ขนาดตัวอักษร

บทที่ 4 : ชั้นเรียนของอัจฉริยะกับไอ้โง่คนหนึ่ง

 42 Views

อันหลินเช็ดชาออกจากใบหน้า

 

หลังจากพ่นน้ำชาออกมาและเห็นใบหน้าที่จริงจังของอันหลิน ในที่สุดซวีเซี่ยวหลานก็ยอมรับความจริงที่ว่าเขาไม่รู้วิธีการฝึกตนเลยแม้แต่น้อยด้วยความกล้ำกลืน

 

ซวีเซี่ยวหลานนิ่งไปนาน ก่อนที่จะดึงหนังสือออกมาจากแหวนมิติของเธอนี่คือหนังสือแนะนำการฝึกตนผ่านการหายใจ

 

“นี่หนังสือแนะนำการฝึกตนผ่านการหายใจที่ฉันอ่านมันตอน 3 ขวบ ฉันให้เป็นของขวัญก็แล้วกันนะ” เมื่อพูดเสร็จ ซวีเซี่ยวหลานก็ยื่นหนังสือให้กับอันหลินด้วยความจริงใจ

 

“….”

 

ค่ำคืนที่เงียบสงบ ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่เต็มไปด้วยดวงดาวกระนั้นก็มีห้องหนึ่งซึ่งยังคงสว่างไสวด้วยแสงไฟ

 

อันหลินค่อยๆ เปิดหนังสืออ่านไปเรื่อยๆ โดยมีซวีเซี่ยวหลานคอยตอบคำถามทุกข้อของเขาอย่างอดทน

 

สำหรับอันหลินแล้ว การฝึกตนนี้เป็นสิ่งที่เขารู้สึกไม่คุ้นเคยเลยจริงๆ

 

อย่างจุดชีพจรนั้นมีช่องทางเพื่อให้พลังงานไหลผ่าน ได้แล้วสะสมเมื่อถึงจุดที่เหมาะสมจะสามารถใช้วิชาได้ตามที่ต้องการได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องพื้นฐานสำหรับผู้ฝึกตน…

 

อันหลินฟังคำอธิบายอย่างตั้งใจแล้วจดส่วนที่สำคัญเก็บเอาไว้ด้วย

 

สำหรับซวีเซี่ยวหลาน เธอเป็นถึงอัจฉริยะจากอาณาจักรศิลามังกรก็จริงแต่พอเธอต้องมาสอนวิชาพื้นฐานให้กับอันหลินแล้ว เธอรู้สึกเหมือนกำลังสอนลิงฝึกตนอยู่เลย

 

บ้าน่า…นี่เขาแยกความแตกต่างของจุดชีพจรต่างๆ ในร่างกายไม่ได้ด้วยซ้ำ แล้วเขาใช้ชีวิตแบบไหนมาจนถึงอายุ 18 ได้เนี่ย?!

 

เขาไม่รู้กระทั่งวิธีโคจรลมปราณ?! ถึงไม่เคยกินเนื้อหมูแต่อย่างน้อยก็น่าจะเคยเห็นหมูมาบ้างไม่ใช่หรือไง?! (เปรียบเทียบหมายถึง ถึงไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงแต่ก็ต้องพอจะรู้จักมันบ้างสิ)

 

ตอนนี้ซวีเซี่ยวหลานนั้นแทบจะสติแตก เธอนั้นต้องอธิบายตั้งแต่ขั้นพื้นฐานในทุกๆ ขั้นตอนอย่างละเอียด บางครั้งต้องออกท่าออกทางด้วยซ้ำ

 

อันหลินนั้นงงแล้วงงอีก งงจนนับครั้งไม่ถ้วนแล้วด้วยซ้ำ…

 

สำหรับทั้งสองแล้วค่ำคืนนี้คงเป็นการพบกันที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต

 

หลังจากผ่านไปนาน…นานมากๆ อันหลินก็จากมาด้วยความขอบคุณอย่างสุดซึ้ง

 

ซวีเซี่ยวหลานเองก็ขอบคุณสวรรค์ราวกับได้เห็นพระพุทธเจ้าเลยทีเดียวที่มันออกไปได้ซะที!

