ขนาดตัวอักษร

บทที่ 2 : เด็กเส้นที่แข็งแกร่งที่สุด

 44 Views

ในตอนที่อันหลินนั้นเริ่มที่จะสิ้นหวังเสียงก็ดังขึ้นมาในหัวของเขา 

 

“ตรวจพบการเข้าสู่ทวีปไท๋ฉู่ ทำการติดตั้งระบบภาษา”

 

เมื่อได้ยินสิ่งนี้อันหลินก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมาในทันทีในที่สุดปัญหาอุปสรรคทางภาษาก็จะได้รับการแก้ไขแล้ว

 

แต่แล้วเขาก็ต้องพบว่าโลกนี้มันช่างไม่ง่ายดายเอาซะเลย “การติดตั้งระบบภาษาล้มเหลว…กรุณาเห่าให้เหมือนหมา 2 ครั้งในระดับความดังที่ไม่ต่ำกว่า 70 เดซิเบล”

 

“….” อันหลินพูดอะไรไม่ออก ใครก็ได้บอกทีว่านี่มันเชี่ยอะไรวะเนี่ย!? แล้วทำไมต้องเห่าเหมือนหมาด้วยวะ? นี่มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมตรงไหน?!

 

คำโอดครวญของอันหลินนั้นไม่ได้รับคำตอบกลับ ดูท่าว่าเขาจะไม่มีทางเลือก

 

“โฮ่ง โฮ่ง” อันหลินเห่าเสียงเบาๆ ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความอัปยศอดสู ตอนนี้เขารู้สึกอยากให้ธรณีสูบเขาให้หายๆ ไปซะเลย!

 

ซักพักก็มีข้อความลอยขึ้นมาอีก “เสียงนั้นดังแค่ 20 เดซิเบล ระดับเสียงไม่สามารถที่จะบันทึกได้”

 

“…”

 

หญิงสาวมองไปที่อันหลินด้วยสีหน้าพิลึกพิลั่น เธอรู้สึกราวกับว่าเธอได้ยินอันหลินทำเสียงแปลกๆ …

 

หญิงสาวที่สวยงามยังคงพูดภาษาที่เขาไม่เข้าใจ ท่าทีที่เธอมองเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปเรื่อยๆ

 

ใช่ ตอนนี้ท่าทีของเธอเหมือนกำลังมองไอ้บ้าข้างถนนอยู่

 

อันหลินทนไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเห่าเสียงดังลั่น “โฮ่ง! โฮ่ง!”

 

เสียงดังลั่นจนคนรอบๆ นั้นหันมามองด้วยสีหน้าที่เหมือนมองคนบ้า

ส่วนหญิงสาวนั้นก็ยังคงมองเขาอยู่อย่างนั้นแต่ไม่นานเธอก็พูดออกมา

 

“นี่ดูดยามารึเปล่าเนี่ย?!” หญิงสาวตะโกนอัดหน้าของเขา

 

ฮ่าฮ่า ว่าแล้วเชียว โดนหาว่าบ้าจริงๆ ด้วยอันหลินหัวเราะประชดชะตาชีวิตของตัวเอง

 

“เดี๋ยวนะ…ฉันเข้าใจที่เธอพูดแล้ว!”

 

อันหลินนั้นรู้ตัวซะที เขานั้นพูดภาษเดียวกับเธอออกมาตามสัญชาติญาณ

 

หญิงสาวปิดปากแล้วก็หัวเราะเบาๆ “อ๋า ในที่สุดก็พูดภาษาคนได้ซะทีนะ ตอนที่เห็นว่านายเห่าออกมาเนี่ย นึกว่าปีศาจสุนัขจำแลงกายมาซะอีก”

 

ใบหน้าของอันหลินแดงอย่างอดไม่ได้ เขาพยายามที่จะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาอย่างรวดเร็ว “อืม…สวัสดี ฉันอันหลิน เพิ่งมาที่นี่เมื่อกี้นี้เอง…เธอบอกได้ไหมว่าที่นี่ที่ไหน?”

