ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 176: ลอบสังหาร

 289 Views

สิ่งของที่เหยินปาเชียนกำลังหาอยู่นั้น อันที่จริงแล้วมันเป็นแร่ชนิดหนึ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป มันกระจัดกระจายอย่างกว้างขวางและหาได้ง่ายในโลกนี้ ขณะนี้เขาได้มาถึงกรมโยธาธิการแล้ว และเถี่ยเจ๋อกับเถี่ยเฉวียนก็ช่วยเขาแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่

 

หลังจากที่ทั้งสองคนออกไปแล้ว เหยินปาเชียนก็ย้ำเตือนถงเจิ้นเหย่ซ้ำ ๆ ว่าพวกเขาจะต้องสกัดถ่านหินออกจากเหมืองถ่านหินออกมาให้ได้ ถ่านหินนั้นไม่เพียงแต่ต้านทานไฟเท่านั้น แต่อุณหภูมิของมันก็ยังสูงกว่าอีกด้วย มันมีประโยชน์อย่างมากไม่ว่าจะใช้ในการเผาอิฐ ผลิตแก้ว หรือแม้แต่หลอมเหล็กก็ตาม

 

ความไม่สะดวกเพียงอย่างเดียวก็คือ ระยะทางของเหมืองถ่านหินนั้นห่างไกลเกินไป จากคำพูดของถงเจิ้นเหย่ อาจทำให้พวกเขาต้องเดินทางเป็นเวลา 10 วันด้วยรถม้า ดังนั้นการขนมันด้วยวิธีนี้ดูจะใช้กำลังคนและทรัพยากรทางกายภาพมากเกินไป

 

มันคงจะดีมากหากพวกเขาสามารถหาเหมืองถ่านหินสักแห่งในบริเวณใกล้เคียงได้

 

เหยินปาเชียนกล่าวอำลาหลังจากที่เขาพูดคุยกับถงเจิ้นเหย่อีกสักพัก สิ่งที่เขาต้องทำก็คือรอเถี่ยเจ๋อกับเถี่ยเฉวียนเพื่อยืนยันว่าพวกเขาพบหินปูนแล้ว จากนั้นพวกเขาจึงจะสามารถเริ่มทำเหมืองได้

 

“ไปที่สวนสัตว์กันเถอะ” เหยินปาเชียนพูดกับทหารยามทั้งสองนายตอนที่เขาออกมาจากกรมโยธาธิการ

 

เป็นเวลาสักพักหนึ่งแล้วนับตั้งแต่ที่เขาได้พบกับเจ้าตัวน้อยทั้งสองครั้งล่าสุด เขาจึงคิดถึงพวกมันมาก นอกจากนี้มันเทศเหล่านั้นก็น่าจะเกือบเข้าระยะสุกและเขาก็ควรจะไปดูได้แล้ว

 

ส่วนเงินที่เกี่ยวข้องกับการเป็นหุ้นส่วนระหว่างเขากับผู้ดูแลฉีนั้น ตอนนี้เขาไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว

 

หากพูดง่าย ๆ ช่วงนี้เขาไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้เงินเลยนั่นเอง

 

 

 

พวกเขาเดินทางออกจากกรมโยธาธิการโดยขี่วัวหลังค่อม หลังจากที่ไปได้ไม่ไกล จู่ ๆ คนสี่คนก็ปรากฏตัวที่ข้างบนกำแพงในตอนที่พวกเขาหักเลี้ยว พวกเขายกอะไรบางอย่างขึ้นมาแล้วเล็งไปที่เหยินปาเชียนซึ่งอยู่ตรงกลาง

 

“ใต้เท้า..ระวัง” เมื่อได้เห็นเช่นนี้แล้ว ทหารหลวงข้างหลังทั้งสองนายก็ตะโกนออกมาทันทีขณะที่สีหน้าของพวกเขาได้เปลี่ยนไปอย่างมาก ทหารหลวงคนหนึ่งพุ่งตัวไปหาเหยินปาเชียนแล้วผลักเขาลงจากหลังวัวหลังค่อม ในขณะเดียวกันก็มีเสียง “วูบ” ดังขึ้น เส้นแสงนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าหาเหยินปาเชียนจากทั้งสองฝั่ง

 

ลูกดอกจำนวนมากเกือบจะห่อเหยินปาเชียนไว้ได้เลย

 

