ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 9 อุปสรรค

 36 Views

TERTA:บทที่ 9 อุปสรรค

หลังจากที่ฆ่าหลิวแล้ว ทหารทุกนายก็เก็บอาวุธแล้วกลับมาประจำที่โดยให้คนที่บาดเจ็บมีเพื่อนคอยพยุง

พวกทหารมองหลีเย่ด้วยสายตาเป็นประกาย “องค์รัชทายาทช่างแข็งแกร่งยิ่ง!”

ดวงตาของฉางกวงลุกเป็นไฟเมื่อได้เห็นภาพเหล่านั้น

การโจมตีของหลีเย่เมื่อกี้ทำเอาทุกคนตื่นเต้นไปตามๆกัน

เขาสามารถล้มผู้ใช้ปราณระดับสองได้ด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวหลังจากเรียนรู้การใช้ปราณ นั่นคือสิ่งที่พวกทหารกำลังมองหาอยู่ในตอนนี้ เจ้านายที่แข็งแกร่ง ยิ่งไปกว่านั่นคือหลีเย่ไม่ลังเลที่จะปลิดชีวิตหลิวในทันทีอีก ความกล้าหาญเหล่านั้นจะฝังลึกเข้าไปในจิตใจของพวกทหารไปตลอดกาล

ในที่สุดทหารนับร้อยนายนี้ก็จงรักภักดีต่อหลีเย่อย่างสุดหัวใจ

บนหลังคานั่นมังกรทองของหลีเย่วนเวียนอยู่รอบๆเขา ปราณสีขาวและแดงลอยเข้าสู่ตัวมัน กลายเป็นส่วนหนึ่งของทะเลปราณของหลีเย่

หลังจากสัมผัสได้ถึงทะเลปราณในร่างของเขา หลีเย่เลิกคิ้วขึ้น

การที่เขาได้โชคมาจากหลายร้อยคนแบบนี้ ทำให้การฝึกใช้ปราณระดับหนึ่งของเขาเสร็จสิ้น หลีเย่ในตอนนี้ไม่สามารถถูกผู้ใช้ปราณระดับหนึ่งล้มได้อีกต่อไป!

หลีเย่แอบขำเล็กน้อยพลางมองไปยังทิศทางที่เมืองฉางอันตั้งอยู่

ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะน้ำเต้านี่ยกระดับเป็นขั้นสอง แถมยังมีตัวช่วยเหลืออย่างหลิวโผล่มาล่ะก็ เขาคงไม่สามารถเก็บเกี่ยวค่าโชคจากทหารนับร้อยของเขาได้หรอก

ในขณะที่ความวุ่นวายกำลังจะมาถึง ตอนนี้หลีเย่ได้รับความไว้วางใจจากทหารนับร้อยซึ่งต่างจากเขาในอดีตเป็นอย่างมาก อย่างน้อยเขาก็สำเร็จในขั้นตอนการ รวบรวมกำลังพลเพื่อสร้างกองกำลังของตัวเอง แล้ว

การเริ่มต้นมันลำบากทุกการผจญภัยเสมอ ตอนนี้เขาได้เริ่มก้าวแรกในการเติมเต็มความทะเย่ทะยานอันยิ่งใหญ่ของเขาแล้ว

ถึงกระนั้นหลิวช่างโชคร้ายยิ่ง เขาไม่น่าโจมตีค่ายกลเล็กนั่นด้วยดาบเดียวจนโดนสวนกลับแบบนั้นเลย แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าน้ำเต้านั่นจะบรรจุค่ายกลใหญ่นั่นไว้

ฉางกวงได้ออกคำสั่งให้รักษาทหารที่บาดเจ็บจากหลิวโดยไม่ต้องรอหลีเย่ คนที่ตายก็จะถูกพากลับไปยังเมือง

“โชคของทหารยังไม่พอที่จะยกระดับข้าให้เข้าสู่ระดับสองได้ แต่ที่ตำหนักของข้ายังมีอีก 800 คนเหลืออยู่ ถ้าข้าทำให้พวกเขาภักดีต่อข้าได้ โชคของพวกเขาก็น่าจะทำให้ข้าเข้าสู่ระดับสองได้…” หลีเย่กระโดดลงมาจากหลังคามองไปที่ทหารของเขา

พวกทหารและเหล่าที่ปรึกษารวมไปถึงเสนาบดีทั้งหลายต่างก็ถูกหลีเหยาติดสินบนไปหมดแล้ว พวกเขาเหล่านั้นกำลังรอให้หลีเหยากลายเป็นเจ้านายใหม่อยู่