 

หญิงสาวถามกลับด้วยความประหลาดใจ “ถ้าไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหนแล้วเข้ามาได้ยังไง?”

 

“จริงๆ แล้วคนที่ทรงพลังมากๆ พาฉันมาที่นี่ด้วยวิธีพิเศษน่ะ ก็เลยเหมือนจะลัดขั้นตอนไปเยอะเลย”

 

“โอ้ งั้นเหรอ ที่นี่คือเขตแดนของตุลาการสวรรค์” หญิงสาวอธิบายขณะที่เธอชี้ไปที่พระราชวังด้านหลัง “เขตแดนด้านหลังนี้นี่คือสถาบันฝึกตน นายคงจะเป็นนักเรียนใหม่สินะ”

 

“โหว! จะบอกว่าสถานที่อลังการนี่เป็นส่วนหนึ่งของสถาบันอย่างนั้นเหรอ?” อันหลินพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูประหลาดใจ

 

เขามองออกไปไกล มันนแผ่ขยายออกไปสุดลูกหูลูกตาจนไม่รู้ว่าไปสิ้นสุดอยู่ที่ตรงไหน

 

“มันแปลกมากเลยรึไง? ว่าไปนั่นแล้วมาที่นี่ทำไม?” หญิงสาวถามอย่างสงสัย

 

“เธอเข้าใจถูกแล้วล่ะนะ ผมเป็นนักเรียนใหม่ของที่นี่” แล้วก็ส่งกระดาษทองคำในมือให้กับหญิงสาว

 

“จดหมายรับรองจากท่านเทพเจ้า!” หญิงสาวอุทานออกมา ทันใดนั้นเธอก็มองอันหลินใหม่ในทันที 

 

หญิงสาวเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มแล้วแนะนำตัวอย่างรู้งาน 

“ฉันซวีเซี่ยวหลาน มาจากอาณาจักรศิลามังกร เป็นนักเรียนใหม่ของสถาบันนี้เหมือนกัน!”

 

“ในเมื่อนายไม่คุ้นเคยเกี่ยวกับที่นี่ งั้นฉันจะช่วยนายเองแล้วกัน” ซวีเซี่ยวหลานฉวยโอกาสคว้ามือของเขาลากผ่านประตูไปยังเขตของสถาบันโดยไม่รอคำตอบของอันหลินที่ยังยืนนิ่งอยู่

 

อันหลินรู้สึกภูมิใจขึ้นมานิดหน่อย ทำไมท่าทีของฝ่ายตรงข้ามนั้นเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นล่ะ?

 

“สถาบันฝึกตนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนจากตุลาการสวรรค์ แล้วยังเป็นสถาบันที่ดีที่สุดในหมู่อาณาจักรทั้ง 9 พื้นที่ของสถาบันมีมากกว่า 4 หมื่นตารางกิโลเมตร…” ซวีเซี่ยวหลานพูดเรื่องของสถาบันกรอกใส่หูของอันหลินที่อยู่ข้างๆ ไปเรื่อยๆ

 

อันหลินนั้นเริ่มที่จะทึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ พื้นที่ของมันใหญ่กว่าไต้หวันทั้งประเทศซะอีก!

 

หลังจากเข้ามาในเขตสถาบัน สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมากที่สุดคือไม่ใช่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แปลกประหลาด แต่เป็น ‘ผู้คน’ ที่เขาเห็นบนท้องถนน

 

ไม่เพียงแค่เสื้อผ้าที่สวมใส่ที่แทบไม่เหมือนกันเลย สีผิวของพวกเขายังมีโทนสีที่หลากหลายด้วย ที่ทำให้อันหลินอึ้งที่สุดคือชายคนหนึ่งที่เดินผ่านไปมีหนวดบนหัวและบนหลังก็มีกระดองหอยทากด้วย…

