ขนาดตัวอักษร

TERTA:บทที่ 3 วิหารเต๋า

 26 Views

TERTA:บทที่ 3 วิหารเต๋า

หลีเย่ส่งสัญญาณมือ แล้วทหารของเขาจึงลดอาวุธลง

พวกขุนนางระดับสูงแทบจะไม่สนใจเขาแม้แต่น้อย แน่อยู่แล้วก็หลีเย่เป็นคนที่ไม่สามารถใช้พลังปราณได้นี่นา ย่อมไม่มีราคาให้สนใจมากนักหรอก

“องค์รัชทายาท! ทหารข้างๆเขาพูดด้วยความไม่พอใจที่เห็นว่าหลีเย่จะปล่อยพวกขุนนางนี่ไป “พวกเขาดูถูกท่านมากเกินไปแล้วขอรับ!

หลีเย่มองไปที่ยามคนนั้นและพูด “ไม่เป็นไร ไว้ข้ากลับมาจากที่นั่นแล้วค่อยให้พวกเขาพูดใหม่ก็ยังไม่สาย”

ทหารยามประหลาดใจที่ได้ยินแบบนั้น และไม่คิดว่าหลีเย่จะพูดอะไรแบบนี้ออกมา และถ้าเขาอยากจะให้ที่พูดมาทั้งหมดนั่นเป็นความจริงล่ะก็ หลีเย่ต้องอ่านคัมภีร์นั่นและใช้พลังปราณให้ได้

ถึงกระนั้นคำพูดของพวกขุนนางก็ไม่ได้ผิดไปเสียทีเดียว การที่เขาจะไปเอาสิ่งของทั้งสองอย่างที่อยู่ด้วยกันกับคัมภีร์นั่นเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเขาผู้ที่ใช้พลังปราณไม่ได้

นายทหารหนุ่มไม่กล้าที่แม้แต่จะคาดหวังในตัวเขา

หลีเย่มองไปที่เขาและรู้ดีว่าเขาคิดอะไรอยู่ และไม่ใช่แค่พวกทหารที่คิดอย่างนั้น คนทั้งตำหนักเจ้าชายอันเองก็คิดเช่นเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะแสดงออกมาไม่ได้ก็ตาม แต่เขาก็มองมันออกได้อย่างง่ายดาย

ผู้ใช้ปราณที่เก่งที่สุดในตำหนักนี้ต่างก็ออกไปตั้งนานแล้ว เหลือไว้แต่เพียงทหารประจำตำหนักเท่านั้น

อย่างไรก็ตามทหารพวกนั้นไม่ได้ภักดีต่อหลีเย่มากเท่าไหร่ บางทีพวกเขายังคิดจะหานายใหม่ด้วยซ้ำ

เมื่อคิดได้อย่างนั้นหลีเย่ก็จ้องไปยามคนตรงหน้า เขารู้มาจากชาติที่แล้วว่าทหารคนนี้จะเป็นคนที่จงรักภักดีต่อเขามากที่สุด

เมื่อพวกเขาไปถึงเขตเทือกเขาเขมือบเมฆาเมื่อไหร่ พวกเขาก็จะเลือกเดินทางต่อด้วยทางที่คับแคบและขรุขระที่จะทำให้ไม่สามารถเดินทางด้วยม้าได้จนต้องเปลี่ยนมาเป็นการเดินเท้าแทน

ต้นไม้และดอกไม้ที่เบ่งบาน บ่งบอกได้ถึงการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ ความเขียวชอุ่มปกคลุมไปทั่วภูเขาลูกนั้น หลีเย่ในชุดสีดำและทหารยามชุดเกราะสีเดียวกันเดินนำหน้ากองทหารนับร้อยขึ้นภูเขา เสียงอาวุธและเกราะกระทบกันดังไปทั่วหุบเขา

ทหารเหล่านี้คือสิ่งที่เจ้าชายอันเหลือไว้ให้หลีเย่ ถึงแม้ว่าพวกเขาทั้งหลายจะไม่สามารถใช้ปราณได้เชี่ยวชาญมากนัก แต่พวกเขาก็คือทหารระดับยอดฝีมือยิ่งกว่าใครใดๆ

