ขนาดตัวอักษร

ตอนที่ 163: เหยี่ยวบุปผา

 228 Views

ณ พระราชวังหย่างซิน

 

ข้างหน้าจักรพรรดินีมีถ้วยใส่สมุนไพรยาและส่วนผสมอย่างอื่น มันให้กลิ่นที่ฉุนมากซึ่งสามารถทำให้คิ้วขมวดเลยทีเดียว

 

ความขมของซุปสมุนไพรถ้วยนี้มีพลังมากพอที่จะกลบกลิ่นของอาหารอย่างอื่น ไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำอะไรกับมันเลย มันยังคงให้กลิ่นที่ฉุนมาก

 

เมื่อดื่มซุปสมุนไพรแล้ว ใบหน้าของจักรพรรดินีก็แดงเล็กน้อย ท้องของนางรู้สึกแสบร้อน ราวกับว่ามีลูกไฟอยู่ในนั้น

 

เมื่อผ่านไปได้สักพัก ความร้อนจากท้องของนางก็กระจายไปทั่วทั้งตัว จักรพรรดินีลืมตาขึ้นมา นางหยิบขนมจากหงหลวนมาหนึ่งชิ้นแล้วใส่เข้าปาก

 

“ให้เค้าเข้ามา” จักรพรรดินีสั่งการด้วยความเยือกเย็น

 

หลังจากนั้นสักพัก เฟิงโหวก็เดินเหยาะย่างเข้าไปในห้องโถงพระราชวังแล้วทำความเคารพจักรพรรดินี “กราบถวายบังคมขอรับฝ่าบาท”

 

“ลองดูซิ !” จักรพรรดินีใช้สองนิ้วหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่อยู่ข้างตัวแล้วโยนไปทางเฟิงโหว ลำแสงสีขาวพุ่งผ่านอากาศและชะลอความเร็วลงก่อนที่จะลอยไปยังมือของเฟิงโหว

 

เฟิงโหวก้มหน้าดูเนื้อหาในกระดาษ มันคือรายงานของเถาจี้หยวนที่เกี่ยวกับสถานการณ์ในเขาต้าหมัว

 

“เหลือเชื่อไปเลย !” เฟิงโหวอุทานหลังจากที่อ่านมัน การเผาภูเขาและทำให้เย็นทำให้ผลผลิตเหล็กเพิ่มขึ้น 3 เท่า ถ้าหากว่าพวกเขาสามารถเพิ่มกำลังคนและเผาภูเขาจากจุดที่ต่างกันได้ล่ะก็ จะสามารถเพิ่มปริมาณเหล็กได้ถึง 5 เท่าเลยทีเดียว

 

ด้วยการผลิตเหล็ก 250 กิโลกรัมใน 1 วัน พวกเขาจะสามารถสร้างอาวุธได้อย่างน้อย 15 ชิ้น ใน 1 ปี พวกเขาจะสามารถสร้างอาวุธได้ 5,000 ชิ้นโดยคร่าว ๆ ในอีก 2 ปี พวกเขาจะมีอาวุธ 10,000 ชิ้น มันจะช่วยแก้ไขสถานการณ์สิ้นหวังที่ต้าเย่าปประสบอยู่

 

ด้วยสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ การจัดเตรียมอาวุธของทหาร 20,000 นายที่เพิ่งผ่านการเกณฑ์ทหารก็เสร็จสิ้นไปครึ่งหนึ่งแล้ว

 

นอกจากการสร้างเครื่องเหล็กแล้ว เหล็กจากเขาลิ่วชุ่ยก็สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ สิ่งนี้จะสามารถเติมเต็มความขาดแคลนอาวุธได้เล็กน้อย ความขาดแคลนที่เหลือนั้นสามารถจัดการได้ด้วยการค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนในแคว้นหยูนและแคว้นเฉิน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีความขาดแคลนเหลืออีกมากเท่าไรนัก

 

