ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 11 ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์

 19 Views

TERTA:บทที่ 11 ข้ารับใช้ผู้ซื่อสัตย์

ตำหนักองค์ชายอัน

“ทันทีที่เจ้าไปยังไท่ฉวนและได้เข้าสู่วังวนวิถีเซียนกับขั้นตอนการฝึกปราณทันทีที่อ่านคัมภีร์จบ นี่เจ้ายังเป้นคนอยู่รึเปล่าเนี่ย?”

“เจ้าพูดอะไรน่ะ? ข้าจะโกหกเจ้าไปทำไมกัน? ท่านนายพลฉางกวงบอกว่าปรมาจารย์หยวนได้ทิ้งของเหล่านั้นเอาไว้เพื่อรอให้คนที่ฟ้าลิขิตไว้มาไขว้คว้ามันต่างหาก และสุดท้ายแล้วองค์รัชทายาทก็คือเขาคนนั้นไง!”

“เป็นไปไม่ได้! ไม่น่าเชื่อ! องค์รัชทายาทคือคนที่ถูกกำหนดเอาไว้รึเนี่ย? ไม่สิ… เขาคือร่างอวตารของปรมาจารย์หยวน!”

พวกทหารที่กลับมาจากไท่ฉวนต่างก็คุยเรื่องๆที่เกิดขึ้นที่นั่น

ไม่ใช่แค่ที่พักของทหารพวกนั้นเท่านั้น เรื่องนี้ยังถูกพูดถึงไปทั่วทั้งตำหนักเลยทีเดียว พวกเขาพยายามาพูดให้ทุกคนหันมามองข้อดีขององค์รัชทายาทเสียบ้าง ซึ่งเรื่องพวกนั้นก็ทำเอาข้าราชการและคนอื่นๆช็อคไปตามๆกัน

“องค์รัชทายาที่เพิ่งผ่านการฝึกปราณแต่กลับล้มผู้ใช้ปราณระดับสองได้ในหมัดเดียวอย่างนั้นเหรอ?”

ในโรงนอนทหารที่มีผู้นำเป็นสุดยอดนักรบมองไปที่ฉางกวง

ทหารทั้งแปดร้อยคนของที่นี่อยู่ภายใต้การบัญชาของผู้นำที่ต่างกันออกไปแปดคน

ฉางกวงยังคงสงบสติได้คนเดียวไม่เหมือนกับนายพลคนที่เหลือ เธอจิบชาและไม่สนสายตาของทุกคน คำพูดของเธอนั้นเชื่องช้าแสดงได้ถึงความจริงจัง

“น้ำเต้าหยกนั่นบรรจุค่ายกลเต๋าเอาไว้ในวิหารไท่ฉวน และตอนนี้มันก็เป็นขององค์รัชทายาทแล้วด้วย คงไม่มีใครที่จะกล้าหือกับผู้ใช้ปราณที่มีอุปกรณ์เวทย์มนต์ใช่ไหมล่ะ?” ฉางกวงพูดอย่างสีหน้าเรียบเฉย

“อุปกรณ์เวทย์มนต์!” ทุกคนมองหน้ากันและกันด้วยสายตาประหลาดใจ

สำหรับพวกเขาแล้วอุปกรณ์เวทย์มนต์นั้นเป็นสิ่งที่หาได้ยากมาก ผู้ใช้ปราณระดับหนึ่งที่มีอุปกรณ์เวทย์มนต์ระดับ 1 ชิ้นเดียวก็สามารถล้มเซียนนักรบได้หลายสิบคนแล้ว

“เป็นเวลากว่าร้อยปีที่มีหลายคนพยายามเรียนรู้คัมภีร์เล่มนั้น แต่ก็ไม่มีใครทำสำเร็จซักคนเลย แต่คราวนี้องค์รัชทายาทกลับทำมันได้แถมยังได้อุปกรณ์เวทย์มนต์มาอีก… เขาช่างโชคดีเสียนี่กระไร”

“องค์รัชทายาทจะต้องยิ่งใหญ่ในอนาคตอย่างแน่นอน!”

