนักโอสถสวรรค์บ่อยๆก่อนที่จะหันหลังกลับเข้าตำหนักไปอย่างรวดเร็ว มันดูมีท่าทางร้อนรนอย่างมาก… แน่นอนว่ามันกำลังรีบร้อนเพื่อกลับไปศึกษาผนึกสี่วิถี

 

หลิงฮันเดินอยู่ด้วยกันกับฉีซางไต๋ ในขณะที่ฮูหนิวโบกมือเล็กๆของนางไปมาด้วยความตื่นเต้น พร้อมกับพูดไม่หยุดว่า “เนื้อ! เนื้อ! เนื้อ!”

 

“น้องชายตรงนั้นน่ะ!” องค์ชายสามได้เดินตามพวกเขามา

 

หลิงฮันหยุดชะงักและมองไปยังองค์ชายสาม “หืม?”

 

ไม่ใช่ว่าองค์ชายสามมาหาฟูหยวนเชิงหรอกรึ? แล้วทำไมถึงตามพวกเรามาล่ะ? เหตุผลนั้นง่ายมาก เพราะจู่ๆก็มีคนที่แม้แต่ฟูหยวนเชิงยังต้องเคารพปรากฏตัวขึ้นมาที่เมืองจักรพรรดิ ในฐานะที่เป็นองค์ชายสาม มันจึงอยากรู้ว่าตัวตนเช่นนั้นเป็นคนอย่างไร

 

ต้องเข้าใจก่อนว่าจักรพรรดิพิรุณมีบุตรทั้งหมดสิบเจ็ดคน ในทั้งสิบเจ็ดคนนี้ มีอย่างน้อยห้าคนที่มีคุณสมบัติแย่งชิงบัลลังก์ องค์ชายสามจึงอยากจะเป็นสหายกับคนที่มีความสามารถเพื่อรวบรวมฐานอำนาจเพื่อที่ว่าวันหนึ่งมันจะได้เข้าร่วมแข่งขันแย่งชิงบัลลังก์

 

“ข้าคือฉีเฟิงหยุน น้องชายจะช่วยบอกชื่อของเจ้ามาได้รึไม่?” องค์ชายสามปฏิบัติต่อหลิงฮันอย่างสุภาพ

 

หลิงฮันยิ้มจางๆและพูด “ชื่อของข้าคือหลิง.. หลิงฮัน”

 

“น้องชายหลิง ข้ายังมีธุระที่ต้องไปจัดการ ดังนั้นจึงไม่สะดวกที่จะพูดคุยกันนานเท่าไหร่ ข้าหวังว่าน้องชายหลิงจะรับของขวัญชิ้นนี้จากข้าเอาไว้ ข้าเชื่อว่าในเมืองจักรพรรดิจะมีผู้คนจำนวนมากที่ยอมไว้หน้าน้องชายเพราะของสิ่งนี้” องค์ชายสามหยิบเหรียญตราสีม่วงออกมามอบให้หลิงฮัน

 

“ขอบคุณมาก” หลิงฮันไม่ได้แสดงท่าทีถ่อมตัวและรับเหรียญตราจากองค์ชายสามมา

 

“น้องชายหลิง เมื่อข้าทำธุระเหล่านี้เสร็จแล้ว ข้าจะไปหาน้องชายเพื่อพูดคุยด้วยแน่นอน” องค์ชายสามพูดพร้อมกับประสานมือคารวะไปทางหลิงฮันก่อนที่จะจากไปพร้อมกับสตรีที่งดงามข้างหลัง

 

หลิงฮันยิ้มในขณะที่มองไปยังเหรียญตราในมือ และเก็บมันใส่กระเป๋าไป

 

“หลิงฮัน นั่นคือเหรียญตราขององค์ชายสาม จากที่คนอื่นพูดกัน ผู้ที่ครอบครองเหรียญตรานั่นจะสามารถกินดื่มที่ร้านอาหารใดในเมืองจักรพรรดิก็ได้โดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินแม้แต่เหรียญเดียว เพราะทุกๆอย่างจะถูกจ่ายโดยองค์ชายสาม” ฉีซางไต๋พูดด้วยความอิจฉา

 

หลิงฮันชะงักไปชั่วขณะก่อนที่จะหัวเราะดังขึ้นมา

 

ฉีซางไต๋รู้สึกสงสัยจึงได้ถามเขาว่าหัวเราะทำไม

 

“ข้าคิดว่าองค์ชายสามคนนั้นจะต้องเสียใจที่มอบมันให้ข้าแน่นอน” หลิงฮันพูด

 

“ทำไมล่ะ?”

 

“เพราะว่ามีจอมตะกละอยู่ที่นี่ไงล่ะ!” หลิงฮันพูดพร้อมกับลูบหัวฮูหนิว

 

ฉีซางไต๋ยังคงไม่เข้าใจ ฮูหนิวเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ ถึงแม้นางจะกินตั้งแต่เช้ายันค่ำ นางจะกินเข้าไปได้สักเท่าไหร่กันเชียว?

