ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 14 ลอบโจมตี

 22 Views

TERTA:บทที่ 14 ลอบโจมตี

ซูเช่าหลีพยักหน้าอย่างจริงจัง ในขณะที่เขากำลังจะเก็บหยกสื่อสารลงไป เขาก็หันไปมองที่สวนพร้อมกับเบิกตาโพลง

ผู้ใช้ปราณอีกสามคนใกล้ๆกับเขากีมีสีหน้าเช่นเดียวกัน

“เป็นไปไม่ได้…”

“นี่ข้าตาฝาดใช่ไหม?”

“ไม่ใช่แค่เขา… แต่พวกเราทุกคนเห็นมันด้วย!”

ซูเช่าหลีหน้าถอดสี เขาเริ่มกังวลว่าจะเอายังไงต่อจากนี้ และเริ่มติดต่อผ่านหยกสื่อสาร “นายท่าน ท่านได้ยินไหม?”

“พูดมา!”

“ท่านอาจจะไม่เชื่อในสิ่งที่ข้ากำลังจะพูดต่อจากนี้…” ซูเช่าหลีตัวสั่น ถ้าไม่ได้เป็นเพราะเพื่อนของเขาที่ช่วยกันเป็นสักขีพยานนี้ เขาคงไม่กล้าพูดมันออกมา “หลีเย่ เขากลายเป็นผู้ใช้ปราณระดับสองแล้ว…”

“หุบปาก!”

“นายท่าน สิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง…”

“ซูเช่าหลี! เจ้าเพ้อบ้าอะไรอยู่? หลีเย่มันก็แค่คนไร้ค่าที่ใช้ปราณได้ภายในไม่กี่วันที่ผ่านมา แล้วเขาจะกลายเป็นระดับสองรวดเร็วขนาดนี้ได้ยังไง? ไอ้ขี้ขลาด! ถ้าเจ้าไม่อยากทำเจ้าก็กลับมา!”

“ทุกคนเห็นแบบเดียวกันหมดขอรับ

“…”

หลังจากงานเลี้ยงจบลง หลีเย่ก็กลับมาที่ประจำในสวนของเขา

ฉางกวงที่เดินตามเขามาในสวนก็พูดอย่างกล้าๆกลัวๆ “องค์รัชทายาท หลังจากการสอบสวนเราได้ข้อมูลว่าหลีเหยาได้สั่งการมายังซ่งซีเหวินกับคนอื่นให้มาจุดไฟคืนนี้ ข้าคิดว่าพวกเขาต้องการจะชิงตัวนักบวชที่พวกเราจับมาได้ และตอนนี้ซ่งซีเหวินและพวกของเขาอยู่ในกำมือของเราแล้วด้วย”

หลีเย่เดินเข้ามาในห้องและนั่งลง “ถูกต้อง”

“แต่องค์รัชทายาทยังไม่พร้อมนะเพคะ!” ฉางกวงตาเบิกกว้าง “ท่านไม่ให้ข้าจัดวางกำลังพลเพื่อปกป้องตัวท่านเลยนะเพคะ”

หลีเย่มองหน้าฉางกวงและยิ้มออกมา “เพราะข้าจะเปิดทางให้พวกเขาได้เดินหมากน่ะสิ”

ฉางกวงไม่เข้าใจ “ก๋งเจวี่ยซิงชวนคนมาตั้งมากมาย แต่องค์รัชทายาทเพิ่งจะใช้ปราณได้เองนะเพคะ ท่านจะรับมือพวกเขาทั้งหมดไหวเหรอ?”

หลีเย่ตอบ “แขกที่ตำหนักซิงเองก็ไม่มีใครเป็นระดับสามหรอกนะ ก๋งเจวี่ยซิงเองก็ยังไม่กลับมา อีกอย่างคือพวกระดับสามเองก็ไปกับเขาด้วย เพราะฉะนั้นหลีเหยาจึงมีได้แค่เพียงผู้ใช้ปราณระดับสองเท่านั้น”

“ถ้าพวกนั้นมีจำนวนมากท่านจะเสียท่าได้นะเพคะ” ฉางกวงขบริมฝีปาก

หลีเย่ตอบ “พวกเขามาช่วยคนของเขา ไม่ใช่มายึดที่นี่ เขาไม่น่าจะส่งคนมาเยอะหรอก และไม่น่าจะมีระดับสองเกินสามคนด้วย”

“องค์รัชทายาท ท่านเพิ่งจะเข้าสู่ระดับสองได้เมื่อซักครู่นี้นะเพคะ ท่านคิดว่าจะล้มพวกเขาได้หมดเลยเหรอ?” 

