ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 170: พูดคุยอย่างเปิดกว้าง

 194 Views

เหยินปาเชียนไปเช่ารถหลังจากที่พวกเขาออกจากชายหาด ต่อจากนั้นพวกเขาก็ไปที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อซื้อของหลายอย่างที่สามารถเอาไปทำบาร์บีคิวได้ แล้วขนทุกอย่างขึ้นรถ

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เขาได้ขับรถตรงไปตามทางหลวงโดยที่จักรพรรดินีอยู่ข้างเขา ลมได้พัดเข้ามาในรถ มันพัดผมของจักรพรรดินีทำให้เส้นผมสัมผัสหน้าของเหยินปาเชียนเป็นครั้งคราว

 

แสงแดด ชายหาด ทางหลวงโล่ง ๆ และการเดินทางอย่างไร้จุดหมาย

 

นี่คือชีวิตที่เหยินปาเชียนใฝ่ฝัน

 

เมื่อเปิดเครื่องเสียงรถยนต์แล้วกดปุ่มไม่กี่ครั้ง สักพักรถก็เต็มไปด้วยเสียงเพลงที่มีชีวิตชีวา

 

“สวมเสื้อลายดอกก็ต้องคู่กับอูคูเลเล่
ชวน ฮวา เซิ้น ซาน เย้า เพ้ย ซ่าง อี้ ป่า อู เค้อ ลี่ ลี่

ไม่เช่นนั้นแล้วมองดูก็คล้ายกับเป็นนักเลงมาเฟีย
ปู้ หราน คั่น ฉี่ หลาย หุ้ย เซี้ยง หลิว หมาง ซง ตี้

จำไว้ว่าสวมสูทต้องควงสาวมาเคียงข้างเสมอ
ชวน ซี จวง เย้า จี้ เต๋อ ไต้ เก้อ ไต้ เก้อ นวี่ ปั้น

ไม่เช่นนั้นแล้วมองดูก็คล้ายกับโชเฟอร์ขับรถ
ปู้ หราน คั่น ฉี่ หลาย หุ้ย เซี้ยง ป๋อ เชอ เสี่ยว ตี้”

[ชื่อเพลง: อูคูเลเล่, ร้องโดย: เจย์ โจว]

 

เขาเคาะจังหวะอย่างนุ่มนวลบนพวงมาลัยด้วยมือข้างเดียว พลางหันไปมองจักรพรรดินีที่นั่งอยู่ข้างเขา

 

“อีกนานเท่าไหร่กว่าจะทำให้ต้าเย่าจะเป็นแบบนี้ได้ ?” จักรพรรดินีคิดอยู่นานกว่าจะถามออกมา เห็นได้ชัดว่านางรู้สึกชอบใจและพอใจมากกว่าเมื่อเทียบกับชีวิตในเมืองที่เร่งรีบ

 

“วิทยาศาสตร์และการศึกษาเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ขอรับ การพัฒนาสังคมไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้หากไม่มีสิ่งเหล่านี้

 

ถึงแม้ว่าจะมีความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยกับคนจน โดยที่ความมั่งคั่งของคนรวยเกือบเทียบเท่ากับทั้งประเทศรวมกัน ในขณะที่คนจนมีปัญหาเรื่องการได้รับอาหารการกินไม่เพียงพอ คนธรรมดาส่วนใหญ่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของตัวเองได้ สิ่งนี้เป็นไปได้เพราะวัตถุนั้นมีอยู่มากมายและราคาต่ำมาก

 

ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการบรรลุเป้าหมายเหล่านี้ มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนสองคนเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับการศึกษาของคนส่วนใหญ่ สามัญชนไม่เพียงแต่ล่าสัตว์และทำนาเท่านั้น แต่ยังมีส่วนช่วยเหลือประเทศชาติด้วย

 

ยกตัวอย่างเช่น ในโลกใบนี้ เด็ก ๆ จะเริ่มเรียนตั้งแต่อายุ 8 ขวบไปจนถึงอายุ 16-17 ปีในโรงเรียนมัธยม พอจบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยม คนเหล่านั้นก็จะเข้ามหาวิทยาลัยและบางคนถึงขั้นจบปริญญาโทหรือแม้กระทั่งปริญญาเอก คนส่วนน้อยเรียนเพียงแค่ 9 ปี คนส่วนใหญ่เรียนถึง 16 ปี และบางคนเรียนมากกว่า 20 ปี