เหยินปาเชียนไม่มีเวลาตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเลย และทันใดนั้นเอง เขาก็ถูกแรงกระแทกเข้าอย่างจัง หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบอย่างรุนแรงหลายส่วนของร่างกาย

 

ส่วนทหารยามที่กระแทกเขาออกไป เขาล้มราบไปกับพื้นโดยที่ตัวเต็มไปด้วยรูราวกับตะแกรง

 

ในขณะนี้ เหยินปาเชียนก็ล้มลงกับพื้นด้วยเช่นกัน เขารู้สึกปวดเกร็งไปทั่วร่างกายและสับสนไปหมด เขาไม่เคยคิดหวังว่าตัวเองจะถูกคนอื่นลอบสังหาร เมื่อครู่นี้ ถ้าหากการเคลื่อนไหวของทหารยามช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว เขาอาจจะกลายเป็นตะแกรงได้ในทันที

 

นี่เขาเกือบตายแล้วจริง ๆ เหรอ ? การรับรู้สิ่งนี้โดยฉับพลันทำให้สภาพจิตใจของเขาสับสน ต่อมาสิ่งที่เขารู้สึกก็คือความกลัวและความโกรธอย่างมาก

 

อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดตามร่างกายของเขาทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เลยแม้แต่น้อย

 

ในขณะนี้ อาการเจ็บแปลบเกิดขึ้นที่ขาทั้งสองข้าง ช่วงหลังและเอว ความเจ็บปวดเช่นนี้ทำให้เขากลัวขึ้นมาว่าเขาจะตายจริง ๆ ในวินาทีต่อไป ในไม่ช้าเขาก็หมดสติไป

 

ดวงตาของทหารยามคนอื่นแดงก่ำไปด้วยความเดือดดาล เขาตะโกนด้วยความร้อนรนและกำบังเหยินปาเชียนอยู่ข้างหน้า

 

“ใครก็ได้ มาช่วยที มีนักฆ่าอยู่” ทหารยามคนนั้นส่งเสียงร้องอย่างลนลาน โดยปกติแล้วเขาสามารถรู้ได้จากความสามารถของมือสังหารเหล่านั้น คนเหล่านั้นยังไม่ได้บรรลุถึงระดับกงจักรดิน ในเวลาไม่นานเขาสามารถปราบได้ทั้งหมดแน่นอน แต่ถ้าหากมีคนหนึ่งใช้ประโยชน์จากทักษะของพวกเขาโจมตีผู้รักษาการแทนเหยินอีกครั้งล่ะก็ เขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

 

สี่คนข้างบนกำแพงมองไปที่เหยินปาเชียนผู้ซึ่งกำลังนอนอยู่บนพื้น ในวินาทีต่อมาพวกเขาต่างก็วิ่งเข้ามาหาเขา

 

สี่คนนี้รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถมีชีวิตรอดออกไปจากเมืองหลานได้ ตั้งแต่วันที่พวกเขาได้รับภารกิจนี้ พวกเขาก็มีความคิดที่ว่าเหยินปาเชียนจะต้องตาย

 

ถึงแม้ว่าเหยินปาเชียนจะถูกยิงด้วยลูกธนูหลายดอกแล้ว แต่ก็น่าจะดีกว่าหากแทงเขาอีกสองสามครั้งเพื่อยืนยันว่าเป้าหมายของพวกเขาเสียชีวิตแล้ว ไม่ว่ากรณีใดก็ตามพวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตรอดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ได้

 

“ฉึก !” ดาบในมือของทหารยามเปลี่ยนเป็นลำแสงแล้วสับคนที่อยู่ตรงหน้าออกครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกสามคนที่เหลือ ราวกับว่าพวกเขาไม่รู้สึกตัวว่าเกิดอะไรขึ้นและยังคงพุ่งตัวต่อไป

 

“แกร๊ง !” ทหารยามปัดดาบออกจากมือของคนที่สองแล้วใช้ขาข้างเดียวกระโจนไปที่กำแพง ตามมาด้วยแรงเฉือนจากดาบของเขาซึ่งทำให้หัวของคนที่สามพุ่งขึ้นไปบนฟ้า

 