 

ถ้าเทียบกันตรงๆ ล่ะก็ชุดจีนโบราณของซวีเซี่ยวหลานนั้นดูเป็นคนปกติไปเลยทีเดียว

 

วิธีการที่พวกเขาเดินนั้นก็น่าสนใจไม่แพ้กัน บางคนนั้นก็ลอยอยู่ในอากาศน่าจะเป็นการใช้เวทมนตร์บางอย่าง เป็นเหตุผลที่พอจะยอมรับได้อยู่

 

แต่พอเห็นคนๆ หนึ่งที่กำลังนั่งอยู่บนทอร์นาโดมันก็ดูอันตรายไม่หยอกเลยแหะ?

 

แล้วถ้ามองถึงความจริงว่าเขานั่งอยู่บนทอร์นาโดแล้ว…ทำไมเขาตัวเขาต้องควงสว่านตามทอร์นาโดไปด้วยล่ะ…

 

เห็นแบบนั้นอันหลินก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้

 

แต่ดูท่าว่าเขาจะขำดังไปหน่อย คนที่นั่งอยู่บนทอร์นาโดนั้นหันควับมามองทางต้นเสียงในทันที

 

อันหลินนั้นต้องอดกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้อย่างสุดกำลัง จนกระทั่งคนบนทอร์นาโดนั้นลอยออกไปไกลก่อน

 

ซวีเซี่ยวหลานชี้ไปทางที่ผู้คนนั้นไหลไปรวมกัน “จุดลงทะเบียนอยู่ด้านหน้านี่แหละ”

 

ในลานเมืองนั้นมีคนหลายพันคนมารวมกันอยู่เต็มไปหมด

 

แผ่นหินสีดำมหึมานั้นปักอยู่ท่ามกลางฝูงชน บางครั้งมันก็ปล่อยแสงสีขาวออกมาด้วย

 

กายแห่งเต๋า—ขั้น 7!

 

“โฮว! น่าประทับใจมาก…”

 

ฝูงชนตรงนั้นดูคึกคักมาก

 

อันหลินหน้ามืดขึ้นมาในทันที เขารู้สึกเดจาวูกับการทดสอบแบบนี้สุดๆ

 

“การทดสอบอย่างแรกนั้นคือ การทดสอบขั้นพื้นฐานก่อนการลงทะเบียน ถึงจะมีหนังสือรับรองแล้วก็ต้องทดสอบเพื่อที่จะจัดลำดับชั้นในการเรียนตามพื้นฐานที่มี” ซวีเซี่ยวหลานอธิบายออกมา

 

“กลุ่มนักเรียนจะมีประมาณหมื่นคน และจะแบ่งห้องเรียนออกเป็น 100 ห้องเรียน โดยห้องเรียนที่สูงที่สุดคือห้อง 1 ไล่ลงไปเรื่อยๆ จนถึง 100” ซวีเซี่ยวหลานนั้นยังคงพูดต่อไป

 

“วิธีการนี่มันออกจะมักง่ายกันเกินไปหน่อยรึเปล่าเนี่ย” อันหลินอุทานออกมา

 

“จะทำให้การเรียนนั้นง่ายขึ้นตามความสามารถของนักเรียน อีกอย่างนายก็ดูมีภูมิดีนี่ อาจจะได้เข้าห้อง 1 เลยก็ได้นะ” ซวีเซี่ยวหลานยิ้มบางๆ

 

คำอธิบายนนั้นทำให้อันหลินพูดไม่ออก นี่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากายแห่งเต๋ามันคืออะไร ถ้าได้เข้าห้องที่ 100 ก็น่าจะเหมาะสมแล้วด้วยซ้ำไป…

 

อันหลินและซวีเซี่ยวหลานแทรกผ่านฝูงชนเข้ามาจนได้

 

ซวีเซี่ยวหลานหยิบกระดาษสีขาวออกมาส่งให้ชายวัยกลางคนที่เอวของเขามีดาบเซียนห้อยไว้อยู่ ดูท่าทางไม่ธรรมดาเลยทีเดียว

 

จากนั้นเธอก็เดินไปที่ด้านหน้าของแผ่นหินสีดำขนาดมหึมาและทาบมือของเธอลงไป

 

แท่นหินนั้นเปล่งแสงออกมา แล้วก็ปรากฎตัวอักษรออกมา 

 

“กายแห่งเต๋า—ขั้น 9!”

