ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 7 โชค

 33 Views

TERTA:บทที่ 7 โชค

หลังจากที่ขอยืมพลังมังกรปราณเพื่อใช้ในการเรียนรู้จากคัมภีร์เต๋าเสร็จสิ้น หลีเย่ก็กลายเป็นผู้ใช้พลังปราณและเข้าใจถึงหลักการใช้งานของมังกรปราณ

ว่ากันง่ายๆ ก็คือโชคน่ะแหละ

“ราชสำนักช่างโชคดียิ่ง ถ้าสำหรับตัวบุคคลก็คือ โชคของแผ่นดินอย่างยิ่ง มันคือโชคของลัทธิเต๋า”

หลีเย่ผู้ซึ่งเคยเป็นยอดเซียนแห่งกลียุคเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ทันที “มังกรลับตัวนั้นพยายามที่จะกลายเป็นมังกรที่แท้จริงด้วยการพึ่งพาพลังแห่งโชค ทั้งราชสำนักเองก็ได้โชค ทั้งพวกลัทธิเต่าเองก็ได้โชคลาภไม่ต่างกัน และผลท้ายที่สุดแล้วก็คือความยิ่งใหญ่จากการร่วมแรงร่วมใจกัน ถ้ามังกรลับตนนั้นมีกำลังทหารและข้าราชบริพารมากมายดั่งเม็ดฝน หรือมีเสนาบดีที่ไว้ใจได้มากมายดั่งกลุ่มเมฆ ผู้ใช้ปราณหลักแสน และกองทหารหลักล้านนาย เขาจึงกลายเป็นกองทัพที่ไม่ใครสามารถขวางทางได้ แล้วทำไมเขาถึงล้มเหลวล่ะ?”

หลีเย่เข้าใจในสิ่งที่คัมภีร์ต้องการจะสื่อ

มังกรปราณอาจจะไม่ใช่รากฐานของพลังปราณ แต่มันก็ช่วยให้เขาเดินไปยังเส้นทางนี้ได้

หลีเย่หยิบน้ำเต้าหยกขึ้นมาตรวจสอบ

เขาไม่สนใส่ใจอะไรมันมากจนกระทั่งตอนนี้ “น้ำเต้านี่มันดูเหมือนจะเป็นสมบัติที่ล้ำค่าเอาเรื่องเลย มันกักเก็บพลังปราณเอาไว้เล็กน้อยแต่ก็ยังเป็นอุปกรณ์ที่ดีสำหรับเหล่าผู้ใช้ปราณล่ะนะ”

ก่อนที่เขาจะมาที่ร่างนี้ เขาเคยศึกษาเกี่ยวกับสิ่งของลึกลับต่างๆมามากมาย เรียกได้ว่าไม่มีของชิ้นไหนที่เขาไม่รู้จักเลยก็ว่าได้

“อันดับแรกเลยข้าต้องลบตัวตนเจ้าของเก่าออกก่อน” หลีเย่ใส่ตัวตนของเขาลงไป ทันทีที่ตัวตนของทั้งสองปะทะกัน เขาก็สัมผัสได้ว่าตัวตนเจ้าของเก่านั้นดูเดือดดาลกว่าที่เขาคิดเอาไว้และไม่สามารถให้เขาแทรกแซงตัวตนเข้ามาในนี้ได้เลย

“ดูเหมือนว่าพลังของเขาจะสูงกว่าของข้านะเนี่ย” หลีเย่รู้ถึงสาเหตุแต่ก็ไม่ยอมแพ้ เขาปล่อยมังกรปราณออกมาให้ใช้มันทะลวงเข้าไปข้างในน้ำเต้าพร้อมตัวตนของเขาและทำลายตัวตนเจ้าของเดิมจนสิ้นซาก