หลีเย่จำได้จากชาติที่แล้วของเขา ว่าเหตุการณ์เหล่านั้นกำลังจะเกิดขึ้นหลังจากที่เขากลับไป

ไม่ใช่แค่เพียงหลีเหยาเท่านั้นที่สัมผัสได้ถึงพลังจากยอดเขาเขมือบเมฆาแห่งนี้ ผู้ใช้ปราณหลายๆคนเองก็สัมผัสมันได้เช่นกัน

มีผู้ใช้ปราณมากมายในราชสำนักถัง รวมไปถึงมีถึงระดับ 7 เลยด้วยซ้ำไม่สำคัญหรอกว่าใครจะฝึกปราณได้ระดับไหนก็ตาม การที่หลีเย่สามารถฝึกปราณได้นั้นย่อมกลายบุคคลที่เหนือคนธรรมดาและนั่นก็ทำให้ราชสำนักเริ่มจับตามองเขา

หลายๆคนรวมไปถึงองค์ชาย,ก๋งเจวี่ย และขุนนางทั้งหลายต่างก็รู้อยู่แล้วว่าหลีเย่ไปที่ยอดเขาไท่ฉวน

ไต้จี้ กง,ก๋งเจวี่ย เฉิน และองค์ชายเย่ ต่างก็มาในพิธีก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ของหลีเย่กันทั้งนั้น และทันทีที่เกิดสัมผัสประหลาดจาก

ไท่ฉวน พวกเขาก็ส่งกระแสจิตติดต่อกันทันทีว่าหลีเย่นั้นได้มาซึ่งโชคแห่งเต๋าแล้ว

“ข้าว่าไม่ใช่หลีเย่หรอก ถ้าใครจะไปทำอะไรที่ยอดเขาไท่ฉวนได้ เขาคนนั้นต้องไม่ใช่

หลีเย่ เพราะว่าไม่มีใครเป็นสักขีพยานยังไงล่ะ”

ในโรงน้ำชาแห่งโชคลาภและสันติสุข ก๋งเจวี่ยเฉินมองไปที่ถนนจากหน้าต่างก่อนจะหันกลับมาพูดกับไต้จี้กงและองค์ชายเย่ “หลีเย่ไม่สามารถใช้ปราณได้เป็นเวลา 20 ปี มันมีโอกาสต่ำมากที่เขาจะได้ทั้งคัมภีร์หยวนและโชคแห่งเต๋าพร้อมๆกัน”

“โอกาสต่ำเหรอ? ข้าว่าเป็นไปไม่ได้มากกว่า”

องค์ชายเย่บอกด้วยสีหน้าเหยียดหยาม เขาคือเซียนนักรบและไม่เคยเข้าขั้นตอนการฝึปราณ เขาไม่เชื่อหรอกว่าหลีเย่จะทำได้ 

“เจ้ารู้ไหมว่ามีกี่คนกันที่สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการฝึกปราณได้ด้วยอายุเพียงยี่สิบ? พวกนั้นน่ะเป็นอัจฉริยะทั้งนั้น ไม่มีที่หลีเย่จะเป็นแบบนั้นได้อยู่แล้ว”

ไต้จี้กงนั่งอยู่ในมุมที่เห็นประตูเมือง ในฐานะที่เขาเป็นผู้ใช้ปราณระดับสาม เขาสามารถระบุได้เลยว่ามีใครเข้าออกเมืองมาบ้างแม้จะมีเป็นหลักร้อยคนก็ตาม “ถ้าพวกเราต้องการคำตอบ ก็ได้แต่ต้องรอให้เขากลับมาเท่านั้น ซึ่งก็น่าจะไม่นานเกินวันนี้หรอก”

“ขอปฏิเสธ ข้าไม่เชื่อหรอก เสียเวลาเปล่าๆ” องค์ชายเย่ซดน้ำชาอย่างไม่สนใจใยดี

ไม่นานนัก ไต้จี้กงก็บอกกับพวกเขา “เขามาแล้ว”

สุดสายตาของเขา ชายชุดเขียวพร้อมด้วยเข็มขัดหนังสัตว์กำลังเดินทางด้วยม้าของเขาภายใต้การอารักขาจากทหารตัวเล็กเกราะบาง ชายผู้นำกองทหารนับร้อยเดินทัพผ่านประตูเมืองเข้ามา

“ใช่เขาจริงๆด้วย หลีเย่” ก๋งเจวี่ยเฉินเดินมาที่หน้าต่างเพื่อมุมมองที่ดีขึ้น

องค์ชายเย่กำลังจะลุกขึ้นแต่ก็นั่งลงไปที่เดิม “เป็นไงบ้าง? เขาได้ผ่านขั้นตอนการฝึกปราณหรือไม่?”