“ยินดีด้วยขอรับฝ่าบาท เป็นโชคลาภอันประเสริฐจริง ๆ ผู้รักษาการเหยินได้ทำสิ่งที่ดีเลิศให้กับต้าเย่าในครั้งนี้ ข้าน้อยประสงค์จะแนะนำให้เลื่อนตำแหน่งเค้าหรือไม่ก็มอบรางวัลให้แก่เค้าน่ะขอรับ”

 

ความจริงที่ว่าเหยินปาเชียนสามารถเพิ่มกำลังการผลิตเหมืองในเขาต้าหมัวได้นั้นเกินความคาดหมายของเฟิงโหวไปมาก ยังไงซะผู้รักษาการแทนเหยินคนนี้ดูเหมือนจะค่อนข้างมีความสามารถทีเดียว

 

เขาไม่ได้คัดค้านที่เหยินปาเชียนยุ่งกับกิจการของฝ่ายกำลังทหารอีกต่อไป

 

“ห้ามให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด เจ้าจะต้องรับผิดชอบในการรวบรวมกำลังคนในการตัดต้นไม้และขนส่งไม้ไปยังเขาต้าหมัว อย่าทำให้ปัญหานี้ล่าช้า มิฉะนั้นเจ้าจะถูกลงโทษขั้นรุนแรง” จักรพรรดินีกล่าวอย่างเย็นชา

 

“ข้าจะทำตามที่ฝ่าบาททรงบัญชาขอรับ” เฟิงโหวตอบกลับไป

 

เมื่อเฟิงโหวออกไป จักรพรรดินีก็พูดขึ้นมา “เรียกตัวหงเป่า”

 

หลังจากนั้นสักพัก หงเป่าก็ก้าวเข้ามายังพระราชวังหย่างซินพร้อมกับกระสอบในมือ จากนั้นเขาจึงคุกเข่าลงข้างหนึ่งแล้วพูดออกมา “ฝ่าบาท ข้าน้อยรู้สึกโชคดีที่ไม่ทำให้ฝ่าบาททรงผิดหวังขอรับ”

 

ในขณะเดียวกัน เขาก็เปิดกระสอบและเผยกล่องข้างในให้เห็น กล่องนั้นเต็มไปด้วยมะนาวและศีรษะมนุษย์

 

“ล้างให้สะอาดแล้วแสดงให้ข้าดูซิ” หลังจากที่จักรพรรดินีพูดจบ ก็มีคนเอากล่องออกไปในทันที หลังจากนั้นสักพัก ศีรษะก็ถูกนำมาแสดงต่อองค์จักรพรรดินี

 

จักรพรรดินีมองดูศีรษะมนุษย์ใกล้ ๆ

 

ใบหน้าของคนตายดูน่าเกลียดมาก แต่มันก็ดูเหมือนกับเขามาก…

 

ความรู้สึกทุกข์ใจได้ปรากฏขึ้นในใจของจักรพรรดินี นางโบกมือแล้วพูดออกมา “จัดการซะ”

 

“หงเป่า บอกรายละเอียดสถานการณ์ให้ข้าฟังซิ” จักรพรรดินีถามอีกครั้ง

 

“พวกเราติดตามเค้าไปตลอดทางยันมหาจักรวรรดิเซี่ย หลังจากที่พวกเรากำหนดเส้นทางของเค้าแล้ว พวกเราก็ดักรอเค้าที่หุบเขามังกรร้าว…”

 

หลังจากที่ได้ฟังหงเป่าเล่าแล้ว จักรพรรดินีก็ตระหนักว่าวันตายของเจ้าชายที่เจ็ดเกิดขึ้นในคืนก่อนที่เหยินปาเชียนจะพาตนไปยังดาวโลก

 

 

 

มีทหารม้าติดปีก 50 นายตามหลังเหยินปาเชียนและลูกน้องของเขาไปยังเขาลิ่วชุ่ยในครั้งนี้ รวมเหยินปาเชียน เถิงจี้ และเถาจี้หยวนก็จะมีคนรวม 53 คน ณ ตอนนี้ ส่วนใหญ่ได้แยกตัวออกไปแล้ว บางคนไปตามล่าหาอาหารในบริเวณโดยรอบ ยังไงซะเหยี่ยวบุปผาตัวเดียวก็ไม่พอกินสำหรับทุกคน

