ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 164: คุยเล่นเรื่อยเปื่อยในพระราชวัง

 277 Views

เขาต้องยอมรับว่าเนื้อเหยี่ยวบุปผานั้นสดมาก นอกจากนี้กลิ่นหอมเนื้อย่างยังก่อกวนรูจมูกของเขาด้วย หลังจากที่ได้กินเนื้อแล้ว เขาก็รู้สึกดีและอบอุ่นไปทั่ว

 

ว่ากันว่าเนื้อเหยี่ยวบุปผานั้นเต็มไปด้วยสารอาหารบำรุงร่างกาย

 

น่าเสียดายที่การแบ่งเหยี่ยวบุปผาสองตัวในหมู่คนจำนวนมากนั้นเพียงพอแค่ยั่วต่อมรับรสเท่านั้น มิฉะนั้นเขาก็หวังอย่างจริงจังที่จะเก็บเนื้อสักชิ้นไว้ในตู้เย็นบนดาวโลกไว้กินต่อ

 

เมื่อพวกเขาลงมาจากภูเขาแล้ว ทุกคนก็หาเมืองเล็ก ๆ พักผ่อนสักวัน และเหยินปาเชียนก็ได้ใช้โอกาสนี้เพื่อเดินทางกลับไปยังดาวโลก

 

ก่อนอื่นเลย เขาได้ไปคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์เกี่ยวกับความคืบหน้าของเตาแสงอาทิตย์ รุ่นสะดวกใช้ที่สามารถหลอมเหล็กชิ้นเล็กได้ในเวลาอันสั้นเกือบจะพร้อมใช้แล้ว และจะเสร็จในอีกไม่กี่วัน

 

เขารู้สึกโล่งใจที่ได้ยืนยันว่าเขาสามารถนำติดตัวไปได้เมื่อเขากลับไปยังเมืองหลาน

 

จากนั้นเขาก็ขับรถตรงกลับบ้าน ครั้งล่าสุดที่เขากลับบ้านนั้นประมาณ 4-5 เดือนที่แล้ว เขาไม่ได้ใช้เวลาในวันตรุษจีนกับที่บ้าน และมันสายเกินไปที่จะกลับไปเยี่ยมแล้ว

 

บ้านนั้นก็ยังคงเหมือนเดิม น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวคือพ่อของเขาได้ออกรถใหม่เป็นเงิน 200,000 หยวนเพื่อสนองความต้องการอันยาวนานของเขา

 

สำหรับเงินเก็บส่วนที่เหลือนั้น ก็ยังคงอยู่กับพ่อแม่ของเขา ถ้าหากเหยินปาเชียนขาดแคลนเงิน เขาสามารถนำออกมาหรือใช้เงินเก็บเป็นเงินไว้สำหรับการแต่งงานของตนในรอบหนึ่งหมื่นปี

 

“ผู้หญิงเมื่อตอนนั้นคือใครน่ะ ?” ระหว่างรับประทานอาหารมื้อค่ำ เหยินปาเชียนดื่มเหล้าขาวไป๋จิ่วกับพ่อของตน หลังจากที่พ่อของเขาดื่มเหล้าขาวไปสองแก้ว เขาก็ผุดคำถามเกี่ยวกับผู้หญิงชุดแดงที่เขาเห็นในวันนั้นขึ้นมา

[ไป๋จิ่ว (白酒: Báijiǔ) คือเหล้าขาวจีนชนิดหนึ่ง มักกลั่นมาจากข้าวฟ่าง]

 

ซึ่งไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แม่ของเขาและเหยินว่านเหนียนก็เอี้ยวหูมาฟังด้วย

 

“ก็อย่างที่ผมได้บอกไปก่อนหน้านี้ หล่อนเป็นแค่หุ้นส่วนทางธุรกิจที่มาปรึกษาผมในบางเรื่อง อย่าจิ้นไปไกลสิ ไว้ถ้าผมมีแฟนล่ะก็ ผมจะพามาหานะ” เหยินปาเชียนหลอกไปโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

 

เหยินปาเชียนนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้เมื่อปีที่แล้วตนยังเป็นสุภาพบุรุษผู้ซื่อสัตย์อยู่เลย ส่วนตอนนี้ เขาสามารถพล่ามเรื่องโกหกตอแหลได้โดยที่ขนตาไม่ขยับ เขาเก่งในเรื่องการปั่นหัวผู้คน และหลักศีลธรรมอันดีของสาธารณชนของเขาก็แย่ลงไปเรื่อย ๆ ในแต่ละวันที่ผ่านไป

 

หลังจากที่พักอยู่บ้านเป็นเวลาสองวัน เหยินปาเชียนก็กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่ได้เช่าไว้ก่อนที่จะกลับไปยังอีกโลก

 