“มังกรปราณนี่ใช้งานสะดวกดีนะ ทีนี้น้ำเต้าหยกก็เป็นของข้าแล้ว” หลีเย่ยิ้มแห้งๆก่อนที่จะกัดนิ้วของเขาและหยดเลือดลงไปข้างในนั้นเพื่อสร้างตัวตนเจ้าของใหม่

ข้างในน้ำเต้านั่นกว้างกว่าที่เขาจินตนาการไว้พร้อมกับมีค่ายกลประหลาดสีขาวเล็กๆอยู่ข้างในนั้น

อย่างไรก็ตามค่ายกลนั่นไม่ได้กินพื้นที่อะไรมากนัก มันเล็กเสียจนแทบไม่ต้องสนใจก็ยังได้

“ค่ายกลนี่เล็กเสียจนไม่ต้องสนใจเลยก็ได้มั้ง” หลีเย่พิจารณาถึงข้างในของน้ำเต้าจากนั้นจึงเข้าใจ “ดูเหมือนว่าจะมีค่ายกลใหญ่ครอบเจ้าอันเล็กนี่ไว้อีกทีนึงนะเนี่ย แต่เพราะมันไม่ได้ทำงานข้าจึงไม่ทันสังเกต”

นอกจากนี้ก็ยังค่ายกลที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก หัวใจของหลีเย่แทบจะตกไปอยู่ตาตุ่มทันทีที่เห็นสิ่งนี้ “ค่ายกลขนาดใหญ่กว่านี้อีกอย่างงั้นเหรอ?”

หลีเย่ปลื้มปิติแบบสุดๆ เพราะว่าพลังของค่ายกลเล็กนั้นมีจำกัด แต่ถ้าเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ล่ะก็มันจะทรงพลังกว่ามาก ทั้งในด้านพลังและรัศมี ซึ่งถ้าหลีเย่ได้มันมาเขาสามารถสร้างค่ายกลครอบคลุมสวนทั้งสวนของเขาได้อย่างง่ายดาย ไม่ใช่แค่เพียงป้องกันตัวเขาเองเท่านั้นยังใช้ในการปกป้องเหล่าทหารของเขาได้อีกด้วย

ไม่ใช่แค่นั้นค่ายกลใหญ่นี่ยังสามารถป้องกันได้ทั้งธนูหรือคมดาบแถมคนที่อยู่ข้างในยังสามารถใช้พลังอะไรก็ได้รวมไปถึงปาหอกออกมาด้วย

เรียกง่ายๆเลยก็คืออุปกรณ์ที่เอาไว้ต่อต้านการโจมตีและสวนกลับได้พร้อมๆกัน

น้ำเต้านี่บรรจุค่ายกลเล็กเอาไว้มันน่าจะเป็นของระดับ 1 แต่ถ้ามันมีค่ายกลระดับใหญ่แถมมาด้วยมันจะเป็นระดับ 2 ทันที

ของระดับ 1 นับได้ว่าเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ระดับต่ำที่สุดในโลกแห่งเซียนแล้ว แม้แต่ผู้ใช้ปราณระดับต้นๆยังสามารถมีมันในครอบครองชิ้นหรือสองชิ้น แต่ถ้าเป็นของที่ระดับสูงกว่านั้นล่ะก็ไม่มีทางเป็นไปได้

หลีเย่ใส่ตัวตนของเขาเข้าไปข้างในน้ำเต้านั้นและจินตนาการภาพแผนผังของค่ายกลออกมาในหัว

ทันทีที่มันถูกสร้างเสร็จน้ำเต้าหยกก็เปล่งแสงสีเขียวออกมา

“น้ำเต้านี่กลายเป็นอุปกรณ์เวทย์มนต์ระดับสองตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป” หลีเย่ดีใจที่เห็นแบบนั้น นี่เป็นของเวทย์มนต์ชิ้นแรกที่เขาได้รับมันมาหลังจากที่ข้ามมายังร่างนี้ ผู้ใช้ปราณแห่งเจียงฮูจะไม่สามารถทำการใดๆได้เลยหากขาดอุปกรณ์เวทย์มนต์