 

เหยินปาเชียนหาจุดนั่งพักผ่อน เขาเพลิดเพลินไปกับผลึกเมฆาในมือ นี่คือผลประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาที่ได้จากการเดินทางในครั้งนี้

 

ในขณะนี้ เหยินปาเชียนได้ยินเสียงนกกรีดร้องคร่ำครวญดังมาจากท้องฟ้า มันเฉียบแหลมและทรงพลังราวกับว่ามันสามารถแทงแก้วหูได้เลยทีเดียว

 

“มันกำลังมาแล้ว” เถิงจี้ยืนขึ้นแล้วมองขึ้นไปบนท้องฟ้าพร้อมกับดาบที่อยู่ข้างตัว

 

“ตัวอะไรกำลังมาน่ะ ?” เหยินปาเชียนเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เขาเห็นจุดสีดำขนาดเล็กลอยอยู่ข้างบน เห็นได้ชัดว่าเสียงกรีดร้องคร่ำครวญแสบแก้วหูดังมาจากมันนั่นเอง

 

“เหยี่ยวบุปผามักมาเป็นคู่ เมื่อตัวนึงตายไป อีกตัวก็จะไม่อยากอยู่ลำพัง คู่ของมันอยู่ที่นี่” เถิงจี้จับดาบแล้วอธิบาย เขาไม่ได้ดูประหม่าแต่อย่างใด

 

เหยี่ยวบุปผาจะไม่เป็นภัยคุกคามมากจนเกินไปหากมันไม่ได้จู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัว

 

อันที่จริงแล้ว เหยี่ยวบุปผานั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่แข็งแกร่งในภูเขาหกหมื่น พวกมันหาตัวได้ยาก

 

คนอื่น ๆ เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าและทำงานต่อไป เห็นได้ชัดว่าทุกคนไม่ได้ให้ความสนใจแต่อย่างใด

 

หลังจากที่ได้ฟังคำพูดของเถิงจี้แล้ว เหยินปาเชียนก็รู้สึกสงสารเหยี่ยวบุปผาเล็กน้อย การที่เขาได้พบกับสัตว์ชนิดที่ไม่สามารถใช้ชีวิตสันโดษนั้นค่อนข้างน่าเวทนา มันเป็นอะไรที่ง่ายมากที่ชายหนุ่มและหญิงสาวจะพัฒนาความผูกพันกับสัตว์เช่นนี้

 

“ว้ากกกกกกกก !” เสียงกรีดร้องคร่ำครวญดังกึกก้องไปบนฟ้าอีกครั้ง

 

“เหยี่ยวบุปผากำลังลงมาแล้ว” เหยินปาเชียนรู้สึกในทันทีว่าเหยี่ยวบุปผาตัวใหญ่ขึ้น

 

ในไม่ช้า การสังเกตของเหยินปาเชียนก็ได้รับการยืนยัน

 

เหยี่ยวบุปผาตัวยิ่งใหญ่ขึ้นในสายตาของเขา เมื่อเหยี่ยวบุปผาลงมาถึง 300 เมตรเหนือพื้นดิน เหยินปาเชียนก็รู้สึกถึงความแข็งแกร่งของมัน

 

หลังจากที่หมุนตัวกลางอากาศอีกครั้ง จากนั้นเหยี่ยวบุปผาก็พุ่งเข้าหาเหยินปาเชียนและลูกน้องของเขาทันที

 

ใช่แล้ว มันพุ่งทะยานไปยังพวกเขา มันไม่มีเจตนาที่จะออกไปจากที่นี่เลย

 

มันยังคงเพิ่มความเร็วในขณะที่พุ่งเข้าหาพวกเขาด้วยน้ำหนักทั้งหมดที่ขับเคลื่อนมันลงมา

 

“ใต้เท้า อย่าขยับนะ” เถิงจี้เตือน เมื่อเหยี่ยวบุปผาเป็นสีน้ำตาลขุ่นแล้ว เถิงจี้ก็กระโดดขึ้นไปข้างบน 8 เมตรพร้อมกับดาบของเขา