“ทุกคนพร้อมรึยัง ? ออกเดินทางได้” เหยินปาเชียนเปิดประตูแล้วประกาศไปยังฝูงชนที่รออยู่ข้างนอก

 

ไม่กี่วันต่อมา เหยินปาเชียนก็ได้เห็นกำแพงเมืองสูงใหญ่ที่ห่างไกลยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ในที่สุดเขาก็ได้กลับมาแล้ว

 

ในครั้งนี้ เขาได้ออกไปเป็นเวลานานกว่าครึ่งเดือนแล้ว โดยทั่วไปเขามักจะวุ่นวายอยู่เสมอในแต่ละวัน เขาทำได้แค่พักผ่อนเมื่อกลับไปยังดาวโลกและได้หมดแรงไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

นอกจากนี้ เขาค่อนข้างคิดถึงคนในพระราชวังคนนั้นทีเดียว

 

พลทหารม้าติดปีกเดินประกบรถม้าทั้งสองคันไว้แล้วเข้ามาในเมือง เหยินปาเชียนดึงม่านลงแล้วหลับตาพักผ่อนในรถม้าที่ขรุขระ

 

ภายในร้านค้าที่อยู่ไม่ไกลนัก ชายคนหนึ่งมองดูพลทหารม้าติดปีกและรถม้าเข้ามาในเมือง เขามองดูพวกเขาเป็นเวลานานก่อนที่จะเดินเลี้ยวเข้าซอยคดเคี้ยวไปจนในที่สุดก็มาถึงลานบ้าน

 

ลานนั้นเงียบสงบ แต่เมื่อเคาะผนังด้านหลังประตูไม่กี่ครั้ง ชายที่ดูเฉยเมยจำนวนหนึ่งก็ออกมาจากห้อง

 

“ชายผู้นั้นกลับมาแล้ว รถม้าเข้าเมืองมาแล้ว”

 

“มีใครมาอีกบ้าง ?”

 

“ก็มีพลทหารม้าติดปีกของพระนางฉีจี่เซียว 100 นายคอยปกป้องมันรอบตัว”

 

“มันมาพร้อมกันและได้รับการคุ้มกันโดยทหารม้าติดปีกในการเดินทางครั้งล่าสุด เจ้าจะเห็นได้ว่าพระนางฉีจี่เซียวให้ความสำคัญกับมันยังไง พวกเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่มันจะออกมาจากพระราชวังอีก ยิ่งไปกว่านั้นมันจะไม่อยู่ตัวคนเดียว พวกเราอาจต้องรับความเสี่ยงด้วยเหมือนกัน ยังไงซะมันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีชีวิตรอดกลับไปถ้าเจ้าต้องการทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ”

 

“รับความเสี่ยงน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่เจ้าจะต้องฆ่ามันให้จงได้…”

 

“มันก็เป็นแค่คนธรรมดา ต่อให้มีทหารม้าติดปีกอยู่รอบกาย พวกเราก็มีหน้าไม้ 4 คัน ซึ่งสามารถยิงได้มากพอที่จะทำให้มันดูเหมือนกับเม่นในเสี้ยววินาทีเลยล่ะ”

 

“มันเร็วเกินไปที่จะตามมันไปตอนนี้ ติดตามสถานการณ์อย่างรอบคอบ ให้รอจนกว่าครั้งต่อไปที่มันจะออกปฏิบัติการ และฆ่าด้วยการจู่โจมรวดเดียวซะ” ชายคนที่เงียบมาตลอดได้พูดขึ้นมา และคนที่เหลือต่างก็พยักหน้า ไม่มีการโต้เถียงกันอีกต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อยู่ในเมืองที่ไม่คุ้นเคยซึ่งรายล้อมไปด้วยผู้คนที่แตกต่างจากพวกเขา มันจึงยากมากที่จะทำการเฝ้าระวังจากสถานที่แห่งนี้โดยไม่แสดงอาการน่าสงสัย

 

สำหรับชีวิตและความตาย พวกเขาอยู่ไปก็เหมือนตาย แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้หวังจะมีชีวิตรอด สิ่งที่พวกเขาต้องทำก็คือตายไปพร้อมกับเป้าหมายนั่นเอง

 

เมื่อเหล่าทหารหยุดอยู่ตรงหน้าทหารหลวง เหยินปาเชียนก็ลงมาจากรถม้าแล้วยืดเส้นยืดสาย จากนั้นเขาก็เห็นประตูพระราชวังเปิดออกและทหารยามหน้าประตูก็ประกาศ “ข้าหลวงผู้รักษาการแทน เหยินปาเชียน ผู้คุมกำลังทหาร เถาจี้หยวน และพันเอกแห่งทหารยามติดปีก เถิงจี้ เข้ามาในพระราชวังเพื่อเข้าเฝ้าพระองค์แล้วขอรับ”