ฉางกวงถามด้วยสีหน้าประหลาดใจ

หลีเย่ยิ้ม “หลีเหยาต้องตกใจมากเมื่อรู้ว่าข้าจับสมุนของเขาได้ เพื่อช่วยคนของเขาแล้วเขาต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเองในฐานะผู้ที่มีระดับสูงที่สุดในตำหนักซิงตอนนี้”

“องค์รัชทายาทคิดจะหลอกล่อให้หลีเหยามาที่นี่หรือ?” ฉางกวงเริ่มตามความคิดหลีเย่ไม่ทัน “ท่านไม่คิดว่าแผนจะมีผิดพลาดบ้างหรือ?”

หลีเย่พูดต่อ “หลีเหยาต้องการเขี่ยข้าให้พ้นจากตำแหน่งองค์ชายอัน ข้าไม่มีเวลามากนักหรอก ข้าจำเป็นต้องจบเรื่องนี้ในคืนนี้เท่านั้น”

ฉางกวงถาม “องค์รัชทายาท ท่านมั่นใจว่าจะล้มพวกเขาได้จริงๆหรือ?”

หลีเย่ไม่ตอบอะไร

หลังจากฉางกวงเดินออกจากห้องไปแล้ว หลีเย่ก็ลองฝึกใช้วิชา เมฆาม่วงแห่งบูรพา

วิชา เมฆาม่วงแห่งบูรพา คือวิชาที่หลีเย่ถนัดที่สุดในโลกที่แล้ว มันทรงพลังกว่าวิชาใดๆทั้งปวงอีก

ในขณะที่ความวุ่นวายใกล้เข้ามา หลีเย่จำเป็นต้องยั้งมือไว้ก่อนที่มันจะแสดงพลังออกมามากกว่านี้

โชคยังดีที่เขาต้องการแค่ทดสอบใช้วิชาดูเท่านั้น

“ดวงตะวันขึ้นทางทิศตะวันออก มวลเมฆเริ่มก่อตัว ภูผาและแม่น้ำกลายเป็นสีม่วง ช่างเป็นภาพที่น่าโหยหายิ่ง” หลีเย่ลองใช้วิชา เมฆาม่วงแห่งบูรพา ดู “เมื่อเล่าซีขี่ควายเขียวข้ามทุ่งฮานงู กลุ่มเมฆสีม่วงจากทิศตะวันออกและลอยผ่านไป เมื่อเห็นแบบนั้นทหารหยินซีจึงระลึกได้ว่า เล่าซีไม่ใช่คนธรรมดา หลายๆคนรู้แค่ว่าหยินซีขอร้องเล่าซีให้สั่งสอนด้วยถ้อยคำจำนวน 5000 คำ แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเล่าซีได้ถ่ายทอดวิชา เมฆาสีม่วงแห่งบูรพา นี้ไว้ก่อนที่จะกลายเป็นหนึ่งในสามมหาเซียน”

“มีผู้ใช้ปราณระดับสูงมากมายในช่วงกลียุค หลายๆคนมีพลังที่ทรงพลังไม่มากน้อยไปกว่ากัน แต่ไม่มีใครที่มีความสามารถทัดเทียม เมฆาสีม่วงแห่งบูรพา ได้เลยซักคน”

“ในช่วงเวลานั้น อาร์คบิชอป เมธิส จากตะวันตกมาถึงประเทศของเรา ด้วยพลังของเขา เขาสามารถล้มผู้ใช้ปราณเก่งๆในประเทศเราอย่างง่ายดาย แต่ถึงกระนั้นข้าก็ใช้วิชา เมฆาม่วงแห่งบูรพา จัดการกับเขาและขับไล่ให้เขาออกไปจากประเทศเราได้”

หลีเย่คิดแบบนั้นและเริ่มทำการฝึก

จากนั้นไม่นานเขาก็ลืมตาด้วยอาการตื่นเต้น “วิชาเมฆาม่วงแห่งบูรพาระดับ 1 – หมัดมวลเมฆา!”

