ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 19 เติบใหญ่

 21 Views

TERTA:บทที่ 19 เติบใหญ่

หลีมูเชาเริ่มตื่นตระหนก เขาคิดแล้วว่าแผนการในค่ำคืนนี้ล้มเหลวพังไม่เป็นท่า

“ถ้าเราแพ้… พวกเรายังจะหนีออกไปกันได้ไหมนะ?” เขาถามกับตัวเอง

เขาคงตอบว่า ได้แน่นอน ถ้าคำถามนั่นถูกถามออกมาก่อนที่จะเริ่มการโจมตีตำหนักอัน

ตอนนี้หลีมูเชามองหลีเย่ไม่ออกอีกต่อไปแล้วว่าเขาจะมาลูกไม้ไหนอีก เขาไม่รู้ว่าหลีเย่กำลังมีไม้ตายอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดักของหลีเย่ที่วางไว้เขาก็ไม่รู้อีก!

หลีมูเชาสูญเสียความมั่นใจไปเสียแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น การที่เขาไม่สามารถหาคำตอบได้ว่าสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างไรก็คือความฉิบหายสำหรับเขาเช่นกัน

ด้านบนนั้น ในห้องใต้หลังคาด้านนอกตำหนักอัน

“ไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์!

หลีเหยากระแทกของในห้องใต้หลังคาอย่างโกรธเกรี้ยว

เมื่อเห็นว่าหลีเย่กำจัดผู้ใช้ปราณสี่คนได้ในทันทีก็ยิ่งทำให้หลีเหยาโมโหสุดๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาโกรธจัดๆเลยก็คือความสามารถที่พวกผู้ใช้ปราณใช้ในการบุกโจมตี

พวกเขาเลือกที่จะโจมตีจากระยะไกลจากเหนือเพดานหรือบนยอดต้นไม้และใช้พลังปราณโจมตีใส่ค่ายกลนั่น

นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขากำลังหลบเลี่ยงการโจมตีจากค่ายกลใหญ่,ห่าฝนธนู และการโจมตีจากหลีเย่ไปพร้อมๆกัน

แต่ก็เป็นเพราะแบบนั้นเองจึงทำให้พลังของพวกเขาหายไปแทบจะหมดสิ้นจากระยะที่ไกลห่างแบบนั้น

ผู้ใช้ปราณทั้งหลายไม่สามารถทลายค่ายกลใหญ่ได้ ต่อให้พวกเขาจะระดมยิงถล่มมันมากขนาดไหนก็ตาม

และพวกเขาเริ่มหมดกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไปแล้ว

แล้วแบบนี้จะไม่ทำให้หลีเหยาโกรธได้อย่างไร?

“นายน้อย…” เสนาบดีไม่อาจจบคำพูดของเขา

“หุบปาก” หลีเหยาขัดเขาก่อน “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังจะบอกว่า ค่ายกลใหญ่นั่นไม่สามารถถูกทำลายได้ง่ายๆทำไมพวกเราถึงไม่ถอยกลับไปตั้งหลักแล้ววางแผนกันใหม่ ใช่ไหมล่ะ?”

หลีเหยาพูดจี้ใจเสนาบดี

“แต่ข้าไม่เหลือทางเลือกอื่นแล้วนะโว้ย! หลีเหยาหันไปมองหน้าที่ปรึกษาของเขา “ทุกคนที่ข้าส่งไปหามันถูกมันจับได้ทุกคน! รวมไปถึงอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่ติดตัวพวกมันไปอีก! เขาแทบจะมีทุกอย่างที่ข้ามีแล้วด้วยซ้ำ! และถ้าให้ข้าถอยตอนนี้ก็เท่ากับว่าเปิดโอกาสให้มันไปรายงานเรื่องของข้ากับที่ว่าการฉางอันเหรอ? เจ้าคิดว่าข้าจะรับมือพวกเขาได้หรือ?”