อย่างไรก็ตาม คนสุดท้ายซึ่งเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดถือดาบไว้ในมือ เขาพุ่งทะยานเร็วดั่งสายฟ้าแลบแล้วพุ่งตรงมาหาทหารยามคนนี้แทนเหยินปาเชียน ในช่วงที่ทหารยามกำลังตัดหัวของคนที่สาม เขาก็ทะลวงดาบไปที่หน้าอกของทหารยาม

 

เลือดพุ่งออกมาจากทหารยามคนนั้นแล้วดวงตาของเขาก็เปิดกว้าง เขาขว้างดาบในมือทิ้งไปแล้วคว้าตัวอีกฝ่ายไว้ มือทั้งสองของเขาเหมือนกับที่หนีบเหล็ก เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะดิ้นรนต่อสู้มากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถหนีไปได้

 

จากนั้นเขาก็กระแทกศีรษะบนหัวของอีกฝ่ายอย่างโหดเหี้ยม ต่อมาก็ครั้งที่สอง จากนั้นก็ครั้งที่สาม

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง หัวของชายคนนั้นก็แยกออกครึ่งหนึ่ง สมองและเลือดของเขาพุ่งไปทั่ว และศพของเขาก็ถูกโยนไปด้านข้าง ดาบตรงหน้าอกของเขาไม่มีใครแตะต้อง เขารู้แน่ชัดว่าเขาจะตายเร็วขึ้นหากเขาดึงมันออกมา

 

ภายในไม่กี่นาที ก็มีคนรีบไปยังที่เกิดเหตุแล้วก็ได้พบเลือดกระจายทุกหนทุกแห่ง

 

สำหรับทหารยามทั้งสองนาย คนหนึ่งโดนลูกดอกจนกลายเป็นตะแกรง ส่วนอีกคนหนึ่งโดนดาบปักบนหน้าอก

 

ตรงนั้นยังคงมีผู้รักษาการแทนเหยินซึ่งนอนอยู่บนพื้นที่นองเลือดรอบตัวเขา

 

แล้วก็มีศพกระจัดกระจายอยู่รอบ ๆ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้คนที่เหลือขุ่นเคืองใจอย่างมาก คนเหล่านี้คือคนที่บังอาจที่จะสังหารข้าราชสำนักแห่งเมืองหลาน และยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นข้าราชการที่มีตัวตนพิเศษซะด้วย

 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาควรจะตรวจสอบสภาพการบาดเจ็บของเหยินปาเชียนโดยไม่ชักช้าอีก ขาทั้งสองข้างและเอวด้านหนึ่งถูกแทงทะลุ แถมหลังของเขายังมีร่องเลือดขนาดใหญ่ด้วย

 

แต่ทว่า เขายังหายใจอยู่ นอกจากนี้การบาดเจ็บของเขาก็ไม่ถึงตายในระยะสั้น

 

ส่วนทหารยามคนนั้น ตอนนี้เขายังไม่เป็นอะไร แต่ถ้าหากพวกเขายังคงชักช้าต่อไป สิ่งต่าง ๆ อาจจะแย่ลงได้

 

หลังจากนั้นไม่นาน เหยินปาเชียนก็ถูกคนหามส่งตัวไปที่โรงหมออย่างเร่งด่วน

 

หน้าของถงเจิ้นเหย่เต็มไปด้วยความข่มเหง “พวกเจ้าน่าจะรู้ใช่มั้ยว่าเค้าคือใคร ? พวกเจ้าต้องรักษาเค้าให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามที่พวกเจ้าใช้ ถ้าเค้าตายไปล่ะก็ ทุกคนก็จะต้องตายด้วย”

 

มีประเด็นมากมายที่เกี่ยวข้องกับเหยินปาเชียน พระสวามีในองค์จักรพรรดินี เหมืองแร่เหล็กของเขาต้าหมัว และเทคโนโลยีการหลอมที่ดีกว่า ตลอดจนปูนซีเมนต์ที่เขาพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นข้อใดก็ตาม เขาจะตายไม่ได้

 

แพทย์ในโรงหมอจะไม่ยอมถงเจิ้นเหย่ได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาวางชายหนุ่มคนนั้นลงและได้เห็นชุดข้าราชการที่สวมอยู่ พวกเขาก็สามารถคาดเดาตัวตนของเขาได้ในทันที

 

ยังไงซะ ก็มีคนนอกเพียงคนเดียวที่ได้เป็นข้าราชการในต้าเย่า

 