“บอกไม่ได้หรอก แต่ดูจากทหารของเขาที่ดูราวกับว่าได้รับชัยชนะกลับมานี่มันดูเหมือนว่า…” ก๋งเจวี่ยเฉินมองไปที่ไต้จี้กง

“เขาใส่ชุดเด่นแบบนั้นไม่กลัวเป้นขี้ปากชาวบ้านบ้างรึไง?” องค์ชายเย่แขวะเขา

ทันใดนั้นก๋งเจวี่ยเฉินและไต้จี้กงก็ต้องตะลึงไปตามๆกัน

ตรงหน้าฝูงชนนั้นได้มีแมวสีขาวตัวหนึ่งหลุดไปจากอ้อมอกของเด็กสาวคนนึงและพุ่งไปหยุดที่หน้าม้าของหลีเย่ ในขณะที่เธอพยายามจับมันจึงไม่ได้สังเกตว่าม้าของหลีเย่กำลังเดินมาทางเธอจนเกือบจะเหยียบเธอเข้าให้แล้ว

แต่แล้วหลีเย่ก็โบกมือของเขา แล้วเด็กคนนั้นก็ลอยมาอยู่ในอ้อมแขนของหลีเย่

หลังจากที่เห็นแบบนั้นกงเจวี่ยเฉินก็พูดขึ้น “พลังเคลื่อนย้ายสิ่งของ!”

ไต้จี้กงพูดเสียงเรียบ “การที่เขาใช้พลังแบบนั้นได้ นั่นหมายความว่าเขาเป็นผู้ใช้ปราณแล้ว”

องค์ชายเย่ตัวสั่นไม่ยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้น เขาเดินไปที่หน้าต่างก็เห็นหลีเย่ลงจากม้าและพาเด็กคนนั้นไปให้กับข้ารับใช้ที่วิ่งเข้ามาเขา

“เป็นไปไม่ได้…” องค์ชายเย่พึมพำกับตัวเองโดยที่ไม่สนว่าทั้งสองคนข้างๆจะมองเขาอย่างไร พูดแบบนั้นแล้วทำให้เขาเริ่มมีอารมณ์ขุ่นมัวในใจ

“หลีเย่มันเป็นแค่ขยะไร้ค่าแท้ๆ…” องค์ชายเย่ไม่สบอารมณ์แบบสุดๆ ถ้าขยะอย่างหลีเย่ยังสามารถใช้ปราณได้ แล้วเขาจะยังมีอะไรเหลืออีกล่ะ?

ก๋งเจวี่ยเฉินและองค์ชายเย่กลับมาที่โต๊ะของพวกเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจ และพูดกับไต้จี้กง “ดูท่าว่ากำลังจะเกิดอาเพศขึ้นในเมืองนี้เสียแล้วล่ะ หากหลีเย่ใช้พลังปราณได้จริง”

ไต้จี้กงตอบกลับช้าๆ “มันเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับราชวงศ์หลีที่ได้มีผู้ใช้ปราณคนใหม่”

ก๋งเจวี่ยเฉินพูด “ฝ่าบาท ต่อให้หลีเย่ใช้ปราณได้นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะได้ตำแหน่งองค์ชายอันนะ มันควรจะเป็นของหลีเหยามากกว่า”

ไต้จี้กงพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย “แม้ว่าทั้งราชสำนักจะเกลียดเพราะแม่ของเขาเป็นสามัญชนก็เถอะ แต่เขาก็ใช้ปราณได้แล้วนั่นจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาอีกต่อไป”

ก๋งเจวี่ยเฉินพูดไม่ออก ถึงกระนั้นเขาก็ยังไม่เห็นด้วยกับคำพูดเหล่านั้นอยู่ดี

องค์ชายเย่ไม่พอใจที่ทั้งสองมัวแต่คุยกันเรื่องของหลีเย่โดยที่ไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย เหมือนกับว่าเขาถูกกีดกันให้เป็นคนนอก ความโกรธเคืองเริ่มก่อตัวในใจของเขาแต่เขาก็ไม่มีที่จะไประบายมัน