เสนาบดีอ้าปากแต่ไม่มีคำพูดออกมา

ถ้าเกิดว่าทุกอย่างที่หลีเหยาพูดมาเป็นความจริง ทั้งเรื่องที่ก๋งเจวี่ยซิงใช้อำนาจในทางที่ผิด,เรื่องการตายขององค์ชายอัน ต่อให้หลีเย่ไม่มีใครหนุนหลังก็ตาม หลีเหยารับผลที่จะตามมาไม่ได้หรอก

หลีเหยาหายใจเข้าลึกๆพยายามสงบสติก่อนที่จะหยิบหอกยาวแปดฟุตออกมาในมือของเขา ตัวหอกนั้นมีลวดลายดูแปลกตา ตัวหอกนั้นเปล่งประกายแสงสีเงินออกมา มันคืออุปกรณ์เวทย์มนต์ระดับสูงอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

หลีเหยาหันปลายหอกไปที่ตำหนักอันและพูด “หลีเย่เก่งเท่าข้างั้นเหรอ? เขาไม่เคยมีอุปกรณ์เวทย์มนต์สินะ? ของที่เขามีมันเก่งกว่าของข้าอีกเหรอ? ทุกอย่างจะจบลงถ้าหากหลีเย่ตายด้วยน้ำมือของกบฎปังซุน ตำแหน่งองค์ชายอันต้องเป็นของข้า!

พูดจบหลีเหยาก็ออกตัวพุ่งทะยานไปยังตำหนักอันทันที

เมืองฉางอัน เมืองใหญ่ที่จุประชากรได้ราวๆล้านคน รวมไปถึงข้าราชการระดับสูงทั้งหลายแหล่ แต่ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยไหน ผู้ที่ทรงอำนาจที่สุดในยุคก็ดูเหมือนจะเป็นอัครมหาเสนาบดี

ตำแหน่งนั้นทรงอำนาจที่สุดในอาณาจักรถัง

ตำหนักของอัครมหาเสนาบดีทางทิศเหนือนั้นสว่างไสวราวกับตอนกลางวัน เว่ยเบาเหิง กำลังตรวจสอบไข่มุกในมือของเขา ไข่มุกนั่นไม่ใช่ของธรรมดาแต่มันคืออุปกรณ์เวทย์มนต์ระดับสูงที่เขาได้มาจากผู้นำกองทัพไทปิงเมื่อหลายวันก่อน

เว่ยเบาเหิงขมวดคิ้ว เขาวางไข่มุกนั่นลงและลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง จากนั้นก็มองไปทางทิศใต้ ทางช้างเผือกปรากฎอยู่เหนือท้องฟ้ายามค่ำคืนนี้ ทุกสิ่งอย่างช่างดูแสนสงบเสียนี้กระไร

ถึงกระนั้นเขาเองก็คือผู้ใช้ปราณระดับสูง เขาสามารถตรวจจับพลังปราณที่เกิดขึ้นอย่างผิดปกติได้ในเมืองนี้ แม้ว่าจะมีการเสริมพลังเพื่อปิดบังมันก็ตาม แต่เขาก็ยังพอจับทิศทางได้อยู่บ้าง

ไม่นานนักก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งกันอย่างรีบร้อนด้านนอกห้องเขา

เว่ยเบาเหิงยืนอยู่ที่หน้าต่างและพูด “มันเกิดขึ้นที่ไหน?”

