ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 91 เข้าร่วมสำนัก

 11 Views

อย่างไรก็ตาม หลิวอู๋ตงเองก็เป็นศิษย์ที่แท้จริง

 

ทั้งๆที่แต่ก่อน นางไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับฉีฮวงเย่

 

ซึ่งนั่นเพราะนางเป็นเจ้าหญิงแห่งตระกูลหลิว สำนักจึงต้องยอมไว้หน้าให้กับตระกูลหลิว ยิ่งกว่านั้นในการประลองท้ายปีของสำนัก นางยังได้สมบัติล้ำค่าของตระกูลที่สามารถช่วยให้พลังของนางเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ ทำให้นางสามารถคว้าตำแหน่งศิษย์ที่แท้จริงมาได้อย่างง่ายดาย

 

แน่นอนว่าแต่ละตระกูลสามารถทำเช่นนี้ได้เพียงสมาชิกคนเดียว สำหรับสมาชิกตระกูลคนอื่นๆต้องพึ่งตัวเองเพื่อให้ได้อันดับสูงๆในสำนัก

 

เหนือกว่าศิษย์ที่แท้จริงคือ ศิษย์หลักทั้งสาม

 

ศิษย์หลักคือบุคคลที่สำนักจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อฟูมฟักพวกเขา เพราะพวกเขาคือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่รุ่นเยาว์ของแคว้นพิรุณ พวกเขาเป็นตัวแทนและเป็นหน้าเป็นหน้าในอนาคตของทั่วทั้งแคว้นพิรุณ

 

การจะเป็นศิษย์หลัก พลังบ่มเพาะระดับก่อเกิดธาตุเป็นสิ่งจำเป็น เมื่อหลายร้อยปีก่อน หนึ่งในศิษย์หลักที่แข็งแกร่งที่สุดตลอดอการของแคว้นพิรุณสามารถบรรลุได้ถึงระดับห้วงจิตวิญญาณ!

 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุถึงสามสิบปี ทุกๆคนต้องออกจากสำนัก เพราะอายุสามสิบถือว่าเป็นช่วงอายุที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว

 

หนึ่งในศิษย์หลักในปัจจุบันคือฉีเฟิงหยุน องค์ชายสามแห่งแคว้นพิรุณ เขาไม่ใช่เพียงมีพรสวรรค์ที่สูงมาก แต่ยังเป็นคนที่ทั้งราชวงศ์จักรพรรดิของแคว้นพิรุณและสำนักฮูหยางมุ่งเน้นฟูมฟักเป็นอย่างดี จึงเป็นธรรมดาที่เขาจะแข็งแกร่ง

 

ตอนนี้เขามีอายุยี่สิบเจ็ดปี แต่บรรลุไปถึงระดับก่อเกิดธาตุขั้นเจ็ดแล้ว เขาเป็นศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักฮูหยาง และยังได้รับฉายาว่า บุตรสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งแคว้นพิรุณ

 

คนที่สองคือจ้าวฮวานที่เป็นคนของตระกูลจ้าว หนึ่งในแปดตระกูลใหญ่ จากข่าวลือแล้ว ในตอนที่เขาเกิด มีปรากฏการณ์ประหลาดเกิดขึ้น แสงสว่างสีทองได้ส่องสว่างไปทั่วครึ่งเมืองจักรพรรดิ และเขาเกือบจะถูกสังหารโดยกลุ่มอำนาจลับของราชวงศ์จักรพรรดิ เพราะว่าเขาถูกนับว่ามีศักยะภาพที่จะเป็นภัยคุกคามต่อบัลลังก์ของตระกูลฉี

 

โชคดีที่จักรพรรดิเป็นคนฉลาดเขาจึงไม่ได้ทำอันตรายใดๆต่อจ้าวฮวาน องค์จักรพรรดิได้มอบยศขุนนางแห่งนภาทองคำให้กับจ้าวฮวาน การที่ได้รับสถานะขุนนางตั้งแต่เกิด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์แคว้นพิรุณ และหลังจากที่จ้าวฮวานปลุกรากฐานวิญญาณได้ เขาก็ได้แสดงพรสวรรค์แห่งวิถียุทธที่น่ากลัวออกมา ในปัจจุบัน จ้าวฮวานอายุยี่สิบสามปีและอยู่ในระดับก่อเกิดธาตุขั้นห้า เขาไม่ได้ด้อยกว่าฉีเฟิงหยุนแม้แต่น้อย