 

อย่างไรก็ตาม อันหลินได้รู้ในเรื่องที่เขาอยากรู้แล้วทั้งการฝึกตนและการโคจรลมปราณ

 

เขากลับมาที่ห้องอย่างร้อนใจเพื่อที่จะเริ่มฝึกการทำสมาธิ

 

ในระหว่างการทำสมาธิเขารู้สึกว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างช้าๆ แม้ว่าผลลัพธ์จะไม่ชัดเจนแต่มันก็ให้ความหวังเล็กๆ กับเขา

 

“อ่า… อย่างที่คิดเลย หนทางแห่งการเป็นอัจฉริยะนี่มันโครตที่จะห่างไกลเลย แถมลำบากอีก” อันหลินนั้นนึกอยากร้องไห้ในตอนที่นั่งสมาธิ

 

วันต่อมาชีวิตของอันหลินในฐานะศิษย์ของสถาบันฝึกตนก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

 

สถาบันฝึกตนก่อตั้งขึ้นโดยตุลาการสวรรค์และเป็นสถาบันที่ใช้ในการให้ความรู้แก่ผู้เรียน

 

อัจฉริยะจำนวนนับไม่ถ้วนจากราชอาณาจักรทั้งเก้ามารวมกันที่สถาบันแห่งนี้

 

นักเรียนที่เข้ามายังสถาบันนี้ล้วนเป็นบุคคลที่มีความสามารถของโลกแห่งการฝึกตน

 

ในสถาบันนี้คนที่ได้อยู่ในชั้นเรียนที่ 1 นั้นจะนับว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถเป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะอีกทีนึง

 

คนที่มีชื่อเสียงในโลกนี้นั้นล้วนแล้วมาจาก ‘ชั้นเรียนที่ 1’ กันทั้งนั้น

 

สำหรับผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ในราชอาณาจักรทั้งเก้าระดับสูงที่สุดที่พวกเขาสามารถบรรลุได้ตลอดช่วงชีวิตของพวกเขาน่าจะแค่กายแห่งเต๋าขั้นที่ 5

 

อย่างไรก็ตามในชั้นเรียนที่ 1 อันดับที่ต่ำที่สุดคือกายแห่งเต๋าระดับที่ 8 แน่นอนว่ายังไม่รวมอันหลิน…

 

พูดตามตรงแล้วอันหลินรู้สึกกดดันอย่างมากที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันกับพวกอัจฉริยะเหล่านี้

 

อาคารที่พวกเขาเข้าร่วมชั้นเรียนสร้างขึ้นจากหยกขาวคุณภาพสูงที่วางซ้อนๆ กัน อาคารทุกหลังมีพลังลมปราณมากมาย

 

สิ่งนี้ทำให้นักเรียนสามารถพัฒนาฐานการฝึกตนได้อย่างไม่น่าเชื่อ แม้ในขณะที่พวกเขากำลังเรียนบทเรียนในอาคารของสถาบันก็ตาม

 

หากไม่สร้างเขตแดนเพื่อป้องกันนักเรียนจากการดูดซับลมปราณจำนวนมาก เกรงว่าบางทีนักเรียนคงได้หอบที่นอนมานอนให้อาคารเรียนกันหมด

 

อันหลินรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เมื่อเขาเข้ามาในห้องเรียน

 

‘ถูกอัจฉริยะหยามเกียรติ’ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อยากให้เกิดขึ้นมากที่สุด

 

แม้อัจฉริยะในชั้นนี้ต่างก็ชอบมองเขา แต่พวกเขาส่วนใหญ่ก็แค่มองขึ้นๆ ลงๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมากกว่า

 

ชื่อของอันหลินในฐานะ ‘เด็กเส้น’ กระจายไปทั่วทั้งสถาบันตั้งแต่วันลงทะเบียน

 

โชคดีที่เขาไม่ใช่เป็นนักเรียนที่มีชื่อเสียงที่สุดในกลุ่มนี้ น่าจะราวๆ ที่ 3 เท่านั้น

 

แล้วอีก 2 คนที่เหลือนี่ใครวะเนี่ย?