 

ระดับการศึกษาเหล่านี้จะช่วยให้ทุกคนมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกอย่างมาก

 

ทุก ๆ ปี มีนักเรียนราว ๆ 7 ล้านคนที่สำเร็จการศึกษาทั้ง 16 ปี

 

หลังจากที่เรียนจบแล้ว คนเหล่านี้ก็จะมีอิทธิพลต่อทุกด้านของสังคม นวัตกรรม และสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขอรับ”

 

จักรพรรดินีตกตะลึงในตัวเลขที่เหยินปาเชียนพูดถึงอีกครั้ง

 

ต้าเย่ามีประชากรโดยรวมน้อยกว่า 40 ล้านคน แต่ทว่าในโลกใบนี้ มี 7 ล้านคนที่สำเร็จการศึกษา 16 ปีเป็นประจำทุกปี

 

ถ้าหากนางไม่ได้มาที่โลกนี้ด้วยตัวเอง มันคงเป็นเรื่องยากสำหรับนางที่จะเชื่อในตัวเลขที่น่าทึ่งเช่นนี้

 

การที่นางมาที่นี่สองครั้ง นางรู้สึกว่าสิ่งที่นางเห็นเป็นของจริง นอกจากนี้คนข้าง ๆ นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องโกหก

 

นอกจากนั้น จากสิ่งที่นางเห็นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผู้คนในโลกใบนี้มีความอ่อนแอทางกายภาพ มิอาจเทียบได้กับชนเผ่า แต่ในแง่ของทักษะการพูดและการรับรู้ทางประสาทสัมผัส พวกเขาดีกว่าชนเผ่า

 

“ขอโทษที่ต้องพูดตรง ๆ นะจี่เซียว โดยพื้นฐานแล้ว ในต้าเย่าน่ะไม่มีพื้นฐานทางการศึกษาเลย แถมยังอยู่ในขั้นการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมและการล่าสัตว์อยู่เลย

 

คนส่วนน้อยที่ได้รับการศึกษาเป็นลูกหลานของข้าราชสำนัก พวกเค้าอาจจะทำในตำแหน่งของตัวเองได้ดี อย่างเช่นแผนกทั้ง 6 แห่งราชสำนักหรือตำแหน่งอื่น ๆ ที่คล้ายกัน แต่มันยากมากที่จะพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในทศวรรษหรือศตวรรษนี้

 

สัดส่วนของประชาชนคนธรรมดาที่ได้รับการศึกษาอาจไม่มากนัก แต่ถ้ามีมากพอที่จะสร้างกลุ่มคนที่มีความสามารถล่ะก็ คนเหล่านี้จะสามารถรวมตัวกันและเปลี่ยนแปลงประเทศใดประเทศหนึ่งหรือแม้แต่โลกทั้งใบก็ยังได้

 

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นจะต้องผ่านการศึกษาและได้รับความรู้ด้วยเช่นกัน

 

ที่นี่จะมีอยู่ 3 คำ ความรู้เปลี่ยนแปลงชะตากรรม ความรู้สร้างความมั่งคั่ง และความรู้คือพลัง

 

ความแข็งแกร่งของมนุษย์นั้นถูกจำกัดไว้เพียง 50 กิโลกรัมหรือแม้กระทั่ง 500 กิโลกรัม แต่พลังทางกลอาจแข็งแกร่งกว่านั้นร้อยเท่าพันเท่า งานที่ต้องใช้คนหนึ่งร้อยคนจะสามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยเครื่องจักรกล

 

ตราบใดที่มันคือความรู้ พลังงานที่เพียงพอจะสามารถควบคุมหรือสร้างขึ้นมาได้

 

ตัวอย่างนึงก็คือรถยนต์คันนี้ขอรับ” เหยินปาเชียนตบพวงมาลัย

 

“ยกตัวอย่างเช่น ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ เครื่องบินสามารถขนผู้คนและบินขึ้นไปบนท้องฟ้า จรวดสามารถส่งผู้คนขึ้นไปยังอวกาศ มันไม่สามารถทำได้โดยอาศัยเพียงพลังทางกายภาพของมนุษย์อย่างเดียวขอรับ”