“รายงานต่ออัครมหาเสนาบดี เหตุเกิดที่ตำหนักองค์ชายอันขอรับ” คนที่อยู่ข้างนอกนั่นรายงานเข้ามา

“ตำหนักอันอย่างนั้นเหรอ?” เว่ยเบาเหิงขมวดคิ้ว

“มีคนรายงานมาว่าพวกกบฎปังซุนโจมตีตำหนักขอรับ” เขาพูดต่อและหยุดไปนิดนึงก่อนเสริม “ผู้พิพากษาของเมืองฉางอันต้องการพบท่านอัครมหาเสนาบดีขอรับ”

เว่ยเบาเหิงเงียบกริบ

ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา “บอกท่านผู้พิพากษาว่าพวกกบฎปังซุนนั่นทำการโจมตีตำหนักอัน ข้าขอให้เขารีบทำการตรวจสอบโดยเร็วที่สุดในเช้าวันพรุ่งนี้”

คนที่อยู่ข้างนอกตอบ “น้อมรับบัญชา”

การที่เขาบอกให้ผู้พิพากษาไปสำรวจตอนเช้า นั่นหมายความว่าให้เขาปล่อยเรื่องที่เกิดขึ้นคืนนี้ไปเสีย

เพราะการที่ผู้พิพากษาไม่สนใจในเหตุการณ์คืนนี้ และนั่นย่อมหมายความว่าพรุ่งนี้เขาก็ไม่สนใจมันอยู่ดี

ในเมืองฉางอัน เมืองที่มีผู้ใช้ปราณระดับสูงมากมายและการป้องกันภัยที่เหนือความคาดหมาย ซึ่งก็เป็นปกติของเมืองหลวง

สถานที่ราชการทั้งหลายอันได้แก่ สามหน่วยงาน และหกกระทรวงเองก็ตั้งอยู่ในเมืองแห่งนี้

และสถานที่ที่มีการคุ้มกันหน้าแน่นที่สุดในเมืองนี้นั่นก็คือ พระราชวังหลวง

จักรพรรดิแห่งอาณาจักรถังนั้นประทับอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ที่ข้าราชการต้องวนเวียนกันมาเพื่อพบปะกับพระองค์

ในสวนย่อมของวังหลวง ข้าราชการแก่สองคนกำลังเล่นโกะกันอยู่ในห้องแห่งหนึ่ง

แผ่นดินถังนั้นมีกองทัพที่ทรงพลานุภาพเป็นอย่างยิ่ง และหนึ่งในกองทัพที่ทรงพลังที่สุดของอาณาจักรนั่นก็คือกองกำลังราชองครักษ์แห่งกองทัพหลวง พวกเขามีหน้าที่ปกปักษ์รักษาเมืองฉางอันรวมไปถึงพระราชวังหลวงอีกด้วย

พูดอีกนัยนึงก็คือ ทั้งเมืองฉางอันนั้นถูกควบคุมโดยกองกำลังราชองครักษ์ก็ไม่ปาน

ทหารที่ตำแหน่งสูงที่สุดในกองราชองครักษ์ก็คือตำแหน่งปีกซ้ายและปีกขวา มันคือตำแหน่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาหลายปี นายกองแห่งปีกซ้าย หลิวซิงเฉิน และนายกองแห่งปีกขวา ฮันเหวินเย พวกเขากำลังเล่นโกะกันอยู่

ทั้งนายกองแห่งปีกซ้ายและปีกขวา ร่วมกับรองกรรมาธิการทหารอีกสองคนเป็น สี่ขุนนางนายกอง

ทั้งสี่คนกุมกำลังทหารทั้งหมดเหนือทุกๆอย่างในราชสำนัก แม้แต่จักรพรรดิก็ต้องการพวกเขาสนับสนุนในการครองบัลลังก์ หรือแม้แต่อัครมหาเสนาบดีเองก็ต้องการพวกเขาในการคุมอำนาจที่มีต่อข้าราชการทั้งหลาย

หลิวซิงเฉินเป็นฝ่ายสีขาวกำลังวางหมากของเขาบนกระดาน แต่เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นมองไปยังทิศใต้

ฮันเหวินเยวางหมากของเขาแต่ไม่หันตามเขาไปและพูดขึ้น “ตำหนักอัน”