 

คนที่สามคือชางเย่ เขาไม่มีแซ่ และจากข่าวลือแล้ว เขาเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาจากถนนโดยอาจารย์ใหญ่ของสำนักฮูหยาง และเขาได้เสียแขนขวาไปตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก

 

ในวิถีแห่งวรยุทธ การเสียแขนขวาไปก็เหมือนกับความตาย และคนประเภทนี้จะไม่มีอนาคตที่สดใส แต่ชางเย่กับสามารถกลายเป็นศิษย์หลักได้ ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่าพรสวรรค์ที่ติดตัวมาของเขาน่ากลัวขนาดไหน

 

ชางเย่มีอายุยี่สิบสองปี อยู่ในระดับก่อเกิดธาตุขั้นสาม มีคนพูดกันว่าพลังต่อสู้ของเขาสามารถเพิ่มขึ้นไปถึงเจ็ดดาว และเป็นคนที่แม้แต่จ้าวฮวานยังต้องระแวงที่จะสู้ด้วย

 

‘น่าสนใจ!’ ขณะที่หลิงฮันกำลังรออาจารย์ที่รับหน้าที่ต้อนรับศิษย์ใหม่อยู่ เขาได้คิดเรื่องนี้ไปมา เขาไม่ได้คิดเกี่ยวกับฉีเฟิงหยุนกับจ้าวฮวานจริงจังนัก แต่ชางเย่ได้จุดประกายความสนใจของเขา

 

หรือว่าชางเย่คนนี้จะเป็นอัจฉริยะที่ครอบครองรากฐานวิญญาณระดับสวรรค์?

 

ไม่เช่นนั้น เขาจะพัฒนาตัวเองได้รวดเร็วและแข็งแกร่งเช่นนี้ได้อย่างไร?

 

“นี่ เจ้าคือศิษย์ใหม่?” ในที่สุดอาจารย์ที่รับหน้าที่ลงทะเบียนศิษย์ใหม่ก็เดินมา มันมองไปยังหลิงฮันด้วยสายตาแปลกประหลาด เพราะมันไม่เคยเห็นใครที่มารายงานตัวโดยอุ้มเด็กสาวมาด้วยมาก่อน

 

“ใช่แล้ว!” หลิงฮันหยิบหลักฐานที่แสดงว่าเขามาจากเมืองต้าหยวนยื่นให้กับอาจารย์ อาจารย์ที่รับหน้าที่ลงทะเบียนเป็นจอมยุทธระดับก่อเกิดธาตุขั้นห้า และไม่ใช่คนที่จะดูถูกได้ง่ายๆ

 

อาจารย์คนนั้นรับหลักฐานจากเขาไปตรวจสอบ และแสดงสีหน้าประหลาดใจขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าคือหลิงฮัน?”

 

หลิงฮันเกาหัวและถาม “ข้ามีชื่อเสียงงั้นรึ?”

 

“ฮ่าๆๆๆ เจ้าที่มีพลังเพียงระดับรวมธาตุขั้นสี่ แต่กลับสามารถโค่นคู่ต่อสู้ระดับรวมธาตุขั้นเก้าลงได้ แถมคู่ต่อสู้คนนั้นยังเป็นฉีฮวงเย่ที่มีพลังต่อสู้ไม่ได้อ่อนด้อยแม้แต่น้อย ช่างเป็นเด็กหนุ่มที่มีพรสวรรค์จริงๆ อาจารย์ใหญ่ได้บอกว่าให้พาเจ้าไปหาเขาทันทีเมื่อเจ้ามารายงานตัว!” อาจารย์คนนั้นพูดไปสักพัก แต่จู่ๆมันก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง “เจ้าทะลวงผ่านไปยังระดับรวมธาตุขั้นห้าแล้ว!”