 

“นี่มันเพชรโดยแท้! เธออยู่ขั้น 9 ตั้งแต่ยังวัยแรกรุ่นเลยนะ!” ฝูงชนนั้นตะโกนออกมาอย่างตกตะลึง

 

ผู้คนมองดูด้วยความประหลาดใจกับเด็กสาวสวยที่ดูสง่างามและสุภาพเรียบร้อยในชุดจีนโบราณของเธอ นัยน์ตาพวกเขาเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา

 

“ซวีเซี่ยวหลาน ห้องเรียนระดับ 1!” ชายวัยกลางคนคนเดิมประกาศออกมาเสียงดัง

 

ภายใต้ความสนใจจากคนรอบๆ ซวีเซี่ยวหลานก็เดินกลับมาข้างๆ อันหลิน 

“ตานายแล้ว โชคดีนะ!” ซวีเซี่ยวหลานยิ้มออกมา

 

อันหลินรู้สึกเครียดในขณะที่เขาเดินขึ้นไปแล้วก็ส่งกระดาษสีทองให้กับชายวัยกลางคน

 

ชายวัยกลางคนรับกระดาษสีทองจากอันหลินแล้วสีหน้าเฉยเมยของเขาเปลี่ยนเป็นประหลาดใจในทันที

 

เขาใช้พลังเวทมนตร์ของเขากระตุ้นกระดาษทองคำ ซึ่งเริ่มเปล่งแสงสีทองจางๆ เมื่อเปิดใช้งาน

 

ชายวัยกลางคนจ้องมองอันหลิน รอยยิ้มน้อยๆ ปรากฏบนใบหน้าของเขาโดยไม่คาดคิด “ไปเลยจะได้รู้ผลลัพธ์เสียที” เขาพูดอย่างนิ่มนวล

 

“จดหมายรับรองจากท่านเทพเจ้า!” ในกลุ่มนักเรียนใหม่ดูจะมีคนที่ตาแหลมอยู่บ้าง เขาอุทานออกมาทันทีที่เห็นแผ่นกระดาษสีทอง

 

กลุ่มนักเรียนที่ได้ยินนั้นแตกตื่นในทันที

 

“เขาจะมีความสามารถขนาดไหนกันนะ ถึงได้มีจดหมายแนะนำจากท่านเทพเจ้าได้…”

 

“พูดอะไรแบบนั้น เขาต้องมีฝีมือขั้นเทพอยู่แล้วคนละเรื่องกับพวกเราเลยละมั้ง คาดไม่ถึงว่าปีนี้จะมีมาถึง 3 คนพร้อมกัน!!!”

 

“คงงั้นแหละ….ในอดีตนั้นนานๆ ทีจะมาซักคน ไม่คิดว่าจะมีบุญได้เห็นคนระดับนี้อีกครั้ง!”

 

ฝูงชนนั้นเม้ามอยกันวุ่นวาย เกือบทุกคนมองมาทางอันหลินด้วยสายตาที่จริงใจ

 

หญิงสาวบางคนเมื่อเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาของอันหลิน พวกเธอก็หน้าแดงขึ้นเล็กน้อย

 

เชี่ยแล้วไง นี่เราเป็นเป้าสายตาขนาดนี้เลยเหรอ…

 

พอเป็นแบบนี้แล้วเขาก็ยิ่งรู้สึกโหวงๆ ยิ่งกว่าเดิมอีก

 

ทำไมเราถึงเป็นที่คาดหวังขนาดนี้วะเนี่ย…อันหลินนั้นอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก

 

ช่างมัน เขาอาจมี กายแห่งเต๋าขั้น 10 ก็ได้ ใครจะไปรู้!