 

“ในโลกนี้มีคนที่ใจกว้างขนาดนี้อยู่จริงๆ!” หลิงฮันพูดด้วยน้ำเสียงสงสาร

 

ทั้งสามคนไปหาอะไรกินที่ร้านอาหาร เมื่อเห็นความตะกละของฮูหนิว ในที่สุดฉีซางไต๋ก็เริ่มรู้สึกเป็นกังวลกับญาติพี่น้องของนางขึ้นมา มีโอกาสสูงมากที่ฉีเฟิงหยุนจะกลายเป็นคนยากจนเพราะจำนวนอาหารที่ฮูหนิวกินเข้าไป

 

***

 

ณ สำนักฮูหยาง ห้องของเฟิงหลัว

 

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!” เว่ยเหอเลอกำลังเดินวนไปมาในห้องราวกับคนบ้า ดวงตาของมันแดงก่ำและมีสีหน้าบูดบึ้ง เดินวนไปสักพักมันก็หยุดและพูดกับเฟิงหลัว “เจ้าเชื่อไหม? เจ้าเชื่อรึเปล่า? อาจารย์ใหญ่หวู่ไล่ข้าออกจากสาขาปรุงยา!”

 

ปาดของเฟิงหลัวกระตุกสองสามครั้ง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เว่ยเหอเลอคร่ำครวญและบ่นเรื่องนี้ให้มันฟัง มันลองนับในใจ… นี่น่าจะเป็นครั้งที่สามสิบเจ็ดหรือสามสิบแปดแล้ว? ก่อนหน้านี้มันได้พูดปลอบเว่ยเหอเลอไปหลายครั้งจนตอนนี้มันไม่มีอารมณ์จะทำเช่นนั้นอีกต่อไป

 

เมื่อเว่ยเหอเลอสูญเสียสถานะและกลายเป็นเพียงนักปรุงยาระดับเหลืองขั้นต่ำ เฟิงหลัวจึงไม่ได้เก็บเรื่องของอีกฝ่ายมาคิดจริงจัง

 

“เป็นเพราะเจ้านั่น เจ้าบัดซบนั่น!” ดวงตาเว่ยเหอเลอดูราวกลับจะปล่อยไฟออกมาได้

 

มันเคยเป็นคนที่ถูกสรรเสริญ และยืนอยู่บนจุดที่สว่างไสวโดยการเป็นอัจฉริยะนักปรุงยา แม่แต่คนจากตระกูลราชวงศ์หรือตระกูลชนชั้นสูงก็ยังต้องปฏิบัติกับมันด้วยความเคารพ แต่ตอนนี้ราวกับมันได้ตกจากยอดเขาลงมาสู่ก้นหลุม อนาคตของมันมีแต่ความมืดมนและอ้างว้าง

 

…คนที่ไล่ออกมาโดยหวู่ซงหลิน นักปรุงยาคนไหนจะกล้ารับมันเป็นศิษย์กัน?

 

ยิ่งกว่านั้น ทักษะปรุงยาจะพัฒนาได้ก็จำเป็นต้องได้รับการถ่ายทอดความรู้มาจากอาจารย์ ถ้าจะให้พึ่งการเรียนรู้ด้วยตัวเอง มันจะประสบความสำเร็จสักเท่าใดกันเชียว?

 

นั่นหมายความว่าชีวิตของมันได้จบลงแล้ว

 

เมื่อเฟิงหลัวเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น มันช่วยไม่ได้ที่จะยิ้มอย่างเย็นชาและพูดขึ้นมา “นายน้อยเว่ย ข้ามีแผนการบางอย่างที่จะสร้างปัญหาใหญ่ให้กับเจ้านั่น” มันสูญเสียฟันไปหลายซี่จนทำให้ต้องฝืนพูดออกมาด้วยเสียงที่ไม่ชัด คนที่ฟังต้องแปลความหมายสิ่งที่มันพูดออกไปอย่างถี่ถ้วนถึงจะเข้าใจได้ว่ามันพยายามจะพูดว่าอะไร

 

“โอ้ แล้วเจ้ามีแผนการอะไรล่ะ?” เว่ยเหอเลอหันไปมองทันที ตัวมันในตอนนี้ได้สูญเสียทุกอย่างไปแล้ว มันจึงกลายเป็นคนบ้าที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อแก้แค้นหลิงฮัน

 

“สิ่งนี้ไงล่ะ!” เฟิงหลัวหยิบเหรียญตราสีม่วงออกมา

 

“มันคืออะไร?” เว่ยเหอเลอถามด้วยความมึนงง

 

“นี่คือเหรียญขององค์ชายสาม” เฟิงหลัวพูดด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย “นี่คือสิ่งที่องค์ชายสามมอบให้กับพี่ชายข้า ลองคิดดูสิ ถ้าข้าบอกว่าข้าทำเหรียญตรานี้หายและเหรียญตรานี้ได้ไปถูกพบอยู่ที่ที่พักของหลิงฮัน ทางสำนักจะจัดการกับมันอย่างไร? และองค์ชายสามจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?”

 

ดวงตาของเว่ยเหอเลอเป้นประกายขึ้นมา ‘ใส่ร้ายหลิงฮัน!’

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top