 

มันตกตะลึงอยู่สักพักในช่วงแรก แต่มันคิดขึ้นมาว่าหลิงฮันจะต้องบรรลุรวมธาตุขั้นสี่ระดับสูงสุดมาเป็นเวลานานแล้วแน่ๆ และในเพียงเวลาไม่กี่วันเขาถึงได้ทะลวงผ่านระดับรวมธาตุขั้นห้าได้อย่างราบรื่น

 

เมื่อมันคิดเช่นนี้ ความตกตะลึงจึงได้ลดลงไป

 

….ถ้ามันรู้เข้าว่าหลิงฮันอยู่ในระดับหลอมกายาขั้นสองเมื่อไม่กี่เดือนก่อน กรามของมันอาจจะหลุดออกมาเพราะความตกตะลึงก็เป็นได้

 

อย่างไรก็ตาม เป็นเพราะเสียงอุทานของมัน ฮูหนิวจึงตื่นขึ้นมาทันที นางรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก นางจึงเปิดเผยนิสัยอันป่าเถื่อนออกมา และแยกเขี้ยวพร้อมกับคำรามใส่อาจารย์คนนั้น

 

“มาสิ ข้าจะพาเข้าไปพบอาจารย์ใหญ่” อาจารย์คนนั้นกวาดมือเชิญหลิงฮันเดินไปข้างหน้า ถึงแม้ตอนนี้หลิงฮันจะยังอ่อนแอ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาอาจจะกลายเป็นศิษย์หลักที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักและสามารถแสดงให้แคว้นอื่นเห็นถึงอำนาจของแคว้นพิรุณก็เป็นได้

 

หลิงฮันพยักหน้าและเดินตามอาจารย์คนนั้นไปตามเส้นทางในสำนัก

 

ในไม่ช้า พวกเขาเดินมาถึงบริเวณที่ห้อมล้อมไปด้วยสิ่งก่อสร้าง ซึ่งที่นี่คือสถานที่ที่เหล่าบุคคลระดับสูงของสำนักอาศัยอยู่ ตอนนี้อาจารย์ใหญ่ไม่ได้อยู่ในลานพักของตัวเอง อาจารย์ที่พาหลิงฮันมาถึงบอกให้เขารออยู่ที่นี่สักครู่ โดยที่ตัวมันจะไปตามหาอาจารย์ใหญ่ที่ไม่รู้ไปอยู่ไหน

 

หลิงฮันรอไปได้สักพักก็รู้สึกเบื่อ จึงเริ่มเดินเล่นไปยังบริเวณรอบๆ

 

‘หืม?’

 

เขารู้สึกได้ถึงกลิ่นที่คุ้นเคย และหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวไปยังต้นตอของกลิ่นนั่นไม่ได้

 

Iมันเป็นลานที่พักที่งดงาม โดยที่ประตูของลานเปิดแง้มเอาไว้อยู่

 

หลิงฮันเปิดประตูเข้าไป และเห็นหญิงสาวรุ่นเยาว์กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างใน มือซ้ายของนางถือเตาปรุงยาขนาดเล็กเอาไว้ ในขณะที่มือขวากำลังจุดไฟ

 

นางกำลังหลอม…เม็ดยาวายุพัดทะยาน

 

เม็ดยาวายุพัดทะยานจะช่วยเพิ่มความเร็วให้กับจอมยุทธชั่วคราว โดยจะมีความเร็วราวกับพายุพัดผ่าน ซึ่งเป็นเม็ดยาที่มีประโยชน์มาก

 

อย่างไรก็ตาม กลิ่นที่ออกมาจากเตาหลอมมีบางสิ่งผิดแปลกไป

 

หลิงฮันสูดหายใจดมกลิ่น และเข้าใจได้ในทันที หนึ่งในส่วนประกอบของยาผิดพลาด ทำให้ไม่สามารถหลอมเม็ดยาวายุพัดทะยานได้ โดยความผิดพลาดนั้นได้ส่งผลต่ออัตราการควบแน่นของเม็ดยา และยังเพิ่มโอกาสที่เตาปรุงยาจะระเบิดขึ้นอีกด้วย