 

เหยินปาเชียนเดินเข้าไปในพระราชวังที่คุ้นเคยอย่างรวดเร็ว เขาได้บรรลุขีดจำกัดไปครึ่งหนึ่งและนำของขวัญมามอบจักรพรรดินี ซึ่งถือว่าไม่ได้แย่เท่าไรนัก สิ่งที่ลำบากที่สุดคือการได้เป็นตัวซวยและนำพาความตายมาให้กับสมาชิกกลุ่ม เขาไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง

 

ในท้องพระโรง องค์จักรพรรดินีนั่งอยู่ข้างบนและจ้องมองมาที่คนเหล่านี้ นางถามพวกเขาเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางของพวกเขา แล้วโบกมือให้อีกสองคนออกไป

 

“เจ้าเห็นปี๋ซื่อมางั้นรึ ?” จักรพรรดินีขมวดคิ้วมาที่เหยินปาเชียนเล็กน้อย

 

“ขอรับ” เหยินปาเชียนพยักหน้า มันออกมาจากปากของเขาเอง การที่เขาพูดออกมาอย่างตรงไปตรงมาย่อมดีกว่าให้คนอื่นพูด

 

จากท่าทางของเถาจี้หยวน ดูเหมือนว่าจะค่อนข้างร้ายแรงทีเดียว

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ประสบกับเคราะห์ร้ายอะไรเลยบนท้องถนนในช่วงไม่กี่วันมานี้ และเขาก็ค่อนข้างหมดความกังวลแล้ว แต่คำถามที่จักรพรรดิถามได้ทำให้เขาต้องระมัดระวังอีกครั้ง

 

“ช่างมันเถอะ คราวหลังก็ระวังตัวให้มากกว่านี้ล่ะ” จักรพรรดินีถอนหายใจเล็กน้อย “มาเดินกับข้าแล้วเล่าเรื่องการผจญภัยระหว่างทางของเจ้าซิ”

 

เหยินปาเชียนเดินตามจักรพรรดินีไปที่สวน แล้วพวกเขาก็นั่งอยู่ในศาลา

 

เขาเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางครั้งนี้โดยสรุป ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเขาไม่ได้มีอะไรให้เล่ามากมายนัก เขาพูดคุยเกี่ยวกับเขาลิ่วซุ่ยอยู่หลายประโยค แต่สิ่งที่เขาอยากรู้จากองค์จักรพรรดินีอย่างเป็นจริงเป็นจังคือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ภายในภูเขา

 

หลังจากที่ได้ฟังเขา จักรพรรดินีก็พูดออกมาอย่างเรียบง่าย “มีตำนานเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดอยู่ในนั้น จักรพรรดิรุ่นแรกไปยังที่แห่งนั้น แต่ก็กลับมาหลังจากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตั้งแต่นั้นมา มันก็เป็นความลับที่ถูกปกปิดอย่างสนิท และข้าก็เองก็ไม่ได้เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีนักหรอก

 

ถ้ามีโอกาสในวันข้างหน้าล่ะก็ ข้าอยากจะไปค้นหาดูว่าจริง ๆ แล้วที่นั่นมันคืออะไรกันแน่ จากตำนานที่เล่ากันมา เจ้าสิ่งนั้นมีตัวตนอยู่อย่างน้อยเมื่อ 1,000 ปีที่แล้วล่ะนะ”

 

เหยินปาเชียนถึงกับพูดไม่ออก มีสิ่งอย่างว่าอยู่ภายในจริง ๆ ด้วย

 

มีตัวตนอยู่นานกว่า 1,000 ปี แล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ด้วย มันยากที่จะจินตนาการจริง ๆ มันอาจจะเป็นสิ่งมีชีวิตแบบกิเลนรึเปล่านะ ?

 

ทันใดนั้นเอง ก็มีคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเหยินปาเชียน เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยถามหรือคิดถึงมาก่อน แต่ถ้าหากว่าโลกนี้มีสิ่งมีชีวิตที่มีตัวตนอยู่เป็นพัน ๆ ปีล่ะก็ อายุขัยของผู้คนที่นี่อาจจะแตกต่างจากผู้คนบนดาวโลกก็เป็นได้

 

ในช่วงประติดประต่อของความคิดนี้ เหยินปาเชียนได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหานี้

 