ในช่วงเวลาเดียวกัน ซูเช่าหลีและพรรคพวกก็ได้มาถึงในสวนของหลีเย่แล้ว

หลังจากพวกเขาแจ้งหลีเหยาว่าหลีเย่เข้าสู่ระดับสองแล้ว หลีเหยาก็บอกให้พวกเขาลงมือทันทีตอนที่หลีเย่อยู่ตัวคนเดียว

“เพราะหลิวดูถูกค่ายกลเล็กๆนั่นทำให้ต้องจบชีวิตลงด้วยความเขลา หลีเย่เพิ่งจะกลายเป็นระดับสองได้ไม่นาน ถ้าพวกเราจัดการเขาอย่างรวดเร็วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

ซูเช่าหลีกำชับลูกทีมของเขาอีกครั้ง

“ข้ามีธงเขย่าเมฆา มันคือค่ายกลรูปแบบธง มันคือสุดยอดอาวุธที่ทรงพลังมาก ท่านเหยาให้ข้ายืมเพื่อจัดการกับค่ายกลเล็กๆนั่น”

ซูเช่าหลีครุ่นคิด “ค่ายกลเล็กนี่ทำร้ายหลิวได้ ทำไมนายท่านเหยาถึงไม่หาทางจัดการกับมันกันนะ? หลีเย่เองก็ยังไม่ได้ลงทะเบียนที่หอดูดาวหลวงด้วย ดังนั้นเขาจึงไม่รู้วิธีการใช้วิชาต่างๆแน่! ถ้าไร้ซึ่งค่ายกลเล็กนั่นเขาก็เป็นแค่คนไร้ค่า!”

“เมื่อเราจับเขาได้ เราก็จะรู้ว่านักบวชเต๋าพวกนั้นอยู่ที่ไหน แถมเรายังสามารถเก็บน้ำเต้าหยกจากเขาได้อีก!”

ซูเช่าหลีรู้สึกคึกคักขึ้นมาก เขามองไปที่พวกของเขาอีกสามคนและส่งสัญญาณให้เริ่มการโจมตีได้ โดยสองในสี่เดินนำหน้าด้วยแสงสว่างจากเทียนไขและที่เหลือเดินตามไป

“ซ่งซีเหวินกับคนของเขาทำพลาดไปแล้ว หลี่เย่น่าจะกำลังดีใจอยู่จนลืมนึกถึงการมาของพวกเราแน่ๆ”

ยิ่งพวกเขาใกล้ถึงประตูมากเท่าไหร่ ความตื่นเต้นก็ยิ่งเพิ่มขึ้น “ซ่งซีเหวินกับพวกของเขามันก็เป็นแค่ขยะ พวกเขาทำงานง่ายๆแค่นี้ยังไม่ได้เลย แต่ก็นะ พวกนั้นทำให้พวกเราดูฉลาดขึ้นมาเยอะเลย”

ซูเช่าหลีจ้องไปที่หยกสื่อสารบนข้อมือของเขา มันถูกเปิดใช้งานอยู่และหลีเหยาได้ยินทุกคำพูดหรือเสียงที่พวกเขาทำ

พวกเขาอยู่ห่างจากประตูไม่ไกลมากแล้ว ซูเช่าหลีกลั้นหายใจและพยักหน้าให้กับผู้ใช้ปราณระดับสองอีกคน พวกเขาคือเพื่อนสนิทกันในระดับหนึ่ง จึงทำให้สามารถเดาความคิดกันได้ พวกเขากำลังจะใช้วิชาปราณและทะลวงเข้าไปในห้อง

แต่ทว่าก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น

ประตูถูกเปิดออก พร้อมกับชายในชุดเสื้อคลุมสีดำใช้หมัดทะลวงออกมา

เขาคือหลีเย่นั่นเอง

เขาออกหมัดและใช้วิชาในขณะที่กำลังอยู่กลางอากาศ ท่วงท่าที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นงดงามและลื่นไหลรวดเร็วไม่มีติดขัด “หมัดมวลเมฆา!”

เพียงชั่วพริบตา เมฆสีม่วงก็พุ่งขึ้นมาตรงหน้าพื้นประตู มันดูสวยงามราวกับดวงตะวันที่ลับขอบฟ้าไปบรรจบลงในทะเลเมฆ และหมัดของหลีเย่นั้นก็ราวกับเป็นดวงอาทิตย์สีทอง เปลี่ยนบายากาศในสวนให้ดูสว่างราวกับเป็นเวลากลางวัน

ผู้ใช้ปราณระดับสองที่สบตากับซูเช่าหลีหลกระบวนวิชานั่นไม่ทัน หมัดของหลีเย่พุ่งเข้าใสหน้าอกของเขาจนกระอักเลือด ร่างของเขาพับงอดั่งว่าวที่หัก กระเด็นออกไปไกลและตกลงในสวนดอกไม้พร้อมกับสลบไป

หลีเย่จัดการเขาได้ในหมัดเดียวเท่านั้น!