 

เขาพูดขึ้นมา “ข้าแนะนำให้เจ้าหยุดเสียตอนนี้เลย ไม่เช่นนั้นภายในสามลมหายใจ เตาปรุงยาของเจ้าจะระเบิด”

 

สตรีนางนั้นเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เป็นช่วงเวลาสำคัญของการหลอมเม็ดยาวายุพัดทะยาน นางจะไปวอกแวกได้อย่างไร? ภายในช่วงเวลาสองลมหายใจ ‘ปัง’ ฝาของเตาปรุงยาได้กระเด็นออกมาอย่างรุนแรง และขี้เถ้าได้ถูกปล่อยออกมาจากภายในเตา ถึงแม้นางจะสามารถหลบได้เป็นส่วนใหญ่ แต่หน้าของนางก็ยังถูกปกคลุมไปด้วยขี้เถ้าอยู่ดี

 

เตาปรุงยาระเบิดออกจริงๆด้วย

 

ในที่สุดสตรีนางนั้นก็เงยหน้ามองไปยังหลิงฮัน สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ ชายคนนี้รู้ได้อย่างไรว่าเตาจะระเบิด? ทุกคนควรจะรู้เอาไว้ว่า ด้วยความสามารถในการควบคุมของนาง ไม่มีทางเด็ดขาดเลยที่นางจะถูกทำให้เสียสมาธิเพราะปัจจัยภายนอก

 

“กระดูกหมาป่าสีเลือดคือวัตถุดิบที่เป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้เตาปรุงยาระเบิด โดยเฉพาะถ้ามันถูกใช้หลอมเม็ดยาวายุพัดทะยาน มันจะส่งผลต่อคุณภาพของเม็ด ข้าไม่รู้เลยว่าต้องโง่ขนาดไหนถึงจะคิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาได้”

 

“เจ้าบังอาจมาดูถูกอาจารย์ข้าได้อย่างไร!” หญิงสาวโกรธขึ้นมาทันที ภายในพริบตา นางได้พุ่งเข้าใส่หลิงฮัน ฝ่ามือขวาของนางตั้งท่าเตรียมโจมตี โดยที่มือของนางมีเปลวเพลิงหมุนวนไปมารอบๆจนทำให้บรรยากาศรอบฝ่ามือเริ่มเกิดระลอกคลื่น

 

ระดับรวมธาตุขั้นเจ็ด

 

หลิงฮันรู้ระดับพลังบ่มเพาะของนางด้วยการมองเพียงแวบเดียว และจากฝ่ามือที่โจมตีมา พลังต่อสู้ของนางไม่ถึงแม้แต่เจ็ดดาว แต่นั่นก็นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา นักปรุงยาจะจดจ่ออยู่กับการหลอมยาเพียงอย่างเดียว พวกเขาจะเอาเวลาจากไหนไปฝึกฝนวรยุทธ?

 

พลังบ่มเพาะระดับรวมธาตุขั้นเจ็ดของนางคงจะมาจากการช่วยเหลือของเม็ดยา จึงไม่แปลกที่พลังต่อสู้ของนางจะค่อนข้างอ่อนแอ

 

เมื่อนางยืนขึ้น หลิงฮันเพิ่งจะสังเกตเห็นจนต้องประหลาดใจที่สตรีนางนี้มีรูปร่างที่สูงเพรียว เหนือสิ่งอื่นใด นางมีเสน่ห์และความงดงามที่ราวกับเทพธิดา รูปลักษณ์ของนางไม่ได้ด้อยกว่าหลิวอู๋ตงแม้แต่น้อย

 

“ฮ่าๆ ข้าพูดผิดรึไง?” หลิงฮันพูดพร้อมกับหลบฝ่ามือของนาง ในขณะเดียวกัน ฮูหนิวที่คลานอยู่ข้างๆ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และไม่ต้องการอะไรนอกจากกระโดดงับสตรีตรงหน้าสักสองสามที

 

*ติดตามข่าวสารได้ที่ เพจ*

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top