ศิลปะการต่อสู้ในที่นี่แบ่งเป็นระดับที่แตกต่างกันออกไป อันได้แก่ นักรบ,นักรบยอดฝีมือ และเซียนนักรบ

นักรบนั้นสามารถสู้กับเสือได้อย่างง่ายดาย นักรบยอดฝีมือสามารถสู้กับศัตรูได้ถึง 10 พร้อมกัน และเซียนนักรบที่สามารถกลายเป็นยอดขุนพลในยามสงครามได้

การเดินทางนี้ตามปกติต้องใช้เวลาสามวัน แต่ด้วยความที่ว่าพวกเขาคือทหารที่ฝึกร่างกายมาอย่างดี หลังวันที่สองพวกเขาก็ตั้งค่ายพักกันที่ยอดเขาเรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่หลีเย่กำลังดื่มด่ำไปกับบรรยากาศของยอดเขาแห่งนี้ เหล่าทหารทั้งหลายก็ไปทำอาหาร,กางเต๊นท์ที่พัก หรืออื่นๆที่เป็นการตั้งค่ายพัก

และหัวหน้ากองทหารก็แจกจ่ายอาหารให้กับทุกคน

“เสบียงสำหรับการเดินทางไกลควรจะเป็นอะไรที่ทำได้ง่ายและรวดเร็ว ข้าจะไปบอกองค์รัชทายาทเกี่ยวกับเรื่องนี้…” นางพูดด้วยความรู้สึกผิดหลังจากที่ได้เห็นอาหารตรงหน้านาง

หลีเย่มองไปที่นางและยิ้มให้ “ข้าไม่ได้ต้องการจะกินอยู่แบบเจ้าชายอีกต่อไปแล้ว”

นางงงไปซักพักก่อนที่จะเข้าใจในความหมายที่เขาต้องการจะสื่อ นั่นหมายความถึงการที่เขาไม่สามารถรับตำแหน่งองค์ชายอันได้ย่อมทำให้เขาไม่คู่ควรกับการปฏิบัติแบบเจ้าชาย

“องค์รัชทายาท…” นางขบริมฝีปากเล็กน้อย “แม้สถานการณ์ของท่านจะลำบากแต่ท่านก็ไม่ควรที่จะอ่อนน้อมถ่อมตนจนเกินไปนะเพคะ!

หลีเย่มองนางด้วยสายตาประหลาดใจแต่ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป

นางเป็นคนที่สวยพอตัว ใบหน้าที่เรียวและขาวงาม ริมปีฝากสีแดงเข้ม ความงามของนางราวกับว่าจะทำให้ผู้ที่จ้องมายังนางต้องคำสาปให้คิดคำพูดใดๆไม่ออก

นางชื่อ ฉางกวง ฉิงเฉิง ตระกูลของนางเป็นเสนาธิการมาหลายยุคสมัย นางคือรุ่นที่ 19 ของตระกูลนี้ แต่ในขณะนี้พวกเขาก็ยังไม่มีลูกชายให้สืบทอดสกุลต่อ

พ่อของนางได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์ชายอันมาหลายต่อหลายครั้ง และได้รับความไว้วางใจจากหลีเชียน

เมื่อไม่กี่ปีก่อนเขาก็ตายในสนามรบในขณะที่หลีเชียนไปทำการลอบโจมตีอาณาจักรหนานเฉา

หลีเชียนรู้สึกผิดในใจที่ต้องปล่อยให้เขาตาย และได้ทำการแต่งตั้งให้ฉางกวงฉิงเฉิงเป็นเจ้าบ้านคนต่อไป

ถึงฉางกวงจะเป็นผู้หญิง หลีเย่ก็ไม่ได้ดูแคลนนางแม้แต่น้อย ในโลกนี้ใครก็ตามแต่ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงขอแค่มีอำนาจก็สามารถอยู่รอดได้ ในราชสำนักเองก็มีขุนนางหญิงอยู่ไม่น้อยเลย ยิ่งไปกว่านั้นฉางกวงเองก็เป็นถึงนักรบยอดฝีมือเสียด้วย

