ขนาดตัวอักษร

บทที่ 13: หาเหาใส่หัว

 39 Views

“กายแห่งเต๋าขั้นที่ 8—เงื่อนไข: ล้มคู่ต่อสู้ที่มีกายแห่งเต๋าขั้น 8 หรือสูงกว่า”

 

ล้มคนที่ขั้นพลังสูงกว่าตัวเอง?

 

อันหลินไม่เคยพบเงื่อนไขแบบนี้มาก่อน มันทำให้เขาสะดุ้งเล็กน้อย

 

อย่างน้อย…มันก็พอจะดูง่ายขึ้นมาหน่อยก็ง่ายกว่าการดูดซับศิลวิญญาณหมื่นล้านก้อนแล้วกันล่ะ…

 

ระหว่างทางไปเรียนเขาคงต้องคิดว่าจะจัดการการเลื่อนขั้นยังไงดี

 

“เป็นอะไรรึไง? คุยอะไรไปก็ไม่ตอบ”

 

ในสายตาของซวีเซี่ยวหลาน อันหลินเป็นคนประเภทที่จะเป็นจะตายยังไงก็ต้องพูดออกมา เธอเลยต้องถามอย่างช่วยไม่ได้เมื่ออยู่ดีๆ อีกฝ่ายก็เงียบไป

 

“ก็ได้ๆ การที่คนที่มีกายแห่งเต๋าขั้น 7 จะสามารถสู้ชนะคนที่มีกายแห่งเต๋าขั้น 8 ได้มันเป็นไปได้มากแค่ไหน?” อันหลินเลิกลังเลแล้วก็ถามออกมา

 

“ก็ไม่ได้ยากนะ! ตอนที่ฉันอยู่ที่ขั้น 6 ฉันเอาชนะลูกพี่ลูกน้องของฉันที่อยู่ขั้น 8 ได้ด้วยซ้ำ” ซวีเซี่ยวหลานพูดอย่างใจเย็น

 

“โห เจ๋งจัง! ทำได้ยังไงน่ะ?” อันหลินอุทานออกมา

 

ซวีเซี่ยวหลานยิ้มอย่างมีชัย “ก็สายเลือดของฉันมันเหนือกว่า พลังในร่างก็เหนือกว่า แล้วความเข้าใจในการฝึกตนของฉันก็มากกว่าก็เลยชนะง่ายๆ แค่นี้เองหมูๆ ใช่ปะล่ะ!”

 

ใบหน้าของอันหลินดำมืดไปครึ่งแถบ “โอ้ โครตง่ายเลยว่ะ?”

 

“แล้วถ้าเป็นคนที่มีกายแห่งเต๋าขั้นที่ 7 แล้วไม่มีสายเลือดพิเศษ แถมมีเวลาฝึกน้อยกว่าพลังปราณก็ธรรมดาๆ ? พอที่จะชนะพวกที่มีกายแห่งเต๋าขั้น 8 ได้ไหม?” อันหลินยืนยัน

 

“ก็ได้สิ ถ้าคนที่เป็นขั้น 8 โง่พอไม่ก็ปัญญาอ่อนล่ะนะ!” ซวีเซี่ยวหลานสามารถตอบได้ทันที

 

“นี่ เจ็บนะเนี่ย…” อันหลินน้ำตาแทบแตก

 

“อ๊า… โธ่! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนายเล่า? มันสำคัญมากเลยเหรอถึงได้ทำหน้าเศร้าขนาดนั้น?”