จักรพรรดินีมองเขาด้วยความประหลาดใจ “นี่เจ้าไม่รู้จริง ๆ รึ ชนเผ่าธรรมดามีอายุขัยระหว่าง 70-90 ปี ผู้ที่ฝึกตนจนถึงขั้นสวรรค์ลิขิตจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 120-140 ปี และผู้ที่บรรลุขั้นสวรรค์ชั้นยอดจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้ 180-200 ปี หลังจากนั้นก็คือขั้นสวรรค์ขวัญยืน ว่ากันว่าคนเราจะมีชีวิตอยู่ได้มากกว่า 300 ปีถ้าสามารถบรรลุขั้นนั้นได้ จักรพรรดิรุ่นแรกฝึกตนจนบรรลุขั้นสวรรค์ขวัญยืน แต่ท่านก็ได้เป็นจักรพรรดิเพียง 20 ปีก่อนที่จะหายตัวไปอย่างง่ายดาย”

 

สวรรค์ลิขิต สวรรค์ชั้นยอด และสวรรค์ขวัญยืน อันที่จริงแล้วขั้นเหล่านี้คือขอบเขตในการฝึกตนของเหล่าชนเผ่า ก่อนหน้าขั้นเหล่านี้ก็คือสวรรค์ทั้ง 4 ทาง

 

ตราบใดที่ชนเผ่าธรรมดามีอายุด้วยการฝึกตน พวกเขาจะสามารถบรรลุสวรรค์ทั้ง 4 ทางซึ่งเทียบเท่ากับระดับกงจักรมนุษย์ เมื่อเทียบกับมหาจักรวรรดิเซี่ย ซึ่งผลิตผู้ฝึกตนระดับกงจักรมนุษย์ 1 คนจาก 100 คน มันก็ไม่ใช่ว่าจะได้เปรียบเพียงเล็กน้อย สวรรค์ลิขิตนั้นเทียบเท่ากับการพัฒนาจากกงจักรดินสู่กงจักรสวรรค์ เนื่องจากกงจักรสวรรค์นั้นรู้กันว่าเป็นการตีฝ่าประตูสวรรค์และขึ้นสู่สวรรค์ ตามที่ชื่อบ่งบอก การตีฝ่าหมายถึงช่องว่างไร้ขอบเขตในขณะที่ล้มเหลวในการตีฝ่า ซึ่งบ่งชี้ว่าใครจะถอยกลับไปสู่จุดสูงสุดของระดับตัวอ่อนดิน

 

สวรรค์ชั้นยอดนั้นเทียบเท่ากับกงจักรวิญญาณ สำหรับสวรรค์ขวัญยืน มันมีอยู่แค่ในตำนานเท่านั้น ตามตำนานของมหาจักรวรรดิเซี่ย มีระดับที่เหนือกงจักรวิญญาณขึ้นไปอีก ซึ่งคนธรรมดาก็ไม่ได้เข้าใจนัก

 

มันถูกแบ่งไว้คร่าว ๆ แบบนี้ ในความเป็นจริงแล้ว ชนเผ่ามีความแข็งแกร่งกว่าเมื่อเทียบกับผู้ฝึกตนจากแคว้นอื่น ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเพราะพวกเขามีร่างกายที่แข็งแกร่งมากนั่นเอง

 

ก่อนที่จะรู้เกี่ยวกับการแบ่งขั้นเหล่านี้ ในขณะที่เหยินปาเชียนกำลังเรียนรู้ [การมโนภาพหยูอี้] เขาก็ได้ค้นพบและเข้าใจจากหลินเฉี่ยวเล่อเล็กน้อยแล้ว แต่เขาก็ไม่คิดว่าความหวังคงชีพที่นี่จะนานกว่าบนดาวโลกมากขนาดนี้

 

แรกเริ่มเดิมที เขาสันนิษฐานว่าอย่างมากที่สุดจะมีชีวิตอยู่ประมาณ 100 ปี

 

โดยสรุปแล้ว เขาได้ทำการเคลื่อนย้ายระหว่างสองโลกซึ่งช่วงเวลาก็ไม่ได้เท่ากัน จากการสลายตัวตามระยะเวลาที่ร่างกายได้รับ ถ้าหากเขามีชีวิตอยู่ 60 ปีบนดาวโลก มันจะเทียบเท่ากับ 40 ปีในอีกโลก

 

จะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากเขาฝึกฝน [การมโนภาพหยูอี้] และไม่สามารถยืดความหวังคงชีพของเขาออกไปได้ ? เมื่อองค์จักรพรรดินีอายุ 60 ปี คงไม่ใช่ว่าเขาจะค่อย ๆ เข้าสู่วัยชรางั้นเหรอ ? อย่างน้อยที่สุด องค์จักรพรรดินีน่าจะมีชีวิตอยู่ได้ถึงประมาณ 180 ปี

 

การคิดถึงเรื่องนี้ทำให้เขาเสียอารมณ์ทันที

 

“ฝ่าบาท ความหวังคงชีพของผู้ฝึกตนแห่งมหาจักรวรรดิเซี่ยเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ?” เหยินปาเชียนปิดบังแสงแห่งความหวังไว้ในขณะที่เขาถามออกมา

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top