หลิวซิงเฉินขำ “วันนี้องค์รัชทายาทแห่งองค์ชายอันเดินทางมาที่ราชสำนักหลวงเพื่อมารายงานตัวว่าเป็นผู้ใช้ปราณระดับหนึ่ง เขาอยากจะทวงตำแหน่งองค์ชายอันคืน”

ฮันเหวินเยยื่นมือไปด้านข้างจากนั้นก็มีคนมอบถ้วยชามาให้เขา เขารับมันมาจิบและวางคืนไว้ที่เดิม ก่อนที่จะวางลงไปเขาพูดขึ้น “ก๋งเจวี่ยซิงจ่ายไม่อั้นเพื่อให้ลูกของเขาได้ตำแหน่งนั้นมิใช่หรือ? ตอนนี้องค์ชายอันตัวจริงกลับมาทวงตำแหน่งแล้ว ข้าว่าเขาคงตระหนกน่าดู”

หลิวซิงเฉินวางหมากและพูด “ก็เป็นแค่เด็กสองคนตีกันนั่นแหละ อย่าใส่ใจเลย”

ฮันเหวินเยพูด “คนที่ฆ่าองค์ชายอันยังไม่ยอมรับสารภาพเลย นี่ก็ผ่านมาตั้งสองปีแล้วพวกเขายังสอบสวนกันอยู่ต่อไปแบบนี้แหละ”

หลิวซิงเฉินถาม “ไม่ใช่ว่าพวกเขาตายหมดแล้วหรือ?”

ฮันเหวินเยตอบ “มันก็มีพวกที่หลุดจากการจับกุมไปอยู่บ้าง”

“ถ้าเขายังไม่ตาย แล้วทำไมอำนาจเก่าที่องค์ชายอันเคยมีถึงทำอะไรเขาไม่ได้เสียที?”

“มันก็มีคนประเภทที่เชื่อว่าตัวเองถูกต้องเสมอ พวกเขาพูดว่าจะคอยหนุนจักรพรรดิ ทั้งๆที่ไม่มีกองทหารในมือเนี่ยนะ?”

“องค์ชายอันคงคิดว่าเขาสามารถออกคำสั่งกับเราได้เพราะคิดว่าทำคุณงามความดีแก่บ้านเมือง ทั้งๆที่จริงแล้วทั้งแผ่นดินนี้ไม่ใช่ของเขาเสียหน่อย”

“ยิ่งไปกว่านั้นคนเรามักจะสู้เพื่อความต้องการของตัวเอง ทำไมต้องสู้เพื่อประเทศและประชาชนคนอื่นด้วยล่ะ? มันน่าสมเพช พวกเราล้วนสมเพช ยิ่งถ้าเป็นฝ่าบาทด้วยยิ่งแล้วไปใหญ่”

“และถ้าฝ่าบาททรงรู้สึกเช่นเดียวกับเรา ก็ต้องหน้าที่ของเราที่ต้องจัดการกับมัน”

ฮันเหวินเยหัวเราะขึ้นมา “เราจะทำยังไงกันต่อ ถ้าลูกของซิงพ่ายแพ้ล่ะ?”

หลิวซิงเฉินที่กำลังจริงจังโกะพูด “ถ้าก๋งเจวี่ยซิงมีบทบาทในการตายขององค์ชายอัน พวกเราก็ไม่ต้องใส่ใจเรื่องตำแหน่งนั้นหรอก แต่ถ้าเกิดว่าเขาดันเกิดทำอะไรไม่ได้ขึ้นมาล่ะ? ถ้าเขาไม่สามารถจัดการรัชทายาทได้ก็ไม่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่หรอก”

หลิวซิงเฉินยิ้ม “ยิ่งไปกว่านั้น เราควรจะจัดการทุกอย่างด้วยความเท่าเทียม เพราะถ้าเป็นตำแหน่งอันและเจ้าเด็กคนนั้นได้มันไป เราก็ไม่ควรที่จะขัดขวางเขา”

ทั้งสองคนยังคนพูดคุยกันสนุกสนานราวกับว่ากำลังเล่นบทบาทผู้ผดุงความยุติธรรม

ถึงกระนั้นอำนาจทั้งหมดของแผ่นดินถังก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาอยู่ แม้แต่การแต่งตั้งหรือปลดจักรพรรดิลงจากบัลลังก์ก็ยังต้องพึ่งพาพวกเขา ทำไมเขาต้องกลัวล่ะ?