 

ซวีเซี่ยวหลานเปลี่ยนท่าทีทันทีที่ใบหน้าของอันหลินนั้นหมองลงอย่างเห็นได้ชัด

 

“เฮ้อ…ที่จริงแล้วตอนนี้ฉันขึ้นมาถึงกายแห่งเต๋าขั้น 7 แล้ว แต่ว่าฉันต้องไปเอาชนะคนที่มีขั้นสูงกว่าเพื่อที่จะเลื่อนไปขั้นต่อไป” อันหลินถอนหายใจ

 

เพราะว่าเรื่องที่ได้ยินนั้นเกินจากความคิดของเธอไปไกลมาก ทำให้ดวงตาของซวีเซี่ยวหลานนั้นเบิกกว้าง

 

“เฮ้อ นี่โกหกไม่ดีนะ ฉันไม่เห็นสัมผัสได้ถึงพลังจากร่างของนายได้เลยะ”

 

หลังจากที่สงสัยว่าอันหลินกินยาไม่เขย่าขวดอีกแล้ว ซวีเซี่ยวหลานก็ตกใจกับภาพตรงหน้า

 

อันหลินก็ค่อยๆ ปลดปล่อยพลังออกมา เมื่อเห็นฉากนี้ซวีเซี่ยวหลานนั้นก็เอามือปิกปากเพื่อระงับท่าทีตกใจของตัวเอง “พระเจ้า! นี่มันกายแห่งเต๋าขั้น 7 จริงๆ ด้วย!” เธอตะโกนออกมา

 

“ยังไม่ถึง 4 เดือนดีนายเลื่อนขั้นมาจากกายแห่งเต๋าขั้น 0 มาถึงขั้นที่ 7 ได้เลยเหรอ ไปทำอะไรมาเนี่ย?!”

 

ซวีเซี่ยวหลานนั้นใช้เวลานานมากในการเลื่อนขั้น เธอไม่อยากจะเชื่อเลย

 

“เชื่อไหมว่าฉันแค่วิดพื้นกับใช้ศิลาวิญญาณก็เลื่อนขั้นได้แล้ว?” อันหลินถาม

 

“นี่แกกวนตีนฉันอย่างนั้นเหรอ?” ซวีเซี่ยวหลานตาเหลือกแล้วตะโกนใส่หน้าอีกฝ่าย “บอกความจริงมาไอ้บ้า!”

 

อันหลินนั้นคิดไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เขาเลยยิ้มแล้วเสยผมของตัวเองเก๊กหล่อเต็มที่ “บอกเธอไปก็คงจะไม่เป็นอะไร ความจริงแล้วก็คือฉันน่ะมีพรสวรรค์ระดับเทพ เป็นอัจฉริยะที่แท้จริง สวรรค์กำหนดให้ฉันคนนี้คือยอดฝีมือที่หมื่นปีจะมีซักคนไงล่ะ!!!”

 

อันหลินโม้อยู่พักใหญ่ แล้วเขาคิดว่าน่าจะโดยซวีเซี่ยวหลานสวดยับอย่างแน่นอน

 

น่าแปลกใจที่เธอพยักหน้าเห็นด้วยซะอย่างนั้น “ก็แน่อยู่แล้วล่ะนะ! เหมือนที่เคยว่าไว้ล่ะนะ คนที่ได้รับจดหมายแนะนำจากเทพเจ้าที่แท้จริงนี่ต้องไม่ใช่พวกขยะชั้นต่ำแน่ๆ แล้วดูท่าว่านายจะมีอะไรบางอย่างอยู่จริงๆด้วยสิ”

 

“อั๊ก! นี่ความรู้สึกของพระเอกนิยายตอนที่โดนพูดคำว่า “ขยะชั้นต่ำ” ใส่สินะ?” อันหลินนั้นรู้สึกจุกครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้ยินคำพูดของซวีเซี่ยวหลาน

 

“ฉันไม่ได้หมายความถึงนายเลยนะ?”

 

เธอยิ้มแล้วเหล่มองไปทางอันหลิน ท่าทางนั้นดูน่ารักเป็นอย่างมาก

 

เมื่อเห็นใบห้นาที่ยิ้มแย้ม ความขุ่นเคืองของอันหลินก็มลายหายไปทันที

 

เขาได้แต่แอบเศร้าอยู่อย่างนั้น ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของผู้หฺญิงนี่เป็นปัญหาจริงๆแหะ!