 

“พวกเจ้าทุกคนเรียนอะไรกัน ?” จักรพรรดินีถามออกมา

 

“ก็หลาย ๆ อย่าง มันครอบคลุมทั้งหมดเลยขอรับ ก่อนถึงชั้นมัธยมปลาย จะเป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีเนื้อหาเหมือนกัน ซึ่งรวมถึงวิชาคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษา และประวัติศาสตร์ หลังจากชั้นมัธยมปลาย ก็จะขึ้นอยู่กับตัวเลือกของแต่ละคนว่าจะเรียนไปในทางไหน

 

คนที่เรียนวิชาฟิสิกส์และเคมี จะได้ค้นพบกฎของโลกผ่านการวิจัย และเรียนรู้ว่าองค์ประกอบของสสารเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติของวัสดุได้อย่างไร

 

คนที่เรียนวิชาการแพทย์ จะได้เป็นหมอและรักษาผู้ป่วยหลังจากที่เรียนจบหลักสูตร

 

คนที่เรียนวิชาการเกษตร จะได้สอนผู้อื่นในเรื่องของวิธีการทำให้ผลผลิตสูงขึ้นจากพืชผล และทำการวิจัยเพื่อผลิตพืชที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น

 

ส่วนคนที่เรียนวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คนเหล่านี้จะสามารถออกแบบเครื่องจักรเพื่อทดแทนกำลังคน ด้วยเครื่องจักรที่ทำงานแทนที่คนหลายสิบหลายร้อยคน พวกรถยนต์ เครื่องบิน และเครื่องจักรอื่น ๆ นั้นเป็นตัวอย่าง

 

คนที่เรียนวิชาดนตรี จะได้แต่งเพลงที่ให้ความบันเทิงแก่ผู้คนเหมือนกับเพลงที่ฝ่าบาทฟังอยู่ตอนนี้

 

คนที่เรียนวิชาสถาปัตยกรรม จะมีความเชี่ยวชาญในการออกแบบและก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างประเภทต่าง ๆ อาคารสูงที่ฝ่าบาทเห็นอยู่นั้นเป็นผลงานของคนเหล่านี้

 

คนอื่น ๆ จะมีความเชี่ยวชาญภาษา การทำอาหาร การสอน การช่าง และทุกสาขาวิชาที่จินตนาการได้

 

แถมยังมีอีกหลายคนที่เลือกเป็นครูที่จะสอนสิ่งที่ได้เรียนรู้ เพราะงั้นจึงไม่มีปัญหาการขาดแคลนครูที่นี่ขอรับ”

 

เหยินปาเชียนจอดรถข้างถนนแล้วอธิบายอย่างภาคภูมิใจ

 

“ที่นี่น่ะ สมองมีพลังมากที่สุด ความรู้มีอยู่ทุกหนทุกแห่งและมีมูลค่าสูงที่สุดขอรับ”

 

แน่นอนว่าเขาได้เลือกคัดกรองไว้แล้ว

 

ยกตัวอย่างเช่น ความเชี่ยวชาญด้านกีฬาถูกตัดออกไปเพราะเขาคิดว่ามันยากสำหรับจักรพรรดินีที่จะเข้าใจว่าเหตุใดทุกคนจึงต้องการเรียนรู้วิธีการวิ่งให้เร็วขึ้น กระโดดให้สูงขึ้น หรือกระโดดให้ไกลขึ้น

 

เรื่องต่าง ๆ อย่างเช่นเศรษฐศาสตร์ การเมือง และอะไรทำนองนั้นก็ยากที่จะเข้าใจเช่นกัน

 

จักรพรรดินีได้ยินสิ่งที่เหยินปาเชียนพูดและมองไกลออกไป

 

นางตระหนักว่าสิ่งที่เหยินปาเชียนเพิ่งพูดถึงนั้นเป็นความแตกต่างอย่างมากที่สุดระหว่างต้าเย่ากับโลกใบนี้

 

เอาเข้าจริงทุกคนอาจจะยิ่งใหญ่ราวกับมังกรเลยทีเดียว

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าจะเสนอให้ทำอะไรล่ะ ?” จักรพรรดินีมองไปที่เหยินปาเชียนแล้วถามเขา ดวงตาของนางเย็นชา แต่ก็มีความหวัง