 

 

หลังจากธูปครึ่งหนึ่งถูกเผา ก็มีเสียง “ตู้ม” ดังสนั่น เก้าอี้ทั้งตัวแตกเป็นชิ้นเล็กเศษน้อยลอยไปทุกทิศทาง

 

หน้าของจักรพรรดินีเย็นยะเยือกขณะที่นางปรากฏตัวด้านนอกของพระราชวังหย่างซิน ร่างกายของนางเริ่มทะยานขึ้นขณะที่นางเดินตรงไปที่โรงหมอ

 

ถงเจิ้นเหย่กำลังดูหมอคนที่รักษาบาดแผลของเหยินปาเชียนในขณะนี้ และที่อยู่ไม่ไกลจากด้านข้างเขาก็คือทหารยามที่บาดเจ็บสาหัส

 

ทันใดนั้นเอง เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปยังทิศทางของพวกเขา กลิ่นอายนี้คุ้นเคยมากเนื่องจากเขาประสบกับมันหลายครั้งในหนึ่งเดือน

 

จากนั้นถงเจิ้นเหย่ก็ไปยังลานว่างเพื่อรอการมาถึงของบุคคลนั้น

 

“กราบถวายบังคมฝ่าบาท” หลังจากที่เงาสีแดงปรากฎในโรงหมอ ถงเจิ้นเหย่ก็ก้มหน้าทำความเคารพ

 

วินาทีต่อมา เขาก็ลอยสวนออกไปด้านนอกแล้วชนเข้ากับกำแพงสามแถวต่อกัน เขาไม่เพียงถูกกระแทกออกจากโรงหมอเท่านั้น แต่เขายังลอยผ่านสำนักงานผู้พิพากษา ตามด้วยชนเข้าไปในอาคารอื่น

 

มีเสียงดังมากและมีหินมากมายทุกหนทุกแห่ง ทำให้เกิดความปั่นป่วน

 

ณ เวลานี้ มีคน 7-8 คนปรากฏตัวที่ลานว่าง อันที่จริงนี่คือกรมยุทธนาการ ยังมีใครบังอาจทำเสียงอึกทึกครึกโครมแถวนี้อีกเหรอ ?

 

นอกจากนี้ ยังมีคนที่กระโดดข้ามกำแพง อยากเห็นจังเลยว่าใครมันช่างอวดดีปานนั้น

 

ในขณะนี้ มีผู้คนมากมายยืนอยู่ที่ลานว่างข้างนอกโรงหมอ แล้วทุกคนก็เงียบด้วยความกลัว

 

ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มพูดคุยกัน ถงเจิ้นเหย่ก็เดินออกมาจากอาคารที่พังทลายบางส่วนอย่างเละไม่เป็นท่าพร้อมกับพยุงเอวด้วยมือข้างเดียว

 

“ใต้เท้าถง นี่มันหมายความว่ายังไง ?” เสนาบดีกรมยุทธนาการ ฉินชวน ถามอย่างเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย

 

“ถุย” ถงเจิ้นเหย่ก็โมโหเช่นกัน

 

ใครมันทำให้ข้าเป็นแบบนี้ ?

 

“พระองค์อยู่ตรงนั้น” คำพูดของถงเจิ้นเหย่ทำให้เสนาบดีกรมยุทธนาการผู้กระตือรือร้นที่จะลงไม้ลงมือเฉยเมยไปในทันที

 

“เกิดอะไรขึ้น ?” ฉินชวนขมวดคิ้วถาม

 

โดยทั่วไปแล้ว ถึงแม้ว่าพระองค์ไม่พึงพอใจ นางก็จะไม่หวดใครแบบนี้

 

“มีใครบางคนพยายามลอบสังหารเหยินปาเชียนน่ะ” ถงเจิ้นเหย่พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่มีความสุข

 

เนื่องจากฉินชวนและเหยินปาเชียนไม่เคยพบหน้ากันจริง ๆ เขาจึงนึกออกว่าเหยินปาเชียนเป็นใครหลังจากที่นึกอยู่พักหนึ่ง

 

“ถงเจิ้นเหย่ มานี่ซิ” เมื่อเขาต้องการที่จะถามต่อ เสียงอันเยือกเย็นที่ลอยมาจากลานว่าง ทำให้เขาเก็บคำพูดเอาไว้

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top