เมื่อเห็นคำตอบที่ได้แบบนั้นจากหลีเย่ ฉางกวงก็เดินออกไปนั่งทานอาหารของนาง

“ท่านนายพลฉางกวง ท่านคิดว่าองค์รัชทายาทจะสามารถหาโชคลาภแห่งเต๋าและสามารถกลายเป็นผู้ใช้ปราณได้ได้รึเปล่า?” หนึ่งในทหารของนางถาม

“มันก็เป็นเรื่องของท่านรัชทายาทสิ ทำไมข้าต้องมาออกความเห็นด้วยล่ะ?” ฉางกวงตอบเสียงเย็นชา

ทหารคนนั้นพูดต่อ “ข้าหมายถึงว่าการที่องค์รัชทายาทนั้นเพิ่งจะก้าวเข้าสู่ความเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ยังใช้ปราณไม่ได้อยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นเขายังไม่สามารถรับตำแหน่งองค์ชายอันได้อีก ถ้าเขาไม่ได้สิ่งนั้นมาแล้วยังไม่สามารถใช้ปราณได้อีกล่ะก็ ข้าคิดว่าเขาน่าจะกลับมาไม่ได้อีกต่อไป… ข้าก็เลยคิดไปถึงในอนาคตของพวกข้าเผื่อเอาไว้ก่อน ว่าบางทีท่านอาจจะพาเราออกจากตำหนักเจ้าชายอันได้ใช่ไหมท่านนายพลฉางกวง?”

“หุบปาก! ฉางกวงตอบกลับด้วยความโกรธ “ถ้าเจ้ายังพูดเรื่องไร้สาระแบบนี้ต่อข้าจะลงโทษเจ้าด้วยโทษขั้นสูงสุด!

ได้ยินแบบนั้นทหารคนนั้นจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ

เช้าวันต่อมา ทั้งหมดก็ออกเดินทางต่อ

ไท่ฉวนคือส่วนที่อยู่บนสุดของภูเขาเขมือบเมฆาแห่งนี้ ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ทางก็ยิ่งลำบากขึ้นเท่านั้น เหล่าทหารเริ่มเหนื่อยอ่อนจากน้ำหนักของชุดเกราะที่สวมอยู่

หลีเย่สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเงยหน้าขึ้นก็พบกับบ้านหลังนึงที่มีหลังคาสีเหลืองและมีดอกบัวลอยอยู่ เป็นดีไซน์ที่เรียบง่ายไม่มีอะไรมาก แต่ที่น่าตกใจกว่าก็คือมันตั้งอยู่บนยอดเขา

นั่นคือวิหารลัทธิเต๋าบนยอดไท่ฉวน ที่มีอาคารสองหลังและมีนักบวชเต๋าพำนักอยู่สามคน มันคือสถานที่ที่ซึ่งหยวนเทียนกังได้ทิ้งสิ่งของในตำนานเหล่านั้นไว้

ประตูวิหารถูกเปิดไว้ราวกับว่ารอต้อนรับพวกเขา

นักบวชชราเครายาวดูทรงภูมิกำลังรอพวกเขาอยู่ ด้านหลังเขามีบักบวชฝึกหัดหนุ่มอีกสองคน อายุพวกเขาทั้งสองน่าจะประมาณ 20

นักบวชพวกนี้ตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ตรงกับคำบอกเล่าในตำนานจริงๆ

แต่หลีเย่กลับไม่ได้รู้สึกกลัวหรือเคารพย่ำเกรงเลยแม้แต่น้อย

นักบวชเหล่านี้ได้จัดค่ายกลเชียวฉวนภายในวิหารตามแบบที่หลีเหยาได้สั่งเอาไว้ และทำให้หลีเย่ต้องสูญเสียตราหยกไป พวกเขาไม่ใช่เซียน… แต่เป็นเพียงคนที่ชั่วช้าก็เท่านั้น