 

ใช่แล้ว! มันอาจจะง่ายกว่าถ้าเป็นที่คนรู้จัก…

 

เขาให้เธอช่วยเป็นคู่มือให้เขาก็จบแล้วนี่นา!

 

ความคิดอันชาญฉลาดนี้ฟังดูไม่เลวเลยทีเดียว ในที่สุดอันหลินก็พบทางที่จะสำเร็จการเลื่อนขั้นได้แล้ว

 

“ซวีเซี่ยวหลาน งั้นช่วยอะไฉันหน่อยจะได้ไหม?” อันหลินพูดพร้อมตาที่เป็นประกาย

 

“อะไรอีกล่ะ?”

 

ด้วยท่าทีของอันหลิน การที่เธอจะระแวงเขาก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

 

“ช่วยเป็นคู่ต่อสู้ให้ฉันหน่อย แล้วทำทีว่าแพ้ฉันที”

 

อันหลินนั้นขอร้องอย่างไม่อ้อมค้อม

 

ซวีเซี่ยวหลานนึกไปถึงที่อันหลินบอกก่อนหน้านี้ เพราะปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมทำให้เขาต้องเอาชนะคนที่มีอันดับสูงกว่าเขา

 

“ก็ได้ แล้วนายจะสู้ยังไงล่ะ?” ซวีเซี่ยวหลานถาม เธอไม่ได้ติดใจอะไรอยู่แล้ว

 

เพราะจากความสามารถของอันหลิน เขานั้นเทียบเธอไม่ได้เลย

 

อันหลินไตร่ตรองซักพักก่อนที่เสนอออกมา “งั้นต่อสู้กันซัก 2 – 3 หมัดไหมล่ะ ถ้าใครลงไปกองกับพื้นก่อนคนนั้นก็แพ้”

 

“แน่นอน เอาสิ” ซวีเซี่ยวหลานพยักหน้า

 

อันหลินรวบรวมพลังจากทั้งร่าง กระทืบพื้นอย่างแรงแล้วพุ่งเข้าหาซวีเซี่ยวหลาน

 

ซวีเซี่ยวหลานปล่อยหมัดออกมารับการโจมตี กระแสพลังที่รุนแรงระเบิดออกมาจากการปะทะกันของหมัด

 

คลื่นกระแทกนั้นกดดันให้อันหลินนั้นต้องถอยออกมาก่อน ส่วนซวีเซี่ยวหลานนั้นยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม

 

“อีกครั้งนึง!” อันหลินนั้นเริ่มการโจมตีอีดครั้ง เขาเคลื่อนไหวฝ่ามืออย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นภาพเบลอ แล้วพุ่งเข้าไปหาซวีเซี่ยวหลาน

 

หลังจากโจมตีของอันหลินไม่กี่ครั้ง ซวีเซี่ยวหลานก็ส่งเสียงออกมาก่อนที่จะทรุดลงไปอยู่กับพื้น

 

“อ้า! ท่านเซียนอันหลินแข็งแกร่งเกินไป ข้ายอมแพ้แล้ว!”

 

ซวีเซี่ยวหลานส่งสายตาเศร้าๆไปทางอันหลิน

 

เป็นการแสดงที่สมบูรณ์แบบมากๆ อันหลินยังคิดเลยว่านี่เขาล้มเธอได้จริงๆเหรอ

 

ถ้าอยู่ที่โลกมนุษย์ล่ะก็ รางวัลออสการ์สาขาการแสดงคงเป็นของเธอแน่นอน!