 

“สิ่งสำคัญอันดับแรกคือเหมืองเขาต้าหมัวและบ่อเกลือ จากนั้นพวกเราจะเริ่มทำการให้ความรู้กับผู้คน ชนเผ่ามีความแข็งแกร่งมาก แต่พลังของจิตใจนั้นแข็งแกร่งกว่าพลังของกล้ามเนื้อขอรับ” เหยินปาเชียนตอบกลับทันทีเนื่องจากเขาได้พิจารณาเรื่องนี้มานานแล้ว

 

“อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ พลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่าขอรับ” เหยินปาเชียนพูดออกมา

 

“ในโลกนี้ เพียงแค่ประเทศจีนก็มีชนกลุ่มน้อย 56 ชาติพันธุ์แล้ว คนเหล่านั้นมีลักษณะนิสัยและขนบธรรมเนียมที่แตกต่างกัน แต่คนเหล่านั้นก็ได้รวมตัวกันเป็นสมาชิกของประเทศหนึ่ง และเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันด้วยความขยันขันแข็ง

 

พลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่าตกอยู่ภายใต้การควบคุมของต้าเย่ามาเป็นเวลา 70 ปี แต่คนเหล่านั้นก็ไม่เคยถูกรวมเข้ากับประเทศซักที

 

ในความเป็นจริงแล้ว คนพวกนั้นมีความสามารถหลายด้าน ชนเผ่าเก่งในการทำสงคราม แต่ไม่ใช่ในด้านการเกษตร ธุรกิจ การผลิต เป็นต้น ดังนั้นพลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่าสามารถชดเชยความขาดแคลนของชนเผ่าได้

 

ไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิปักษ์ต่อกันหรอกขอรับ ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ ในสายตาของฝ่าบาท คนพวกนั้นอาจดูอ่อนแอมากและกวาดล้างได้ด้วยคำสั่งเดียว แต่คนพวกนั้นถูกเก็บไว้เพียงเพราะข้อตกลงที่ลงไว้นามก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามคนพวกนั้นก็น่ากลัวเหมือนกันนะขอรับ” เหยินปาเชียนพูดต่อ

 

ถึงแม้เขาจะไม่เคยพบกับพลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่า ประเทศก็ถูกทำลายไปเป็นเวลานานแล้ว แต่ชนเผ่าและคนเหล่านั้นก็ยังคงเป็นศัตรูกัน มากจนถึงขนาดที่ทหารยามยังจำเป็นต้องเฝ้าระวังคนเหล่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านั้นกระทำสิ่งเล็กน้อยหรือการก่อกบฏ

 

นี่คือความเสียของทั้งหมด ความเสียของด้านทรัพยากรทางทหาร และความเสียของที่ผลิตได้จากคนเกือบ 20 ล้านคน

 

ถ้าหากคนเหล่านี้ถูกปล่อยให้เป็นอิสระ ลองนึกภาพสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้ดูสิ ?

 

“พวกมันจะกบฏ แม้บัดนี้พวกมันก็เชื่อใจไม่ได้” จักรพรรดินีพูดออกมาทันที

 

“คนเหล่านั้นก็เหมือนนกที่ถูกขังไม่สามารถมองเห็นอนาคตได้ ในช่วง 17 ปีที่ผ่านมา ชนเผ่าไม่ได้พยายามที่จะรวมคนเหล่านั้นเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนเหล่านั้นไม่สงบ แต่สิ่งนี้ไม่ควรทำต่อไปถ้าหากพิชิตแคว้นหยูน แคว้นเฉิน และมหาจักรวรรดิเซี่ย อย่าบอกข้านะว่าฝ่าบาทจะหาที่คุมขังคนพวกนั้นแล้วคอยป้องกันคนพวกนั้นอยู่ตลอดในกรณีที่คนเหล่านั้นก่อกบฏน่ะ ?” เหยินปาเชียนพูดอย่างตรงไปตรงมา

 