นักบวชไว้เคราเชิญหลีเย่ไปที่ห้องหลักและหยุดที่ตรงทางเข้า เขาชี้ไปข้างในห้องและพูด “องค์รัชทายาทต้องการคัมภีร์แห่งลัทธิเต๋า” จากนั้นเขาก็มองมาที่หลีเย่ด้วยสายตาดูแคลน “เฉพาะคนที่ชะตากำหนดเอาไว้เท่านั้นถึงจะสามารถเข้าถึงคัมภีร์ที่อาจารย์หยวนทิ้งไว้ได้ แต่หากไม่ใช่คนที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วล่ะก็มันจะเกิดผลตรงกันข้ามที่อาจจะถึงชราชีวิตได้”

เขาเตือนหลีเย่ก่อนที่จะรีบถอยกลับออกไปที่ห้องด้านนอก และนักบวชอีกสองคนกำลังนั่งสมาธิอยู่บนเสื่อราวกับว่ากำลังรอดูงานรื่นเริง

“องค์รัชทายาท…” ฉางกวงพูดขึ้นอย่างไม่มีใครคาดคิด แต่นางก็ไม่อาจจะสรรหาคำใดมาห้ามเขาได้

หลีเย่ไม่ใช่แม้แต่ผู้ใช้ปราณ เขาจะไปเอาของพวกนั้นมาได้ยังไง ในเมื่อผู้ใช้ปราณส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้?

นางนึกไปถึงคำเตือนของนักบวช ถ้าเกิดว่าหลีเย่ข้ามก้อนหินเหล่านั้นไปแล้วเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นมาล่ะ

ถึงกระนั้นนางก็ไม่อาจจะห้ามเขาได้เหมือนกับทุกคน นางต้องการที่จะเห็นหลีเย่ใช้พลังปราณได้ ยิ่งไปกว่านั้นนี่เป็นเส้นทางที่เขาเลือกเองไม่มีอะไรมาทำให้เขาเปลี่ยนใจง่ายๆแน่

กลับกันฉางกวงหันไปถามนักบวชชรา “ท่านนักบวช ท่านช่วยอธิบายระหว่างคนที่ชะตากำหนดกับคนที่ไม่ใช่ให้ข้าเข้าใจหน่อยได้ไหม?”

“ตรงตามคำที่ข้าบอกไป ข้าเองก็ไม่ใช่คนที่เข้ารับการฝึกปราณมาก่อน นั่นทำให้ข้าไม่สามารถแตะต้งคัมภีร์นั่นได้” นักบวชตอบเรียบๆ เขาหลับตาลง

ฉางกวงกัดฟันด้วยความโกรธ นางอยากจะฆ่าเขาด้วยดาบของนางเสียจริง

หลีเย่หันมาบอกกับนาง “นายพลฉางกวง สำรวมหน่อยเจ้าไม่ต้องไปคิดมากหรอก ข้ามีแผนของข้า”

ฉางกวงพูดไม่ออก สายตาที่หลีเย่มองมาที่นางนั้นมันคือความมั่นใจในแบบที่นางไม่เคยพบเจอมาก่อน มันเหมือนกับว่าเขาคือราชันย์ที่กำลังมองแมลงต่ำต้อยไม่คู่ควรชราการสู้ด้วย

นางไม่รู้ว่าหลีเย่ไปเอาความมั่นใจแบบนั้นมาจากไหนกัน

ในขณะเดียวกันนักบวชชราก็ส่งสัญญาณผ่านหยกไม้ไผ่ในแขนเสื้อของเขาด้วยพลังปราณ “หลีเย่มาที่นี่แล้ว ค่ายกลเชียวฉวนเริ่มได้”

ณ ตำหนักของก๋งเจวี่ยซิงในเมืองฉางอัน ไกลออกไปหลายร้อยไมล์ หลีเหยากำลังเล่นหมากรุกอยู่ก็ได้รับข้อความนั่น หัวใจของเขาแทบตกลงไปอยู่เบื้องล่าง และได้แต่ยิ้มอย่างเริงร่า

แผนที่เขาวางมาทั้งหมดกำลังจะสำเร็จไปได้ด้วยดี

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top