 

อันหลินชื่นชมการแสดงที่เหมือนจริงๆสุดเสร็จก็หันกลับไปจ้องที่หน้าจอของระบบ

 

มันยังคงนิ่งสนิท…

 

งั้นก็ใช้ไม่ได้อย่างนั้นเหรอ? อันหลินนั้นตกอยู่ในภวังค์

 

เงื่อนไขคือการเอาชนะผู้ที่มีกายแห่งเต๋าขั้นที่ 8 ขึ้นไป

 

ระบบอาจจะไม่ได้รองรับการต่อสู้นี้เพราะว่า ‘คู่ต่อสู้’ ไม่เข้ากับเงื่อนไข ถ้าเกิดว่าฉันทำแบบนี้ล่ะ…

 

เมื่อมองไปทางซวีเซี่ยวหลานที่ยังคงทรุดอยู่ที่พื้นสายตาของอันหลินก็เปลี่ยนไปในทันที

 

“ลูกขึ้นมาเร็วๆ ท่าทางทุเรศแบบนั้นน่ะฉันแทบทนมองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ” อันหลินพูดอย่างเย็นชา

 

“นั้นพูดอะไรออกมาห๊าาาา!” ใบหน้าซวีเซี่ยวหลานนั้น ดุดันเย็นชาในทันที

 

อันหลินนั้นกางมือของเขาออกมา “เอาจริงๆเลยนะ รูปลักษณ์หน้าตาของเธอกับซูเชียนยวินน่ะมันเหมือนกับเอาพญาหงส์ขาวไปเทียบกับลูกเป็ดขี้เหร่นั่นล่ะ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกทุเรศลูกกะตา”

 

“อัน! หลิน!” ซวีเซี่ยวหลานนั้นจ้องอันหลินเขม็ง เธอของขึ้นจนต้องขบฟันกรามกรอดๆ แล้วก็ตวาดชื่อของชายหนุ่มออกมา

 

อันหลินหัวเราะเสียงต่ำ “อะไร? ความจริงมันโหดร้ายใช่ไหมล่ะ? งั้นก็เข้ามาเลยสิ!”

 

ทันทีที่พูดจบร่างทั้งร่างของซวีเซี่ยวหลานนั้นก็ปล่อยพลังออกมาอย่างคุกคามรุนแรง

 

ทันใดนั้นรังสีอำมหิตก็ปะทะเข้ากับร่างของอันหลิน

 

ใช่แล้ว! ดึงความรู้สึกของการเป็นศัตรูออกมา!

 

อันหลินที่มองว่าแผนของตัวเองได้ผล เขาก็รีบตะโกนออกมา “ซวีเซี่ยวหลาน หลังจากที่แลกหมัดแล้ว ก็ยอมแพ้ซะนะ!”

 

แต่ซวีเซี่ยวหลานนั้นเข้ามาประชิดอันหลินในชั่วพริบตส ใบหน้าของเธอนั้นมีแค่โทสะและความดูถูกเท่านั้น

 

“แดกนี่ซะไอ้ลูกหมา!” ซวีเซี่ยวหลานกู่ร้องออกมา

 

ฝ่ามือที่ขาวเหมือนหยกของเธอกระแทกเข้าใส่หน้าของอันหลินอย่างไร้ความปราณี

 

การโจมตีที่รวดเร็วนี้อันหลินไม่มีโอกาสที่จะหลบเลยแม้แต่น้อย

 

เพี๊ยยยยยย!

 

แรงตบนั้นทำให้อันหลินหมุนตัวออกไปในอากาศ 360 องศาเขารู้สึกได้ถึงอาการวิงเวียนที่รุนแรงก่อนที่จะทรุดลงกับพื้น

 

“พรูดดดด!”

 

เลือดนั้นกระอักออกมาจากปากของอันหลิน ดวงตาของเขานั้นเบิกกว้างอย่างสำนึกผิด

 

ซวยแล้ว นี่ฉันทำอะไรลงไปเนี่ย…

 

[0] ‘不作不死’ เป็นมุกในอินเตอร์เน็ต(meme)ของจีนมีความหมายว่า จะไม่มีปัญหาถ้าไม่มีใครสร้างปัญหาขึ้นมา

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top