 

พอคิดแบบนั้นอันหลินก็ดูจะสงบลงเล็กน้อย

 

บางทีเขาอาจจะสุดยอดกว่าที่คิดก็ได้

 

อันหลินวางมือบนหินสีดำขนาดมหึมาแสงสีขาวที่เปล่งประกายระยิบระยับและมือของเขาเริ่มสั่นเทา เขารู้สึกเครียดแต่ก็ยังคาดหวังอยู่ลึกๆ ในใจ

 

ตัวอักษรขนาดยักษ์ปรากฎออกมา ทำให้แต่ละคนนั้นอึ้งไปแล้ว!!! 

 

“กายแห่งเต๋า—ขั้น 0!”

 

ฝูงชนนั้นอึ้งกิมกี่ ไม่มีใครพูดอะไรออกมาเลยซักคน

 

บางคนนั้นขยี้ตาหวังว่ามันจะเป็นภาพหลอนเท่านั้น

 

อันหลินนั้นสตั๊นไปอย่างยาวนาน แม้ว่าเขาจะเผื่อใจเอาไว้แล้วก็ตาม

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อความเป็นจริงนี้ถูกผลักต่อหน้า เขาก็ยังรู้สึกผิดหวัง

 

ทันใดนั้นทุกสิ่งก็เงียบลงอย่างน่ากลัว

 

แต่พออันหลินมองกลับไปพวกคนข้างหลังนั้นดูอึ้งและตกใจยิ่งกว่าตัวเขาเองเสียอีก

 

“อันหลิน ห้อง 1!” ชายวัยกลางคนประกาศออกมาอย่างหน้าไม่อาย

 

อันหลินแทบจะเดินสะดุดตอนที่เขาเดินออกมา เขาหันไปมองทางชายวัยกลางคนอีกรอบ แม้แต่เขายังไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยินเลย

 

จากนั้นอันหลินก็มองไปที่นักเรียนใหม่พูดซุบซิบกับและอันหลินก็เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงมองอันหลินด้วยใบหน้าที่คลุมเครือ

 

แล้วทุกอย่างก็เงียบกริบอีกรอบ…

 

“เด็กเส้นที่แข็งแกร่งที่สุดปรากฎตัวแล้ว… (หมายถึงเส้นใหญ่สุดในรุ่น)”

 

ใครบางคนได้พูดออกมาแล้วก็ไม่ได้มีแค่คนเดียวเท่านั้น หลายๆ คนก็พยักหน้าเห็นด้วยเช่นกัน

 

ในไม่ช้า ชื่อ ‘อันหลิน’ ก็แพร่กระจายไปทั่วทั้งสถาบันในทันที ในฐานะ

“เด็กเส้นที่แข็งแกร่งที่สุด”

แต่สุดท้ายแล้ว เขาก็ได้เข้าเรียนในห้องเรียนสูงสุด ด้วยขั้นพลังที่ต่ำที่สุด

 

อันหลินนั้นได้แค่ส่ายหัวแล้วก็เดินกลับไปหาซวีเซี่ยวหลาน

 

ซวีเซี่ยวหลานนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยความเห็นใจ เธออยากที่จะปลอบเขาแต่ว่าก็ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนเหมือนกัน…

 

อันหลินเงยหน้ามองท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่เศร้าสลดเขาแค่อยากใช้ชีวิตสงบๆ ไม่ได้อยากเป็นเซเลปให้โดนหาเรื่องเล่นๆ แบบนี้ซะหน่อย

 

แย่ยิ่งกว่านั้นคือคนแบบเขา (หมายถึงเด็กเส้น) ไม่ได้เป็นที่นิยมของผู้คนซะด้วยสิ!

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top