 

เขาได้ยินจากซวีเซี่ยวหลานว่าอีกสองคน เองก็มีจดหมายรับรองจากเทพเจ้าเหมือนกัน

 

จากการละทะเบียนของนักศึกษาใหม่นั้นหลายปีแล้วที่ไม่มีใครที่ได้รับจดหมายรับรองจากเทพเจ้าเลยแม้แต่คนเดียว ดูท่าว่าการที่เขาจะได้รับความสนใจนั้นจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แทนที่จะมองว่ามันเป็นแค่หนังสือรับรองพิเศษเฉยๆ กลับเอามันไปประกอบการตัดสินฝีมือของคนมีจดหมายซะอย่างนั้น

 

เพราะว่ามันคือการยอมรับจากเทพเจ้า—ว่าเหนือกว่าผู้ในในโลกใบนี้—มันเป็นเกียรติยศสูงสุด

 

เรียกได้ว่านักเรียนทุกคนที่ได้รับจดหมายรับรองจากเทพเจ้าเป็นบุคคลที่มีความสามารถราวกับปีศาจ เรื่องนี้เขารู้มาจากซวีเซี่ยวหลาน

 

เซวียนเยวียนเฉิง เป็นบุตรชายของเจ้าสำนักเซียนหมื่นจิตวิญญาณจาก อาณาจักรแห่งสายลม ระดับพลังของเขาในตอนนี้คือ…..จิตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น!!!

 

ซูเชียนยวิน องค์หญิงแห่งราชวงค์พงไพร จากอาณาจักรดาราอินทนิลแถมยังมีข่าวลือว่านางนั้นเป็น ผู้งมงายยุทธ์อีกด้วย (ผู้งมงายยุทธ์ หมายถึง 

ผู้ที่คลั่งไคลในวิชายุทธ์เป็นชีวิตจิตใจ) ระดับพลังของนางในตอนนี้คือ…..วิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น!!!

 

การฝึกตนหลังจากกายแห่งเต๋าขั้นที่ 10 คือ จิตวิญญาณก่อกำเนิดขั้นต้น 

 

ดังนั้นอันหลินยังห่างไกลมากจากจิตวิญญาณก่อกำเนิด อันหลินเคยได้ยินว่าอัจฉริยะส่วนใหญ่ในชั้นเรียนที่ 1 ไม่สามารถไปถึงจิตวิญญาณก่อกำเนิด จนกว่าพวกเขาจะได้ขึ้นชั้นปีที่ 5 

 

หลังจากไปถึงจิตวิญญาณก่อกำเนิดจะถูกนับเป็นสมาชิกของตุลาการสวรรค์แล้วได้รับยศ ‘เซียนน้อย’

 

สองคนนี้มีความสามารถพอที่จะได้รับตำแหน่งเซียนน้อยทันทีที่พวกเขาเข้าสถาบัน เรื่องนี้ทำให้เกิดความวุ่นนวายไปทั่วทั้งสถาบัน

 

อันหลินเองก็ได้รับจดหมายแนะนำแบบเดียวกับพวกเขา แต่…เหตุผลนี้เองมันทำให้เขาอยากจะแทรกแผ่นดินหนีด้วยความอับอาย…

 

พวกชั้นเรียนที่ 1 นั้นให้ความสนใจกับเซวียนเยวียนเฉิงและซูเชียนยวินแล้วให้ความสำคัญกับ ‘ไอ้เด็กเส้น อันหลิน’ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกเยาะเย้ยหรือถากถางใดๆ เลยก็ตาม

 

อันหลินถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกให้กับสถานการณ์ตรงหน้า ความสงบนี่แหละที่เขาโหยหามานาน เขานั่งอยู่ที่ด้านหลังห้องแล้วอ่านหนังสือที่

ซวีเซี่ยวหลานให้เขามาอย่างเงียบๆ

 