พลังของผู้ใช้ปราณแต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามอุปกรณ์เวทย์มนต์ที่พวกเขามี และในการต่อสู้กันระหว่างผู้ใช้ปราณอุปกรณ์เวทย์มนต์นั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ราวกับทหารที่จำเป็นต้องใส่ชุดเกราะ

หลีเย่รู้สึกปลื้มใจที่เห็นค่ายกลใหญ่ของเขากินพื้นที่สองในสิบของน้ำเต้า นั่นหมายความว่ามันยังเหลือพื้นที่ว่างเอาไว้ให้เพิ่มระดับของเจ้าสิ่งนี้ได้อีก

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ว่างเปล่านั่นไม่สามารถถูกเติมเต็มได้ด้วยค่ายกลใหญ่ที่ยังไม่ถูกใช้งาน เขาจึงไม่สนใจมันในตอนนี้

หลีเย่ยิ้มมุมปาก “หลีเหยา เจ้าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้อุปกรณ์เวทย์ในการการสมดุลของวิหารหลักสินะ ไม่งั้นเจ้าจะไม่สามารถวางค่ายกลไว้ได้ แต่ข้าว่าเจ้าพลาดแล้วล่ะที่มอบน้ำเต้านี้ไว้ให้กับข้า”

ตำหนักก๋งเจวี่ยซิง

ผู้ใช้ปราณที่ออกเดินทางไปยอดเขาไท่ฉวนก็หายไปนานมากแล้ว หลีเหยาเลือกที่จะเก็บตัวอยู่ในห้องของเขา และไม่มีเสนาบดีหน้าไหนกล้าพูดอะไรซักคำ

หลีเหยาคือผู้ใช้ปราณที่เก่งกาจรุ่นใหม่ของราชสำนัก เขาเป็นคนที่ยโสในความสามารถของตัวเองเป็นอย่างยิ่ง

ในสายตาของหลีเหยาแล้วหลีเย่ไม่มีค่าใดๆเลยเพราะว่าเขาไม่ใช่ผู้ใช้ปราณ

มันคือความโอหังที่ถูกฟูมฟักมาเป็นเวลายี่สิบปี และไม่สามารถถูกลบเลือนได้ง่ายๆ

จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เชื่อว่าปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้คือการที่หลีเย่ได้บรรลุคัมภีร์ของหยวนเชียนกัง

“ไอ้เจ้าขยะไร้ค่านั่น เด็กเมื่อวานซืนที่เกิดจากสามัญชน เป็นความเสื่อมเสียของราชสำนักมานานกว่ายี่สิบปี แล้วในตอนนี้มันกลับได้รับโอกาสที่ข้าไม่ควรจะได้งั้นเหรอ?”

หลีเหยาไม่อยากจะยอมรับเรื่องนี้แต่อย่างใด เพราะว่าเขานั้นเล็งตำแหน่งองค์ชายอันมาตั้งนานแล้วและไม่ว่าจะยังไงเขาก็ต้องได้มันมา

หลีเย่ที่ไม่สามารถใช้ปราณได้รวมไปถึงแม่ของเขาที่เป็นสามัญชน นั่นทำให้ทางราชสำนักดูแคลนเขา

และตอนนี้เหตุผลทั้งหมดที่เขากล่าวมากำลังจะพังทลายลงไป

“ถ้าหลีเย่มันผ่านขั้นตอนการฝึกปราณ…” หลีเหยาไม่อยากจะนึกถึงมัน เขายอมเสียสิ่งต่างๆไปมากมายเพื่อตำแหน่งองค์ชายอัน รวมไปถึงการติดสินบนคนในราชสำนักตั้งมากมาย

“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทาง! เจ้าขยะนั่นไม่มีทางที่จะกลายเป็นผู้ใช้ปราณได้หรอก! แกกล้าดียังไงที่มาขวางทางข้า! และทำลายทุกสิ่งที่ข้าวางมาทั้งหมด!