 

ฟิ่วววว ฝนเลือดตกลงมาจากท้องฟ้าอีกครั้ง ร่างที่ถูกผ่าครึ่งโดยสมบูรณ์พร้อมทั้งอวัยวะภายในตกลงมาจากท้องฟ้า

 

“ข้าจะเปียกโชกไปด้วยเลือดและเครื่องในอีกแน่ถ้าข้าไม่ขยับ” ด้วยการมองไปยังเถิงจี้เพียงแวบเดียว เหยินปาเชียนก็รู้ว่าเขากำลังจะทำอะไร ทันใดนั้นเขาก็รีบวิ่งไปด้านหนึ่งอย่างรวดเร็ว

 

ถึงแม้ว่าเหยี่ยวบุปผาเมื่อครู่นี้ได้พุ่งเข้าหาพวกเขาในแนวเฉียง แต่ตอนนี้มันตกลงมาในแนวดิ่ง ดูเหมือนว่าเถิงจี้จะผ่าครึ่งตั้งแต่หัวของมันลงมา

 

สิ่งนี้สามารถเห็นได้จากการกระโดดในแนวดิ่งของเถิงจี้เช่นกัน

 

เมื่อเหยินปาเชียนเห็นร่างเหยี่ยวบุปผาครึ่งหนึ่งพุ่งเข้ามาใกล้เขายิ่งขึ้น เขาจึงสบถออกมา “เชี่ยเอ๊ย”

 

ถ้าหากเขายืนอยู่ที่จุดเดิม ก็คงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนี้ร่างของเหยี่ยวบุปผาครึ่งหนึ่งกำลังพุ่งเข้าหาเขา

 

“ใต้เท้า..ระวังด้วย !” พลทหารม้าติดปีกใกล้เหยินปาเชียนตกใจกับฉากนี้ ร่างของเหยี่ยวบุปผากำลังพุ่งเข้าชนเหยินปาเชียนด้วยความเร็วที่สูงมาก ถึงแม้ว่ามันจะถูกผ่าครึ่งแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีแรงมาก ถ้าหากมันกระแทกเข้ากับชนเผ่า ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมากมายนัก แต่ทว่า ถ้าหากมันกระแทกเข้ากับเหยินปาเชียน อย่างน้อยเขาจะต้องกระดูกและเส้นเอ็นแตกบางส่วน

 

พลทหารม้าติดปีกหลายนายเข้าไปหาเหยินปาเชียน คนหนึ่งในนั้นกระโดดขึ้นไปข้างบนแล้วเตะร่างของเหยี่ยวบุปผา ทำให้เลือดพุ่งพรวดออกมา เมื่อเนื้อของมันถูกสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ร่างก็จะลอยไปในทิศทางอื่น

 

“เห้อ !” ทุกคนต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก

 

“ขอบคุณนะพี่” เหยินปาเชียนขอบคุณพลทหารม้าติดปีกคนนั้นแล้วเช็ดเลือดบนหน้าของตัวเอง จากนั้นเขาก็วิ่งไปล้างหน้าล้างผม

 

เมื่อเขากลับมา เหยี่ยวบุปผาก็ถูกคว้านท้องแล้ว

 

“มีอีกมั้ยเนี่ย ?” เหยินปาเชียนถามอย่างรวดเร็ว

 

“ไม่มีเลย มีแต่หินบด” ทุกคนต่างรู้ในสิ่งที่เหยินปาเชียนถามถึง พวกเขาแสดงสิ่งที่ได้จากร่างของเหยี่ยวบุปผาให้เขาเห็นในทันที มันเป็นเพียงแค่หินบดหนึ่งกำมือเท่านั้น

 

ผลึกเมฆาเป็นสิ่งที่สามารถพบได้โดยบังเอิญเท่านั้น

 

เหยินปาเชียนรู้สึกว่ามันน่าเสียดายเล็กน้อย

นิยายทั้งหมด

  • หมวดหมู่นิยาย


  • Top