ทันใดนั้นเสียงความแปลกใจนั้นก็ดังไปทั่วทั้งห้อง ต่อให้เป็นคนตาบอดยังรู้เลยว่าไม่เซวียนเยวียนเฉิงก็ซูเชียนยวินคงจะเข้ามาในห้องแล้ว

 

แม่นราวกับจับวาง! หญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินมาทางนี้ ชุดคลุมของเธอนั้นมีลวดลายคล้ายดวงดาว ผมสีดำสนิทราวกับกลางคืนยาวจนถึงเอว ดวงตาของเธอนั้นเป็นสีฟ้า

 

พอเห็นเธอ อันหลินนั้นก็เบือนหน้าหนีในทันที

 

อันหลินรู้สึกว่าแค่ใช้คำว่าสวยงามนั้นยังดูเป็นการกดราคาหน้าตาของเธอลงไปมากโข

 

ต่อให้เรียกว่า ‘ราชินีแห่งความงดงาม’ ยังไม่อาจมีใครโต้แย้งได้เลยล่ะมั้ง

 

ถึงจะเผชิญหน้ากับสายตาของคนทั้งชั้นเรียนซูเชียนยวินก็ยังเดินไปยังที่นั่งของตัวเองด้วยสีหน้าที่เฉยเมยตามปกติ

 

“พระเจ้าโครตจะลำเอียงเลย! คนที่ทั้งสวยทั้งเก่งสมบูรณ์แบบขนาดนี้มันมีอยู่จริงด้วยเหรอ?” ซวีเซี่ยวหลานพึมพำพลางขมวดคิ้ว

 

“มีอะไร? อิจฉาเหรอ?” อันหลินรู้สึกอยากแกล้งซวีเซี่ยวหลานเล่น

 

“อ่านหนังสือต่อไปเลย ไอ้งั่ง!” ซวีเซี่ยวหลานสวนทันควัน

 

ไม่ทันใครเสียงอันแตกตื่นก็ดังขึ้นอีกระลอก แถมรอบนี้มีเสียงผู้หญิงกรี้ดดังลั่นตามด้วย

 

ชายหนุ่มสายตาเฉียมคมคิ้วเข้มคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องนี้ ท่าทางสง่างามใบหน้านั้นเปื้อนรอยยิ้มอย่างสดใส

 

นั่นคงจะเป็นเซวียนเยวียนเฉิงบุตรชายของเจ้าสำนักเซียนหมื่นจิตวิญญาณ

 

การปฎิบัติตัวของเขานั้นไม่มีความถือตัวอยู่เลย เขาทักทายแล้วพยักหน้ากลับให้กับทุกคนที่ทักทายเขา

 

หลังจากนั้นเขาก็นั่งลงที่จุดที่ใกล้กับด้านหน้าห้องเรียนมากที่สุด

 

ถึงอันหลินจะมั่นใจในหน้าตาของตัวเองอยู่เหมือนกัน แต่ว่าเมื่อมองดูหน้าตาของเซวียนเยวียนเฉิงแล้วเขาก็ได้แต่ต้องยอมรับว่าอีกฝ่าย 

‘เป็นต่ออยู่เล็กน้อย’

 

ครั้งนี้ซวีเซี่ยวหลานน้ั้นไม่อาจละสายตาได้เลย

 

แม้แต่ตอนที่เซวียนเยวียนเฉิงนั่งลง เธอก็ยังคงจ้องมองเขาด้วยความหลงไหล

 

อันหลินถอนหายใจด้วยความปลงเมื่อมองไปที่ เซวียนเยวียนเฉิง 

“เฮ้อ นี่เป็นคนประเภทที่ฉันเกลียดที่สุด พวกเขาสามารถหากินได้ทั้ง

รูปร่าง หน้าตาและพรสวรรค์ แถมยังมีพ่อแม่ที่ยิ่งใหญ่อีก ฉันล่ะเกลียดคนสมบูรณ์แบบอย่างนั้นจริงๆ ไอ้พวกที่ทั้งหล่อเหลาทั้งมีพรสวรรค์ แถมคนหนุนหลังก็ยิ่งใหญ่แบบนี้…..ตายๆ ห่าไปซะ!! ไอ้หนังหมา!!”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top