ยิ่งหลีเหยาคิดมากเท่าไหร่ความโกรธของเขาก็ยิ่งทวีคูณขึ้นเท่านั้นจนต้องไประบายอารมณ์ใส่โต๊ะจนพังก่อนที่จะมองไปยังที่ปรึกษาของเขา “ทำไมยังไม่มีข่าวจากหลิวเลินเนิงอีก?”

หลิวเลินเนิงคือคนที่หลีเหยาส่งไปที่ยอดเขาไท่ฉวน

“ข้าน้อยคิดว่าเขาอาจจะไปไม่ถึง…เพราะมันไกล…” เสนาบดีพูดเสียงเบาก่อนที่จะหยุดไปและยกมือขึ้นมาปิดปากของเขา ก็พบว่ามีเลือดไหลออกมากลบปาก จิตใจของเขาเต็มไปด้วยความกลัว “เกิด… เกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย?”

หลีเหยาขมวดคิ้ว “แล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ?”

“มีใครบางคนพยายามลบล้างตัวตนของข้าในน้ำเต้าหยกนั่น และขโมยมันไป! เสนาบดีพูดออกมาด้วยความกลัว

หลีเหยากำหมัดและขบฟันแน่น “มีแค่ผู้ใช้ปราณเท่านั้นที่จะทำแบบนั้นได้! นี่หมายความว่าไอ้ขยะนั่นมันทำสำเร็จแล้วใช่ไหม?!

“ถึงจะเป็นแบบนั้น แต่เขาจะขโมยน้ำเต้าไปจากข้าที่เป็นผู้ใช้ปราณระดับสองได้ยังไงกัน?” ที่ปรึกษายังคงหวาดกลัว

หลีเหยาสูดหายใจเข้าลึกๆและรำลึกถึงเหตุการณ์ทุกอย่างที่ทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น การที่เขาสามารถขโมยความเป็นเจ้าของจากน้ำเต้าหยกนั่นได้แสดงว่าหลีเย่ต้องกลายเป็นผู้ใช้ปราณไปแล้วแน่นอน

หลีเหยาต้องใช้เวลาเล็กน้อยก่อนที่จะผ่อนคลายอารมณ์ “ส่งข้อความไปหาหลิว บอกให้เขาพานักบวชพวกนั้นกลับมาไม่ว่าจะเป็นยังไงก็ตาม”

นักบวชพวกนั้นถูกว่าจ้างมาจากหลีเหยา ซึ่งถ้าพวกเขาถูกจับได้และบังคับให้รับสารภาพก็เท่ากับว่าแผนของหลีเหยาจะถูกเปิดโปง แล้วจากนั้นทางราชสำนักจะต้องให้มีการสอบสวนแน่ๆ

“หลิวคือผู้ใช้ปราณระดับสองในขณะที่หลีเย่เป็นแค่ระดับฝึกหัด ยังไงหลิวก็เอาชนะเขาได้สบาย” ที่ปรึกษาพูดออกมา “ไม่มีใครล่วงรู้เรื่องนี้หรอก”

ยอดเขาไท่ฉวน

หลีเย่เก็บน้ำเต้าไว้ข้างตัวเขา อย่างน้อยตำหนักองค์ชายอันก็ปลอดภัยแล้วถ้ามีสิ่งนี้ ถ้าหากว่าปัญหาที่ตามมานั่นไม่ใช่เรื่องที่ใหญ่เกินไปนะ

ตอนนี้เขากลายเป็นผู้ใช้ปราณแล้ว พลังพื้นฐานที่เขาสามารถใช้ได้อย่างง่ายดายเช่น เคลื่อนย้ายสิ่งของ,มองไกล,หมัดเพลิง แต่สุดยอดวิชาอย่าง “เมฆาม่วงแห่งบูรพา” ที่เขาชำนาญมากเมื่อครั้งยังไม่ตาย ซึ่งนั่นต้องใช้เวลาเป็นอย่างมากถ้าจะให้เขาเรียนรู้มันใหม่