“ข้าไม่เคยคิดที่จะพิชิตพวกมันเลย จักรพรรดิองค์สุดท้ายก็ไม่ได้วางแผนไว้เช่นนี้ ไม่งั้นล่ะก็แคว้นหยูนคงจะพินาศไปหลายสิบปีที่แล้ว ชนเผ่ายังไม่เพียงพอ หลายคนยังคงอาศัยอยู่บนภูเขาและไม่สามารถควบคุมดินแดนที่ขนาดใหญ่ขนาดนั้นได้” จักรพรรดินีอธิบาย

 

“ด้วยเหตุนี้ มันจึงเสียของมากที่ไม่รวมเข้าด้วยกัน ถ้าหากพวกเราสามารถใช้คนเหล่านั้นได้ พลังของต้าเย่าจะไม่เพียงแต่เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า แต่จะเพิ่มมากขึ้นกว่านั้น ชีวิตของผู้คนก็จะดีขึ้นกว่าตอนนี้ ฝ่าบาทจะปล่อยให้คนเหล่านั้นจัดการตัวเองในตอนนี้รึขอรับ ? เหตุใดฝ่าบาทถึงไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นทำอะไรมากกว่านี้ล่ะขอรับ ?

 

ข้าน้อยได้พูดถึงเรื่องนี้กับฝ่าบาทก่อนหน้านี้ มันเป็นไปได้แน่นอนที่จะรวมเข้ากับต้าเย่า ตราบใดที่พวกเราแยกคนทรยศออกไปส่วนหนึ่ง คนส่วนใหญ่นั้นไม่คิดมากและจะยอมรับตราบใดที่คนเหล่านั้นสามารถมีชีวิต ทำงานอย่างสงบสุข และเห็นความหวังในอนาคตของตัวเอง การเสริมความเป็นตัวตนของคนเหล่านั้นกับต้าเย่าจะช่วยลดโอกาสในการก่อกบฏ ถึงแม้ว่าคนพวกนั้นจะกบฏ ก็จะมีคนไม่มากนักที่ตาม และจะไม่เกิดการโจมตีที่รุนแรงขอรับ

 

ถ้าหากฝ่าบาทยังคงมีเขตที่ยึดไว้ล่ะก็ พวกเราสามารถทำได้ทีละขั้นตอน แล้วค่อย ๆ รวมกับต้าเย่า ชนเผ่าจะต้องควบคุมสถานที่สำคัญบางแห่งเท่านั้น และคนเหล่านั้นจะไม่สามารถทำการโจมตีที่รุนแรงได้

 

เมื่อหลายสิบปีก่อน แคว้นเฮ่าทั้งหมดพ่ายแพ้ จำเป็นต้องกังวลอะไรกับคนเหล่านั้นในตอนนี้ล่ะขอรับ ?”

 

“คนในราชสำนักจะไม่เห็นด้วยน่ะสิ”

 

หลังจากที่เหยินปาเชียนได้ยินคำตอบนี้ เขาสามารถจินตนาการแรงต่อต้านที่ยิ่งใหญ่ต่อข้อเสนอนี้จะได้พบในราชสำนัก เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เป็นนักปฏิรูป เขาพูดออกมา “ทำไปทีละขั้นตอน ให้พลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่าส่วนน้อยออกไป จากนั้นก็ดูว่ามันเกิดความเปลี่ยนแปลงเป็นแบบไหน

 

คนกว่าสองแสนสามแสนคนจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบที่สำคัญ แต่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงขอรับ”

 

“เจ้ามีแผนการอะไรบ้างมั้ย ?” จักรพรรดินีถามออกมา นางรู้สึกว่าเหยินปาเชียนไม่ได้พูดเรื่องเหลวไหลและมีวิธีแก้ปัญหาอย่างแน่นอน

 

“ข้าน้อยมีแผนนิดหน่อย แต่ข้าน้อยจะต้องเห็นคนเหล่านั้นเพื่อที่จะยืนยันคนเหล่านั้นขอรับ” ยังไงซะเหยินปาเชียนก็ไม่เคยพบกับผู้สืบเชื้อสายของพลเมืองที่เหลือของแคว้นเฮ่ามาก่อน และไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงเป็นเช่นไรในตอนนี้ เขาทำได้แค่กำหนดแผนการที่จะใช้ก็ต่อเมื่อได้เห็นว่าชีวิตคนเหล่านั้นเป็นอย่างไร

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top