ทุกคนต่างเชิดชูในเรื่องราวที่ได้ฟังมาขององค์รัชทายาท

ฉางกวงวางถ้วยชาลงมองไปยังพวกเขาทั้งหมด อย่างน้อยพวกเขาก็ยังมีความเลื่อมใสอยู่บ้าง เธอพูด “ตอนนี้องค์รัชทายาทสำเร็จการใช้ปราณแล้วแถมยังใช้โชคแห่งเต๋ามาอีก ตำแหน่งองค์ชายอันต้องเป็นของเขาแน่ๆ ในฐานะขององครักษ์แห่งตำหนักอัน พวกเรามาสาบานตนต่อองค์รัชทายาทกันเถอะ!”

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ทำสีหน้าเคร่งเครียดโดยพร้อมกัน

ต่อให้หลีเย่จะกลายเป็นผู้ใช้ปราณก็จริง พวกเขาก็ยังคงหัวเราะเมื่อได้ฉางกวงพูดแบบนั้น

ตำแหน่งองค์ชายอันนั้นมีความสำคัญมาก

เมื่อครั้งจักรพรรดิฉวนซงยังมีชีวิตอยู่ องค์ชายอันกลายเป็นยอดเซียนแห่งการใช้ปราณ ในทางการเมืองเขาทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันโดยสันติได้ และในด้านการทหารเขาคือยอดนักรบผู้เก่งกาจที่กำราบเหล่ากบฎมาแล้วทุกสมรภูมิ

ในตอนนี้ยังไม่มีจักรพรรดิขึ้นสืบทอดบัลลังก์ องค์ชายอันและบุตรของเขาทั้งสามสิบคนเปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีของที่นี่,ทั้งแม่ทัพแห่งหกกองพลและกองทหารราชองครักษ์

ก๋งเจวี่ยทั้งหลายเองก็มีตำหนักและกองทหารส่วนตัว ได้รับการดูแลอย่างดีจากทั้งสามกระทรวง

แถมยังได้รับมอบ ดาบศักดิ์สิทธิ์ จากจักรพรรดิอีก ดาบแห่งองค์จักรพรรดิที่มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ใช้ได้

แสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่จักรพรรดิฉวนซงมอบให้แก่องค์ชายอันเป็นอย่างมาก

หลังจากที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบันขึ้นครองราชย์ องค์ชายอันได้รับหน้าที่ให้ปราบปรามกบฎฉวนวูรวมไปถึงขับไล่กองทัพหนานเฉาที่มารุกรานมณฑลฉวนจากทางเหนือ

หลังจากนั้นเขาก็ได้รับตำแหน่งไต้จี้ และมีอำนาจมากที่สุดจนถึงตอนนี้

ถ้าไม่ใช่ว่าองค์ชายอันเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุระหว่างการปราบกบฎปังซุนเมื่อสองปีที่แล้ว ตำแหน่งของเขาก็คงจะเหนือกว่าทั้งหกกรมในตอนนี้เสียอีก!

ฝีมือขององค์ชายอันไม่ใช่แค่เป็นเพียงสุดยอดในราชสำนักเท่านั้น แต่ยังเป็นที่สุดในราชวงศ์ถังในช่วงร้อยปีที่ผ่านมาอีกด้วย

นั่นคือที่สุดของผู้ใช้ปราณที่แทบไม่มีใครสามารถไปถึงขั้นนั้นได้

แต่ตอนนี้มันกลับเปลี่ยนไปแล้ว หลีเย่สำเร็จการใช้ปราณได้ในเวลาเพียงวันเดียว,ได้รับอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่ไท่ฉวน และยังปราบผู้ใช้ปราณระดับสองได้อีก มันไม่ใช่ความสามารถธรรมดาๆแล้ว

“ในเมื่อเป็นแบบนั้น พวกเราเองก็ควรที่จะถวายความภักดีต่อองค์รัชทายาทด้วยชีวิต!”

“หวังว่านายพลฉางกวงจะช่วยพวกเราสาขานตนกับองค์รัชทายาทนะ!”

นายพลทั้งหมดลงความเห็น

หลีเย่ในตอนพิธีการนั้นถูกผู้คนเหยียดหยามมาโดยตลอด แต่ตอนนี้มันกลับเปลี่ยนไปแล้ว!