สำหรับพวกเขา การต่อสู้ของทั้งสองคนนั้นคือการแสดงที่น่าดูชมยิ่ง

“ฝ่าบาท”

“มีอะไรหรือ?”

“มีปัญหาเกิดขึ้นที่ตำหนักอัน”

“อะไรนะ? ตำหนักอันงั้นเหรอ? แล้วพี่เย่ล่ะ?”

ที่ตำหนักเจ้าชายพู่ บุตรชายคนเล็กของเจ้าชายพู่ หลียันกำลังดื่มอย่างสบายอารมณ์ในตำหนักของเขา ในขณะที่กำลังรื่นเริงไปกับภาพของนางรำทั้งหลาย แต่เขาก็ตกใจกับรายงานที่ได้ยินมา

คนที่มารายงานให้เขาฟังคือนายทหารคนหนึ่งที่แลดูหนุ่มมาก

หลียันกระโดดมากระชากคอเสื้อนายทหารคนนั้น “เทียนลิงกงรีบบอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่หยี!

หลียันอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นตอนนี้ทันที แต่เทียนลิงกงยังคงสงบสติได้อยู่ “กบฎปังซุนโจมตีตำหนักอันขอรับ”

หลียันตะลึงก่อนจะพูดต่อ “ปังซุน? พวกมันกล้าดียังไงโจมตีตำหนักอันในเมืองฉางอันกัน! พวกมันคิดว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อแปรึยังไง?” เขารีบเดินไปที่ประตู “แล้วพวกเราจะรออะไรอยู่อีก? รีบไปช่วยพี่เย่เร็วเข้า!

“ช้าก่อนฝ่าบาท! เทียนลิงกงรีบห้ามหลียันที่กำลังมีอารมณ์ฉุนเฉียว “มันไม่ได้แย่อย่างที่ท่านคิดนะฝ่าบาท”

“เจ้าหมายความว่ายังไง?”

เทียนลิงกงพูดต่อ “มีผู้ใช้ปราณมากกว่า 10 คนที่มาในครั้งนี้ และไม่น่าจะมีคนของปังซุนได้มากขนาดนั้นในเมืองฉางอัน แถมดูเหมือนว่าจะไม่ใช่พวกที่ถูกจ้างมาจากพวกข้าราชการเสียด้วย…”

“ข้าไม่สน!

“ฝ่าบาท! เมื่อเห็นหลียันกำลังรีบร้อนแบบนี้ เทียนลิงกงไม่น่าจะห้ามเขาไว้ได้แน่ๆ และไม่ว่าจะพูดอะไรไปเขาก็ไม่น่าจะฟัง “แม้แต่ทางการฉางอันยังไม่คิดจะทำอะไรเลย แต่ท่านคือองค์ชายนะฝ่าบาท ท่านจะรีบร้อนแบบนี้ไม่ได้ ข้าว่าเรื่องนี้ต้องมีเบื้องหลังแน่ๆ แล้วถ้าเกิดว่าท่านรีบไปตอนนี้อาจจะเกิดเรื่องที่ไม่ดีขึ้นก็ได้ ท่านต้องคิดถึงความปลอดภัยของตัวท่านก่อน…”

ก่อนที่เทียนลิงกงจะพูดจบหลียันก็ออกจากห้องไปเสียแล้ว

เทียนลิงกงส่ายหัวและถอนหายใจครั้งที่สาม “ฝ่าบาท… เมื่อไหร่ท่านจะโตเป็นผู้ใหญ่เสียที…”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top