ซูเช่าหลีเบิกตากว้าง เขาเริ่มกลัวหลีเย่ขึ้นมาทันทีหลังจากที่ได้เห็นแสงสีทองพร้อมกับเมฆสีม่วงนั่น เขาเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีกับชายผู้มีพลังปราณมหาศาลตรงหน้าเขาแล้ว

“นั่นมันกระบวนท่าอะไรน่ะ? ทำไมมันถึงได้รุนแรงแบบนี้?!” ซูเช่าหลีพูดด้วยความหวาดกลัว “หมอนี่มันไม่ไปลงทะเบียนที่หอดูดาวหลวงนี่นา แล้วทำไมถึงใช้กระบวนท่าแบบนั้นได้!”

ในจังหวะคับขันแบบนี้ซูเช่าหลีตะโกนและโบกมือพร้อมกับถอยหนีอย่างรวดเร็ว “เคล็ดวิชาเพลิงโลกันต์!”

จากนั้นก็มีลูกไฟสามลูกขนาดใหญ่ พุ่งออกมาจากมือของเขาไปทางหลีเย่

ซูเช่าหลีคือผู้ใช้ปราณระดับสองมาหลายปีแล้ว วิชาของเขาจึงไม่ธรรมดาแต่เมื่อเขาผนวกรวมเข้ากับพลังปราณภายในของเขามันทำให้เขาสามารถใช้ลูกไฟได้สามลูก ในขณะที่คนอื่นๆในระดับนี้เรียกได้แค่สองลูก

ถึงแม้ว่าลูกไฟเหล่านั้นจะไม่ใหญ่มากแต่ก็สามารถทลายโล่ของกองทหารได้ ซึ่งถ้าใช้มันถูกเวลาก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้เหมือนกัน

หลีเย่ไม่ได้สนใจลูกไฟเหล่านั้น เขาสะบัดแขนเสื้อและตะโกน “ลูกไม้ตื้นๆ!”

ลมปราณและโล่ขาวสูงสี่ฟุตถูกสร้างขึ้นตรงหน้าเขา ลูกไฟทั้งสามลูกชนโล่นั่นและไม่ขยับเขยื้อนไปไหน

ซูเช่าหลีเบิกตากว้าง

ยังไม่หมดแค่นั้น หลีเย่ชี้ไปที่ลูกบอลทั้งสามนั่นและมันก็พุ่งกลับไปหาซูเช่าหลี

“ทำไมถึงเป็นแบบนี้?!” ซูเช่าหลีตะโกน เขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน เขารู้แค่ว่าหลีเย่ใช้พลังโล่ปราณและพลังเคลื่อนย้ายสิ่งของ เพื่อป้องกันลูกไฟนั่นและย้อนมันกลับมาหาซูเช่าหลี

“ไม่เคยมีใครในระดับเดียวกับข้าทำแบบนี้ได้มาก่อนนะ!” ซูเช่าหลีตะลึง “ส่วนใหญ่ต้องใช้เวลานับยี่สิบปีเพื่อใช้พลังในการเคลื่อนย้ายเจ้าลูกไฟนั่น แต่ทำไมหลีเย่ถึงทำได้ล่ะ!”

ซูเช่าหลีเริ่มกังวล ลูกไฟนั่นทรงพลังมาก และมันในตอนนี้ถูกใช้กลับมาเล่นงานเขาเสียเอง

“โล่ปราณ!” ซูเช่าหลีวาดวงกลมไปด้านหน้าด้วยมือ และโล่สีขาวขนาดราวๆ 30 ฟุตก็ก่อตัวขึ้นมา ไม่เหมือนกับหลีเย่ที่สามารถเรียกมันขึ้นมาได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาในการร่าย

แคร้ง! เคร้ง! แคร้ง! ลูกไฟสามลูกกระแทกเข้ากับโล่และระเบิดออกเป็นควันไฟ ซูเช่าหลีจำเป็นต้องถอยออกมาจากแรงระเบิด

ไม่เพียงแค่นั้นลูกไฟนั่นยังทลายโล่ปราณของซูเช่าหลีพร้อมกับทิ้งรอยแผลไฟไหม้ไว้บนหน้าอกของเขาจนต้องกระอักเลือดออกมา

มีแค่ผู้ใช้ปราณระดับเดียวกันเท่านั้นถึงจะสามารถป้องกันการโจมตีในระดับเดียวกันได้ แล้วหลีเย่ที่สามารถป้องกันและสะท้อนการโจมตีไปพร้อมๆกันเขาอยู่ในระดับไหนล่ะ?

ซูเช่าหลีรู้สึกโล่งอกที่สามารถป้องกันลูกฟั้งสามได้ และไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก นั่นหมายความว่าเขายังสามารถสู้ต่อได้ เขาดีใจได้เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้น แล้วสีหน้าเขาก็เปลี่ยนทันที

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top