“ข้ารับปาก” ฉางกวงยิ้มออกมาอย่างงดงาม บวกกับใบหน้าที่สวยงามและริมฝีปากสีแดงของเธอนั้นทำให้ทุกคนในที่นี้ต้องหลงไหล

เมื่อเห็นสายตาของทุกคนแบบนั้น ฉางกวงจึงนึกขึ้นได้และมองพวกเขาด้วยความฉุนเฉียว “พวกเจ้ามองอะไรกัน?”

นายพลทุกคนไอเพื่อกลบเกลื่อนพร้อมกับเบือนหน้าหนี

เมื่อหลีเย่กลับมาที่ตำหนัก เขารู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาอย่างแปลกประหลาดจากทุกคน

ในตอนนี้เขากลายเป็นผู้ใช้ปราณแล้วทำให้ประสาทสัมผัสของเขาเฉียบคมขึ้นมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป เขารับรู้ได้ถึงความผิดปกติหลายอย่าง

ทหารยามหน้าประตูตะโกนอย่างกล้าหาญทันทีที่เห็นหลีเย่เดินเข้ามาจากระยะไกล “ยินดีต้อนรับกลับขอรับองค์รัชทายาท!”

เสียงของพวกเขาดังเยี่ยงฟ้าผ่าจนหลีเย่เกือบตกใจกลัว

ข้าราชบริพารยืนกันเรียงรายสองข้างทางทั้งหมดโค้งคำนับเขาพร้อมทาบมือหนึ่งข้างไว้บนอกรอให้เขาเดินผ่าน

พวกนางกำนัลในชุดผ้าไหมหรูหรามองเขาด้วยสายตาเย้ายวนยิ่งแม้ว่าหลีเย่จะเดินผ่านไปไกลแล้วก็ตาม

เมื่อครั้งอดีตพวกเขาทั้งหมดไม่เคยมีปฏิกิริยาแบบนั้นเลยจนกระทั่งตอนนี้

ในความทรงจำของหลีเย่ เขาจำได้ว่ามีเพียงองค์ชายอันเท่านั้นที่จะได้รับความเคารพแบบนี้

“ไม่จริงน่า ข้าแค่เพิ่งผ่านการฝึกปราณมาแต่พวกเขากลับยอมรับข้าทันทีเลยเหรอ? ไม่น่าใช่ม้าง บางทีข้าไม่ควรจะแสดงอะไรแบบนั้นที่ราชสำนักสินะ” หลีเย่เอามือลูบคางคิดไปแบบนั้น

ไม่ใช่แค่เพียงทหารที่ติดตามเขาไปที่ไท่ฉวนเท่านั้น แต่เป็นทุกคนในตำหนักแห่งนี้เลยทีเดียว

“ในฐานะของข้ารับใช้ตำหนักอันเจ้าควรจะยืนให้แข้งแกร่งดั่งต้นสนและเดินให้รวดเร็วดั่งสายลมสิ! ถ้าองค์รัชทายาทเห็นกิริยาเชื่องช้าแบบเจ้า เขาอาจจะไม่พอใจและซัดเจ้ากระเด็นในหมัดเดียวก็ได้นะ!”

หลีเย่ได้ยินทหารคุยกันที่สวน ถึงจริงๆแล้วมันจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรก็ตามเถอะ แต่ฟังจากน้ำเสียงของพวกเขาแล้ว ทหารทุกนายในที่นี้น่าจะพร้อมที่จะรับใช้เขาอย่างซื่อสัตย์แล้ว

“องค์รัชทายาท!” ทหารยามเงยหน้ารับหลีเย่ทันทีที่เขามาอยู่ตรงหน้า

หลีเย่ระลึกได้แล้วว่าทหารที่ติดตามเขาไปยังไท่ฉวนเริ่มสัมผัสได้ถึงบารมีของเขา

พูดให้ถูกก็คือทหารที่ติดตามไปที่ไท่ฉวนหลังจากที่กลับมาก็เริ่มแพร่กระจายข่าวลือของหลีเย่ไปและทำให้ทุกคนยอมรับในตัวของหลีเย่ได้ในที่สุด

หลีเย่มองทหารหนุ่มที่มีสิวเต็มหน้าพร้อมสายตาเต็มไปด้วยกำลังใจ หลีเย่พยายามจะบอกให้เขาไม่ต้องเคร่งากนักเท่าไหร่ แต่เขาก็เปลี่ยนเป็นตบบ่าทหารคนนั้นพร้อมกับพูด “ทำได้ดีมาก”

ทหารคนนั้นตอบกลับด้วยเสียงอันดังก้องหลังจากที่ได้รับคำชมเชยจากหลีเย่ “เป็นพระคุณอย่างยิ่งขอรับ!”