และในตอนที่เขายังเป็นยอดเซียนแห่งกลียุค เขาไม่เคยเห็นพลังอะไรที่แข็งแกร่งไปกว่า “เมฆาม่วงแห่งบูรพา” เลย เว้นเสียแต่ว่าจะเป็น “เพลงหมัดเหมันต์” ของอาร์คบิชอปบางคนจากทางตะวันตก

หลีเย่ไม่คิดจะรออยู่บนยอดเขาไท่ฉวนนานอยู่แล้ว เขามองไปที่รูปปั้นของเฉินวูก่อนที่จะเดินออกไป

ฉางกวงรีบเดินตามเขาออกไปด้วย เสียงกระทบกันของชุดเกราะสะท้อนไปทั่วบริเวณ ดวงตาของเธอเปล่งประกายเมื่อมองไปที่หลีเย่ “องค์รัชทายาท? ท่านได้สำเร็จขั้นตอนฝึกปราณแล้วใช่ไหม?”

หลีเย่พยักหน้า “การสอบสวนพวกนักบวชเป็นยังไงบ้าง?”

“พวกนั้นปากแข็งมาก” ฉางกวงรู้สึกมีน้ำโหขึ้นมาทันทีที่พูดถึงพวกเขา “แต่ถ้าท่านให้เวลาข้าซักประเดี๋ยว ข้าจะทำให้พวกมันคายความลับทุกอย่างที่มีเอง!

หลีเย่ยิ้ม เขารู้อยู่แล้วว่าคนพวกนั้นกุมความลับอะไรอยู่แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาได้เพราะเกรงกลัวในอำนาจของหลีเหยา และได้แต่รอให้พวกเขามาช่วยเหลือ

“ยินดีด้วยขอรับองค์รัชทายาท ที่ท่านสามารถสำเร็จการฝึกปราณได้และกลายเป็นผู้ใช้ปราณระดับสูงแห่งราชสำนัก! อนาคตของท่านต้องสดใสแน่นอนขอรับ! เหล่าทหารทั้งหลายต่างก็รีบเข้ามาแสดงความยินดีกับหลีเย่

พวกเขาคาดหวังให้หลีเย่ทำสำเร็จได้เร็วกว่านี้ก่อนออกมาจากเมืองฉางอัน ไม่เช่นนั้นพวกเขาก็คงจะไปหาเจ้านายคนใหม่ไปแล้ว แต่ในตอนนี้เจ้านายของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าใครๆในอาณาจักรถังมาก โดยที่มีพวกเขาเป็นสักขีพยานในการฝึกปราณของหลีเย่

ชายหัวล้านที่เป็นทหารของเขากำมือและทุบไปบนมืออีกข้าง “ปกติแล้วต้องใช้เวลานานเป็นวันกว่าจะผ่านขั้นตอนฝึกปราณได้ แต่ท่านคือคนที่ทำได้รวดเร็วขนาดนี้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นข้าจะขอติดตามท่านตลอดไปองค์รัชทายาท!

หลีเย่มองทหารพวกนั้น พวกเขาคือทหารยอดฝีมือที่องค์ชายอันได้ทำการบ่มเพาะไว้ใช้ในการศึกและในยามที่เกิดความวุ่นวาย พวกเขาทั้งหมดคือรากฐานของหลีเย่

ฉางกวงกระซิบข้างหูหลีเย่ “ตอนนี้ท่านเองก็ได้กลายเป็นผู้ฝึกปราณแล้ว เราจะเอายังไงดีกับพวกที่เคยหมิ่นประมาทท่านกันเพคะ?”