หลีเย่ไม่ได้กลับไปที่ตำหนักทันที แต่ให้ฉางกวงพานักบวชเต๋าทั้งสองกลับไปที่ราชสำนักแทน

ทางราชสำนักต้องมีคำตอบให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ หลีเย่เองก็ต้องไปรายงานเรื่องการฝึกปราณในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

หลีเย่ไม่ยอมให้เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว เขารู้ดีว่าหลีเหยาเป็นผู้ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมด

ขั้นตอนแรกสำหรับผู้ที่ผ่านการฝึกปราณมานั่นก็คือต้องไปรายงานตัวที่หอดูดาวหลวงที่ซึ่งเป็นดั่งศูนย์กลางของลัทธิเต๋าและสิ่งของเวทย์มนต์ต่างๆในโลกนี้ เพื่อไปทำการบันทึกสำนวนรายการถึงพลังปราณที่เขาหรือเธอสามารถใช้ได้

ถ้ากระทรวงขุนนางมีหน้าที่จัดการดูแลเหล่าชนชั้นสูงทั้งหลาย หอดูดาวหลวงก็มีหน้าที่จัดการดูแลเหล่าผู้ใช้ปราณทั้งหลาย ในเมื่ออดีตครั้งที่ปรมาจารย์หยวนยังมีชีวิตอยู่ที่นี่ เขาก็มาลงทะเบียนกับหอดูดาวหลวงนี่เหมือนกัน

แต่หลีเย่ก็ยกเรื่องนี้ออกไปก่อน เขามีเรื่องที่สำคัญกว่านั้น

ราชสำนักหลวงตั้งอยู่ทางตะวันตกของเมือง ด้วยประตูและชายคาสีชาด อาคารนี้จึงดูหรูหราอลังการเตะตามาก หลังจากเข้ามาได้แล้วหลีเย่มองหาฝ่ายที่จัดการเรื่องบรรดาศักดิ์ขุนนาง และก็มีชายสวมชุดสีเขียววิ่งมาหาเขาด้วยความดีใจที่ได้เห็นเขา “นี่มันองค์รัชทายาทมิใช่หรือ? ลมอะไรหอบท่านมาล่ะวันนี้?”

หลีเย่รู้ว่าเขาคือขุนนางระดับ 7 ของ

ราชสำนักนาม หลีกวงเฉียน เขาคือผู้ที่ทำตัวไม่รู้ไม่ชี้เสมอกับการกระทำของหลีเหยา รวมไปถึงดูถูกดูแคลนหลีเย่อีกด้วย เขาเชื่อสุดตัวว่ายังไงหลีเย่ก็ไม่มีทางใช้ปราณได้

หลีเย่มองที่หลีกวงเฉียน แต่ก็เลือกที่จะเมินเขาไป เขารีบเดินไปตามทางเดิน

หลีกวงเฉียนเดินไปดักหน้าเขา “มีอะไรหรือเปล่า? ท่านไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ? อย่าบอกนะว่าไอ้ขยะไร้ค่าอย่างท่านจะกลายเป็นไอ้หูบอดตาบอดแล้วน่ะ?”

หลีเย่ขมวดคิ้วใส่เขา “สุนัขรับใช้ที่ดีไม่ควรขวางทางเจ้าของนะ”

“หน๊อยแน่…” หลีกวงเฉียนกำหมัด

เมื่อครั้งอดีตหลีเย่พยายามหลบหน้าหลีกวงเฉียนเพื่อที่ไม่อยากจะสร้างปัญหาไปมากกว่านี้

ยิ่งไปกว่านั้นหลายๆคนเองก็คิดไว้แล้วว่าหลีเย่ไม่สามารถเข้ารับตำแหน่งองค์ชายอันได้แม้กระทั่งในงานพิธีการก้าวย่างสู่ความเป็นผู้ใหญ่

หลีกวงเฉียนพูดข่มขู่หลีเย่ด้วยน้ำเสียงและบริบทที่ไม่ใช่แบบเดิม “เจ้าขยะไร้ค่า! นี่เจ้ากล้าดียังไงถึงได้พูดกับข้าแบบนี้? เจ้าไม่กลัวว่าข้าจะฆ่าเจ้าได้ด้วยหมัดเดียวอย่างนั้นเหรอ?”

หลีเย่เย้ยหยันเขา “ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ”

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top