หลีเย่พยักหน้าและเดินจากไปพร้อมมือไพล่หลัง แต่เขาก็ยังได้ยินเสียงที่ทหารคนนั้นกำลังพร่ำสอนข้ารับใช้คนอื่นๆ

หลังจากที่สวนหลีเยก็เรียกฉางกวงให้มาหาเขา

เขารู้ดีว่านี่เป็นผลจากการที่ฉางกวงสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่เพื่อเติมเต็มความต้องการของหลีเย่ ฉางกวงได้แบ่งทหารออกเป็นหกกองและจดให้ดูแลแต่ละเขตที่ต่างกัน

หลีเย่มองไปที่ฉางกวงในชุดเกราะออกศึกเต็มยศและกล่าวชมเชย “เจ้าจัดการพวกเขาได้ดีมากเลย”

“มันเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้วเพคะ!” ฉางกวงน้อมรับคำชมนั่น

บุคลิกของเธอทำให้หลีเย่ระลึกไปถึงความหลัง

ชาติที่แล้วของเขา ในช่วงที่เขาไม่เหลืออะไรอีกแล้วในชีวิต ก็มีฉางกวงนี่แหละที่คอยเคียงข้างเขา

นักรบนางนี้ ผู้ที่จับดาบฆ่าฟันเป็นเพียงอย่างเดียว นางกลับเรียนรู้วิธีการทำอาหารเพื่อช่วยเหลือหลีเย่เมื่อครั้งตกทุกข์ได้ยาก ถึงสุดท้ายนางจะทำเพียงแค่อาหารไหม้ๆรวมไปถึงเกือบจุดไฟเผาห้องครัวมาแล้วก็เถอะ

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งลงก่อนสิ” หลีเย่บอก “ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า”

“ท่านกังวลเกี่ยวกับพวกนักบวชเต๋าพวกนั้นหรือเพคะ?” ฉางกวงเป็นคนที่ไหวพริบดี เธอรู้ว่านักบวชพวกนั้นต้องมีใครอยู่เบื้องหลังแน่ๆ

หลีเย่ตัดสินใจบอกเธอทุกอย่าง “นักบวชพวกนั้นคือคนจากหลีเหยาส่งมาลอบสังหารข้า”

ฉางกวงเบิกตาโพลงพร้อมด้วยอาการตกตะลึง ก่อนที่จะระเบิดความโกรธในจิตใจราวกับว่าจะพุ่งไปฆ่าหลีเหยาเสียเดี๋ยวนี้ “จะให้ข้าทำอย่างไรดีเพคะ?”

เธอยังพูดต่อ “ตอนนี้คนของเขาอยู่ในกำมือของพวกเรา หลีเหยาต้องกลัวมากแน่ๆว่าความลับจะถูกเผยแพร่ออกไปและอาจต้องโทษประหารชีวิต และเพราะเป็นแบบนั้นหลีเหยาจึงส่งคนมาช่วยสองนักบวชนั่น!”

หลีเย่ภูมิใจที่มีข้ารับใช้ฉลาดหลักแหลมขนาดนี้ เขาพูดด้วยรอยยิ้ม “นั่นคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงต้องให้เจ้าพวกนั้นกลับมาที่ตำหนักของข้า หลีเหยาไม่นิ่งเฉยแน่ๆ และข้าจะไม่สามารถขึ้นเป็นตำแหน่งองค์ชายอันได้หากข้ายังไม่กำจัดหลีเหยา”

ฉางกวงเอ่ยปากถามด้วยสายตาเปล่งประกาย “ท่านมีแผนงั้นหรือ?”

หลีเย่ซดน้ำชาเบาๆก่อนพูดขึ้นอย่างช้าๆ “แผนล่อเสือออกจากถ้ำ”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top