ทหารทั้งหลายเห็นทั้งสองกระซิบกันแต่ไม่สามารถได้ยินเนื้อหา จึงได้แต่ลุ้นว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ แต่คาดว่าน่าจะเป็นเรื่องของพวกที่เคยหมิ่นเกียรติของหลีเย่เมื่อตอนนั้นแน่ๆสังเกตได้จากสีหน้าและท่าทางของฉางกวง

หลังจากที่กลายเป็นผู้ใช้ปราณแล้ว หลีเย่เองก็จำเป็นที่จะต้องกำจัดพวกเขาให้ออกไปพ้นที่พ้นทาง เพื่อไม่ให้ตำแหน่งและอำนาจของเขาต้องสั่นคลอน

หลีเย่โบกมือด้วยสีหน้าแสยะยิ้ม เขามองไปที่ทหารทั้งหมด “พวกเจ้าคือทหารประจำการตำหนักองค์ชายอัน และเป็นองครักษ์ส่วนตัวของข้า จากนี้ไปพวกเจ้าทั้งหมดจะสามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ จงเป็นอิสระจากตำหนักแห่งนี้ซะ! ข้าจะไม่ห้ามพวกเจ้าอีกต่อไป!

สิ่งที่เขาทำไปนั้นไม่ใช่เพื่อสนองความต้องการของทหารพวกเขา แต่หลีเย่มองไปถึงอนาคตที่หากเกิดต้องใช้งานพวกเขาอย่างจำเป็นเสียมากกว่า

จากนั้นทหารทุกคนจึงได้พูดขึ้นพร้อมกัน

“พวกข้าทั้งหมดได้ทำการสาบานตนว่าจะขอเป็นข้ารับใช้ท่านด้วยชีวิต และเพื่อเป็นการตอบแทนบุณคุณท่าน พวกข้าจะขอติดตามองค์รัชทายาทตลอดไป!

เสียงประกาศตนของพวกเขาดังกึกก้องไปทั่วทั้งยอดเขาและจนถึงท้องฟ้าเบื้องบน

กลุ่มควันสีขาวและแดงหลั่งไหลออกมาจากหัวพวกทหารและลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า หลีเย่รู้ดีว่ากลุ่มควันพวกนั้นคือพลังปราณด้านโชคลาภจากทุกคน ถ้าเขาจำไม่ผิดเขาไม่เคยเจอมันมาก่อนเมื่อครั้งชาติที่แล้ว โดยที่ปราณสีแดงนั่นคือพลังที่จะทำให้เกิดความประสบความสำเร้จในการกระทำสิ่งต่างๆในอนาคต

อย่างไรก็ตามมังกรปราณของหลีเย่พยายามที่จะเข้าไปดูดกลืนปราณเหล่านั้น แต่แล้วมันก็หยุดลง

หลีเย่คิดในใจ “มังกรปราณตั้งใจจะเก็บปราณพวกนี้มาให้ข้า แม้ว่าทหารพวกนี้ได้ทำการสาบานตนว่าจะจงรักภักดีต่อข้าไปไม่เสื่อมคลาย แต่ก็ยังไม่สามารถทำได้ แสดงว่าในการสาบานตนนั้นยังไม่มากพอสินะ นี่คือเหตุผลสินะว่าทำไมมังกรนั่นถึงไม่เก็บปราณแดงเหล่านั้นมาให้ ข้าต้องแสดงให้พวกเห็นมากกว่านี้เสียแล้วเพื่อให้พวกเขาภักดีต่อข้าจากใจจริง”

ถึงกระนั้นแล้วของแบบนี้มันก็ยังต้องใช้เวลาพอสมควร

และก่อนที่เขาจะสั่งการให้ทหารทุกคนพากันกลับไปที่เมือง เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขากระโดดขึ้นไปบนหลังคาและมองไปตีนเขาด้วยท่ามือไพล่หลัง

บุคคลสวมเสื้อคลุมยาวสีดำพร้อมด้วยหน้ากากกำลังกระโดดมาตามทางท้องถนน และทุกๆก้าวก็ยิ่งเข้าใกล้วิหารเต๋าเข้าไปทุกที

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top